โภชนาการบำบัด
ควันไฟจากเตาถ่านที่แผงลอยมอดดับลงแล้ว ทว่าเปลวไฟแห่งความมุ่งมั่นในใจของเสิ่นม่านชิงกลับโชติช่วงสว่างไสวขึ้นกว่าเดิม ความคิดเรื่องการเปิดร้านมิใช่เพียงความฝันอีกต่อไป แต่เป็นหนทางรอดเดียวที่นางต้องไขว่คว้ามาให้จงได้
เมื่อกลับถึงบ้านและจัดการเก็บข้าวของที่เปื้อนฝุ่นควันจากการต่อสู้จนเรียบร้อย เสิ่นม่านชิงมิได้พักผ่อน นางก้าวเดินตรงไปยังเรือนพักของบิดาด้วยฝีเท้าที่แผ่วเบา ประตูไม้ที่เปิดแง้มไว้เผยให้เห็นร่างของเสิ่นว่านชิวที่กำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนพิงหมอนอยู่บนเตียง แม้ใบหน้าจะยังมีสีขาวซีด แต่ก็ดีกว่าสภาพปางตายในวันแรกมากนัก
“ท่านพ่อ วันนี้รู้สึกเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ” นางเอ่ยถามพลางทรุดกายนั่งลงข้างเตียง สองมือยื่นไปจับชีพจรที่ข้อมือของบิดาอย่างเป็นธรรมชาติ
เสิ่นว่านชิวฝืนยิ้มบางเบา “พ่อดีขึ้นมากแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง”
ทว่าปลายนิ้วที่สัมผัสกับเส้นชีพจรของเสิ่นม่านชิงกลับขมวดคิ้วมุ่น สัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นที่แผ่วเบาและติดขัด แม้จะพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่ร่างกายของบิดายังคงอ่อนแออย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังลมปราณและโลหิตที่ไหลเวียนไม่ราบรื่นนัก นี่คือภาวะที่คนยุคปัจจุบันเรียกว่า ‘ความเครียดสะสมจนส่งผลต่อระบบไหลเวียนโลหิต’ หากปล่อยไว้เนิ่นนาน อาการอาจทรุดลงได้อีก
สาเหตุส่วนหนึ่งย่อมมาจากความเจ็บป่วยเรื้อรัง แต่อีกส่วนที่สำคัญไม่แพ้กันคือความทุกข์ระทมในใจที่ถูกพี่น้องร่วมสายเลือดหักหลังจนสิ้นเนื้อประดาตัว ความคับแค้นใจนี้กัดกินร่างกายของเขาจากภายใน
“ท่านพ่อพักผ่อนเถิดเจ้าค่ะ เดี๋ยวข้าจะไปเตรียมอาหารบำรุงมาให้” เสิ่นม่านชิงกล่าว พลางจัดผ้าห่มให้บิดาอย่างนุ่มนวล
นางเดินออกมาจากห้องด้วยสีหน้าครุ่นคิด ยาที่หมอหลวงจ่ายให้ช่วยรักษาอาการบาดเจ็บได้ แต่ไม่อาจเยียวยาภาวะ ‘เลือดลมติดขัด’ ที่เกิดจากความอ่อนแอและความเครียดนี้ได้โดยตรง การใช้ยาแรงเกินไปอาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยที่เพิ่งฟื้นไข้... แต่สำหรับนักโภชนาการเช่นนางแล้ว ‘อาหาร’ คือโอสถที่ดีที่สุด
ในเมื่อตัดสินใจแล้ว นางไม่รอช้า กลับเข้าห้องของตนเองแล้วปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนา ทันทีที่อยู่ตามลำพัง เสิ่นม่านชิงหลับตาลง รวบรวมสมาธิทั้งหมดไปที่จี้หยกบนคอ พริบตาต่อมา ทิวทัศน์รอบกายนางก็แปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
เบื้องหน้าคือดินแดนแห่งความลับส่วนตัวของนาง ‘มิติสรรค์สร้าง’ ที่ซึ่งอากาศบริสุทธิ์ สดชื่นกว่าโลกภายนอกนับสิบเท่า บ่อน้ำพุวิเศษยังคงส่งไอเย็นจางๆ แปลงดินสีดำขลับอุดมสมบูรณ์ทอดยาวสุดสายตา
นางเดินตรงไปยังแปลงดินเร่งโตที่เคยหว่านเมล็ดพืชผักบางชนิดไว้ทดลอง ทุกอย่างเติบโตงอกงามอย่างน่าอัศจรรย์ แต่สิ่งที่นางต้องการในวันนี้ยังไม่มี นางหยิบห่อกระดาษเล็กๆ ที่ซื้อมาจากร้านยาเมื่อวันก่อนออกมา ในนั้นคือเมล็ด ‘ตังกุย’ คุณภาพปานกลางที่พอจะหาซื้อได้ในตลาด
