อันธพาลทวงหนี้และบุรุษลึกลับ

แสงอรุณรุ่งของวันใหม่สาดส่องลงบนตรอกชิงหลิว ปลุกให้ตลาดเช้าที่เคยซบเซากลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ทว่าวันนี้แตกต่างไปจากเดิม กลิ่นหอมกรุ่นของเครื่องเทศในน้ำพะโล้ที่เคี่ยวจนข้นคลั่กจากแผงลอยเล็กๆ ของเสิ่นม่านชิงได้กลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้คน เสียงเล่าลือปากต่อปากได้ผลิดอกออกผลอย่างรวดเร็วเกินคาด

“แม่นางน้อย ขอพะโล้รวมชามใหญ่!”

“ทางนี้ขอเครื่องในสามอย่าง ข้าวสองถ้วย!”

เสิ่นม่านชิงและเสิ่นจื่อเซวียนสองพี่น้องง่วนอยู่กับการตักอาหารและรับเงินจนแทบไม่มีเวลาหยุดพักรอยยิ้มแห่งความสำเร็จประดับอยู่บนใบหน้าของทั้งคู่ นี่คือผลลัพธ์จากความทุ่มเทของพวกเขา กลิ่นหอมที่อบอวลไม่ได้เป็นเพียงกลิ่นอาหารอีกต่อไป แต่เป็นกลิ่นของความหวังและอนาคตที่สดใส

ทว่าความสุขมักอยู่ไม่นานนัก ขณะที่ผู้คนกำลังต่อแถวอย่างเป็นระเบียบ บรรยากาศที่คึกคักก็พลันเงียบสงัดลงราวป่าช้า เมื่อร่างกำยำของชายฉกรรจ์สี่คนก้าวเข้ามาในตรอกด้วยท่าทางวางโต สายตาของพวกมันกวาดมองไปทั่วอย่างเหยียดหยาม ก่อนจะหยุดลงที่แผงลอยของเสิ่นม่านชิง

หัวหน้ากลุ่มเป็นชายหน้าบาก รอยแผลเป็นพาดผ่านคิ้วทำให้ใบหน้าของมันดูดุร้ายน่ากลัวยิ่งขึ้น มันเดินนำพรรคพวกเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าแผง ถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างไม่เกรงใจผู้ใด

“แผงนี้สินะที่ว่ากันว่าขายดีนัก” น้ำเสียงของมันหยาบกระด้างและแฝงแววหาเรื่อง “ข้ามาตามคำสั่งของนายหญิงหวัง มาเก็บหนี้!”

คำว่า “นายหญิงหวัง” ทำให้หัวใจของเสิ่นม่านชิงกระตุกวูบ! หวังชุ่ยฮวา! สตรีผู้นั้นลงมือเร็วกว่าที่นางคาดคิดนัก!

เสิ่นจื่อเซวียนรีบก้าวออกมาขวางหน้าน้องสาวทันที “พวกท่านเป็นใคร? พี่สาวข้าไม่เคยเป็นหนี้ใคร!”

ชายหน้าบากหัวเราะเยาะ “เจ้าเด็กน้อยยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม! เมื่อหลายเดือนก่อน บิดาเจ้าป่วยหนัก มารดาเจ้าได้ไปกู้เงินจากนายหญิงหวังมาห้าตำลึงเงิน ตอนนี้ทั้งต้นทั้งดอกรวมเป็นสิบตำลึง! รีบจ่ายมาเสียดีๆ มิเช่นนั้น...” มันตวัดสายตาอันธพาลมองไปยังหม้อพะโล้ใบใหญ่ “ก็อย่าหวังว่าจะได้ค้าขายอีกต่อไป!”

ผู้คนที่มุงดูเริ่มซุบซิบ บ้างก็ถอยห่างด้วยความหวาดกลัว บ้างก็มองมาด้วยความสงสาร เสิ่นม่านชิงขบกรามแน่น นางรู้ดีว่านี่คือคำกล่าวอ้างที่ไร้มูลความจริง หวังชุ่ยฮวาไม่เคยให้เงินครอบครัวนางแม้แต่อีแปะเดียว! มันเป็นเพียงอุบายที่จะทำลายกิจการของนาง

“ท่านลุงหวังชุ่ยฮวาของข้าไม่เคยให้เงินเรา” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย พยายามข่มความโกรธไว้ “หากมีหลักฐานการกู้ยืม ก็โปรดนำมาแสดง”