นางใช้ความรู้ด้านพฤกษศาสตร์จากชาติก่อนคัดเลือกเมล็ดที่สมบูรณ์ที่สุด บรรจงฝังลงในแปลงดินเร่งโต จากนั้นจึงตักน้ำจากบ่อน้ำพุวิเศษมารดรินอย่างเบามือ ปรากฏการณ์น่าอัศจรรย์บังเกิดขึ้นอีกครั้ง ทันทีที่หยดน้ำวิเศษสัมผัสผืนดิน เมล็ดตังกุยก็แตกหน่อและแทงยอดอ่อนขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า มันเติบโตอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นต้นตังกุยที่สมบูรณ์เต็มที่ในเวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูป* (*ประมาณ 15-30 นาที) รากของมันอวบใหญ่สมบูรณ์ ส่งกลิ่นหอมของสมุนไพรอันเป็นเอกลักษณ์ออกมาอย่างเข้มข้น
เสิ่นม่านชิงถอนรากตังกุยขึ้นมาด้วยความพึงพอใจ ล้างด้วยน้ำจากบ่อน้ำพุอีกครั้งจนสะอาดหมดจด ตังกุยต้นนี้มีพลังชีวิตและสรรพคุณทางยาสูงส่งกว่าตังกุยที่ดีที่สุดในตลาดนับร้อยเท่า เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใช้เป็นยาบำรุงอย่างอ่อนโยน
เมื่อได้วัตถุดิบสำคัญแล้ว นางจึงออกจากมิติกลับสู่ห้องของตนเองดังเดิม ก่อนจะตรงไปยังโรงครัว ที่นั่น เสิ่นจื่อเซวียนกำลังช่วยล้างถังไม้ที่ใช้ใส่พะโล้ด้วยความขยันขันแข็ง
“พี่ใหญ่ ท่านจะทำอะไรหรือ” เขาถามเมื่อเห็นพี่สาวเริ่มก่อไฟ
“ข้าจะทำโจ๊กปลาให้ท่านพ่อ” นางตอบพลางหยิบปลาเก๋าสดตัวพอประมาณที่ซื้อติดมือกลับมาจากตลาดออกมาวางบนเขียง ความรู้ด้านโภชนาการบอกนางว่าเนื้อปลาเป็นโปรตีนที่ย่อยง่ายและมีไขมันดี ส่วนตังกุยจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต การผสานสองสิ่งนี้เข้าด้วยกันคือตำรับ ‘โภชนาการบำบัด’ ที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับอาการของบิดาในตอนนี้
นางจัดการขอดเกล็ดและควักไส้ปลาด้วยความชำนาญ ก่อนจะเลาะเอาแต่เนื้อส่วนที่ดีที่สุดออกมา หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ ส่วนหัวและก้างปลานางนำไปต้มกับขิงแก่เพื่อทำเป็นน้ำซุปใส ส่งกลิ่นหอมกรุ่นไปทั่วโรงครัว
จากนั้นจึงนำข้าวสารที่ซาวจนสะอาดใส่ลงในหม้อดิน เติมน้ำซุปปลาที่กรองแล้วลงไป ตั้งบนไฟอ่อนๆ เคี่ยวอย่างใจเย็นจนเมล็ดข้าวเริ่มบานออกเป็นยางใส เสิ่นม่านชิงจึงนำรากตังกุยจากมิติออกมาฝานเป็นแผ่นบางๆ เพียงไม่กี่แผ่นใส่ตามลงไป กลิ่นหอมของสมุนไพรชั้นเลิศผสานเข้ากับกลิ่นหอมของข้าวและน้ำซุปปลา กลายเป็นกลิ่นหอมโอสถที่ชวนให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด
นางเคี่ยวต่อไปจนเนื้อโจ๊กเนียนข้นดุจน้ำนม จึงใส่เนื้อปลาเก๋าที่เตรียมไว้ลงไป คนเบาๆ เพียงไม่กี่ครั้งแล้วจึงยกหม้อลงจากเตา ปรุงรสด้วยเกลือหลวงเพียงเล็กน้อยเพื่อชูรสชาติตามธรรมชาติของวัตถุดิบ
“หอมเหลือเกินพี่ใหญ่... แค่ได้กลิ่นก็รู้สึกมีแรงแล้ว” เสิ่นจื่อเซวียนสูดจมูกฟุดฟิด ดวงตาเป็นประกาย
เสิ่นม่านชิงยิ้มบางๆ นางตัก ‘โจ๊กปลาเก๋าตุ๋นตังกุย’ ใส่ชาม ประคองไปยังห้องของบิดาอีกครั้ง
เสิ่นว่านชิวลืมตาขึ้นเมื่อได้กลิ่นหอมจรุงใจ “นี่เจ้าทำอะไรกัน หอมจริง”