“หลักฐานรึ?” ชายหน้าบากแสยะยิ้ม “กำปั้นของข้านี่แหละคือหลักฐาน! หรือเจ้าอยากจะลองดี!” สิ้นคำ มันก็ยกเท้าขึ้นหมายจะถีบโต๊ะให้คว่ำ

“ช้าก่อน!” เสิ่นม่านชิงร้องเสียงดัง นางเหลือบมองน้องชายที่หน้าซีดเผือดและลูกค้าที่แตกฮือ ในใจก็ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว นางแสร้งทำทีก้มลงจัดของในตะกร้าใต้แผง มือข้างหนึ่งล้วงเข้าไปหยิบห่อกระดาษเล็กๆ ที่ซ่อนไว้ออกมาอย่างแนบเนียน

ภายในห่อกระดาษนั้นคือ ‘ผงพริกหอมสกัดเข้มข้น’ ที่นางเตรียมไว้ในมิติสรรค์สร้างเพื่อป้องกันตัวโดยเฉพาะ มันคือพริกหอมเสฉวนเกรดดีที่สุดที่ถูกบดและสกัดด้วยกรรมวิธีพิเศษจากความรู้ยุคใหม่ มีความเผ็ดร้อนและฉุนแสบกว่าพริกธรรมดานับสิบเท่า หากเข้าตาผู้ใด คนผู้นั้นจะต้องเจ็บปวดทุรนทุรายจนลืมตาไม่ขึ้นไปหลายชั่วยาม

นางกำห่อกระดาษไว้ในมือแน่น เตรียมพร้อมที่จะสาดมันเข้าใส่ดวงตาของเหล่าอันธพาลทันทีที่พวกมันลงมือ นี่ไม่ใช่การต่อสู้ที่ยุติธรรม แต่นางไม่มีทางเลือกอื่นเพื่อปกป้องครอบครัวและกิจการที่เพิ่งเริ่มต้น!

แต่ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายไปมากกว่านั้น เสียงทุ้มเย็นเยียบเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลังฝูงชน

“หลีกทาง”

น้ำเสียงนั้นไม่ดัง แต่กลับแฝงด้วยอำนาจที่ทำให้ทุกคนต้องหันไปมองโดยพร้อมเพรียงกัน ร่างสูงโปร่งของบุรุษผู้หนึ่งค่อยๆ เดินแหวกฝูงชนเข้ามา อาภรณ์ที่เขาสวมใส่เป็นเพียงผ้าไหมสีน้ำเงินเรียบๆ ไม่มีลวดลายหรูหรา ทว่าเนื้อผ้าและการตัดเย็บนั้นประณีตบรรจงอย่างยิ่ง ในมือของเขาถือพัดกระดาษด้ามหนึ่ง ใบหน้าหล่อเหลาราวกับรูปสลักนั้นเรียบเฉย แต่ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวมองตรงมายังแผงขายพะโล้ ราวกับว่าความโกลาหลเบื้องหน้าเป็นเพียงภาพไร้สาระที่ไม่คู่ควรแก่การใส่ใจ

ชายหน้าบากหันไปตวาด “เจ้าเป็นใคร! อย่ามายุ่งไม่เข้าเรื่อง!”

บุรุษลึกลับผู้นั้นไม่ตอบคำ เขายังคงก้าวเดินเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ จนกระทั่งมาหยุดอยู่ห่างจากกลุ่มอันธพาลเพียงไม่กี่ก้าว เขาเพียงเหลือบมองพวกมันด้วยหางตาแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปทางเสิ่นม่านชิง กลิ่นหอมของพะโล้ต่างหากที่ดึงดูดเขามาที่นี่

“ข้ามาเพื่อกินข้าว” เขากล่าวเรียบๆ

การกระทำที่เมินเฉยราวกับพวกมันเป็นเพียงอากาศธาตุนั้นทำให้ชายหน้าบากโกรธจนหน้าแดงก่ำ “เจ้าหูหนวกหรืออย่างไร! อยากตายนักใช่ไหม!” ว่าแล้วก็เงื้อมหมัดพุ่งเข้าใส่บุรุษผู้นั้นทันที!

เสิ่นม่านชิงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ทว่าภาพที่นางคาดคิดว่าจะได้เห็นเลือดตกยางออกกลับไม่เกิดขึ้น บุรุษชุดน้ำเงินเพียงแค่ขยับข้อมือเล็กน้อย พัดในมือของเขาก็ตวัดออกไปด้วยความเร็วสูง เกิดเป็นเงาสีขาวสายหนึ่งพาดผ่านอากาศ

ฟุ่บ!

เสียงนั้นเบาหวิว แต่ผลลัพธ์ของมันน่าตื่นตระหนก! ร่างของอันธพาลทั้งสี่ที่กำลังจะทะยานเข้ามากลับล้มกลิ้งระเนระนาดไปคนละทิศคนละทางราวกับถูกคลื่นลมที่มองไม่เห็นซัดกระหน่ำ พวกมันนอนร้องโอดโอยอยู่บนพื้น ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น

บุรุษผู้นั้นไม่แม้แต่จะชายตามองผลงานของตน เขาก้าวข้ามร่างของเหล่าอันธพาลมาหยุดที่หน้าแผง สายตาของเขาจับจ้องไปยังหม้อพะโล้ที่ยังคงส่งไออุ่นกรุ่น

เสิ่นม่านชิงยืนนิ่งตัวแข็งทื่อ นางลอบกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก พลังยุทธ์เช่นนี้... คนผู้นี้ต้องไม่ธรรมดา! ขณะที่นางกำลังตะลึงอยู่นั้น สัญชาตญาณของนักโภชนาการในตัวนางก็สังเกตเห็นบางอย่าง... แม้ใบหน้าของเขาจะหล่อเหลาราวเทพเซียน แต่ผิวของเขากลับขาวซีดเกินคนปกติ ที่น่าสังเกตที่สุดคือริมฝีปากของเขา แม้จะบางสวยได้รูป แต่กลับมีสีม่วงคล้ำจางๆ แทรกอยู่ ร่องรอยเช่นนี้... คืออาการของผู้ที่มีพิษเย็นสะสมอยู่ในร่างกายมาเป็นเวลานาน!

เจียงอี้ฟานรู้สึกได้ถึงสายตาที่กำลังพินิจพิเคราะห์ของแม่นางน้อยเจ้าของแผง เขารู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ปกติแล้วสตรีมักจะมองเขาด้วยสายตาหลงใหลหรือหวาดหวั่น แต่นางกลับมองเขาด้วยสายตาที่เหมือน... แพทย์กำลังวินิจฉัยโรค

เขาไม่สนใจจะไต่ถาม เพียงแค่หยิบเงินหนึ่งตำลึงออกมาวางบนโต๊ะไม้ เสียงโลหะกระทบไม้ดึงสติของเสิ่นม่านชิงกลับมา

“พะโล้... เท่าที่เงินก้อนนี้จะซื้อได้” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเช่นเดิม

เงินหนึ่งตำลึง! นั่นสามารถซื้อพะโล้ได้ทั้งหม้อ!

เสิ่นม่านชิงยังไม่ทันจะเอ่ยปากทักท้วง เจียงอี้ฟานก็หมุนตัวเดินจากไปทันที โดยไม่รออาหารที่สั่งและไม่สนใจเงินทอน เขาเดินจากไปอย่างสง่างามดุจเมฆาลอยลม ทิ้งไว้เพียงตำลึงเงินที่ส่องประกายวับวาวอยู่บนโต๊ะ และกลุ่มอันธพาลที่รีบพยุงกันลุกขึ้นวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงหายไปจากตรอกชิงหลิวอย่างไม่คิดชีวิต

เมื่อเหตุการณ์คลี่คลาย ผู้คนก็เริ่มกลับมาส่งเสียงอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นเสียงแห่งความชื่นชมและตื่นเต้นในตัวบุรุษลึกลับและรสชาติอาหารที่แม้แต่ยอดฝีมือยังต้องแวะเวียนมา

เสิ่นจื่อเซวียนรีบเข้ามาดูพี่สาว “พี่ใหญ่ ท่านไม่เป็นไรนะ?”

เสิ่นม่านชิงส่ายหน้าช้าๆ แต่สายตาของนางยังคงจ้องมองไปยังทิศทางที่บุรุษผู้นั้นจากไป มือที่กำห่อพริกจนชื้นเหงื่อค่อยๆ คลายออก ความรู้สึกเย็นเยียบแล่นไปทั่วสันหลัง... วันนี้นางรอดมาได้เพราะโชคช่วย แต่หวังชุ่ยฮวาย่อมไม่หยุดเพียงเท่านี้แน่

แผงลอยที่เปิดโล่งเช่นนี้มันไม่ปลอดภัยอีกต่อไป... ความคิดหนึ่งพลันสว่างวาบขึ้นในใจของนางอย่างชัดเจน

นางต้องมีร้าน! ร้านที่เป็นของตัวเอง! สถานที่ที่มั่นคงและปลอดภัยพอที่จะปกป้องครอบครัวและต่อกรกับศัตรูได้อย่างสมศักดิ์ศรี