“โจ๊กปลาบำรุงร่างกายเจ้าค่ะ ท่านพ่อลองชิมดูสักหน่อยนะเจ้าคะ” นางกล่าวพลางตักโจ๊กคำเล็กๆ เป่าเบาๆ แล้วยื่นไปจ่อที่ริมฝีปากบิดา
เสิ่นว่านชิวอ้าปากรับอย่างว่าง่าย คำแรกที่สัมผัสลิ้นคือความเนียนนุ่มของเนื้อโจ๊กที่แทบจะละลายในปาก ตามมาด้วยรสหวานตามธรรมชาติของเนื้อปลาสด และกลิ่นหอมลุ่มลึกของสมุนไพรที่ไม่ฉุนเฉียว แต่กลับช่วยให้รู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายไปทั้งทรวงอก
เขาทานไปทีละคำ ทีละคำ จนหมดชามในเวลาไม่นาน ความอุ่นร้อนจากชามโจ๊กค่อยๆ แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ขับไล่ความเย็นเยียบที่เกาะกุมอยู่ภายในออกไปอย่างช้าๆ ใบหน้าที่เคยซีดขาวเริ่มปรากฏริ้วเลือดฝาดจางๆ ขึ้นมาให้เห็น
“ดี... ดีเหลือเกิน” เสิ่นว่านชิวพยักหน้าช้าๆ “พ่อรู้สึกว่าเลือดลมในกายไหลเวียนดีขึ้นมากนัก”
เห็นบิดามีอาการดีขึ้นอย่างชัดเจน เสิ่นม่านชิงก็คลายใจลงเปลาะหนึ่ง นางเก็บชามไปล้าง ก่อนจะกลับมานั่งที่โต๊ะไม้ตัวเก่าในห้องโถง ความกังวลเรื่องบิดาเบาบางลง แต่ความกังวลเรื่องเงินทุนสำหรับเปิดร้านกลับหนักอึ้งขึ้นมาแทนที่
นางหยิบแท่งถ่านที่ฝนปลายจนแหลมกับกระดาษหยาบๆ ออกมา แสงตะเกียงส่องกระทบใบหน้าครึ่งหนึ่งของนาง แววตาที่เคยอ่อนโยนยามดูแลบิดา บัดนี้ฉายประกายแห่งความเฉียบคมดุจนักวางแผนผู้เจนจบ
พะโล้เครื่องในเป็นสินค้าที่ดีสำหรับคนทั่วไป แต่กำไรต่อชิ้นน้อยเกินไป หากจะระดมทุนให้ได้มากพอสำหรับค่าเช่าและค่าตกแต่งร้านในทำเลดีๆ นางต้องมีเมนูใหม่ที่เจาะกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงขึ้น... กลุ่มลูกค้าที่ยินดีจ่ายเพื่อ ‘สุขภาพ’
ความคิดแล่นปราดเปรื่องในสมองของนักโภชนาการยุคใหม่
‘ปิ่นโตสุขภาพสำหรับส่งตามจวนขุนนางและคหบดี!’
‘เมนูสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน... ขนมกุยช่ายนึ่งไส้เห็ดหอมภูเขาหิมะ ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด’
‘เมนูสำหรับสตรีที่ต้องการบำรุงผิวพรรณ... ซุปไก่ดำตุ๋นรังนกและพุทราหยก’
วัตถุดิบพิเศษเหล่านี้ โลกภายนอกอาจหายากหรือไม่มีเลย แต่สำหรับนางผู้มีมิติสรรค์สร้างอยู่ในมือแล้ว... ทุกอย่างล้วนเป็นไปได้
เสิ่นม่านชิงกำลังจดจ่ออยู่กับแผนการระดมทุนครั้งใหม่ของนางอย่างตั้งอกตั้งใจ พลันนั้น... เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นจากหน้าบ้าน
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
เสียงเคาะประตูกลางดึกที่เงียบสงัดทำให้พี่น้องสกุลเสิ่นสะดุ้งสุดตัว เสิ่นจื่อเซวียนรีบวิ่งเข้ามาหาพี่สาวด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ความทรงจำเรื่องกลุ่มอันธพาลเมื่อตอนกลางวันยังคงสดใหม่ในความคิด
เสิ่นม่านชิงวางแท่งถ่านลงช้าๆ นิ้วเรียวของนางกำแน่นเข้าหากัน ดวงตาหรี่ลงอย่างระแวดระวัง นางส่งสัญญาณให้น้องชายเงียบเสียง ก่อนจะย่องไปที่ประตูไม้อย่างเงียบกริบ
ในขณะที่นางกำลังจะเอ่ยปากถามว่าผู้ใดมาเคาะประตูยามวิกาลเช่นนี้ เสียงทุ้มที่คุ้นเคยทว่าแฝงไปด้วยความไม่น่าไว้วางใจก็ดังลอดบานประตูเข้ามาเสียก่อน
“ม่านชิง จื่อเซวียน... เปิดประตูให้ลุงหน่อยเถิด นี่ลุงใหญ่ของพวกเจ้าเอง”