กำไรก้อนแรก
เสียงเอะอะจอแจยังคงดังต่อเนื่องราวกับสายน้ำที่ไม่มีวันหยุดไหล แผงลอยเล็กๆ ของสองพี่น้องตระกูลเสิ่นกลายเป็นศูนย์กลางของตรอกชิงหลิวในบัดดล ผู้คนเบียดเสียดเข้ามาเพื่อลิ้มลองรสชาติพะโล้ที่ได้รับการกล่าวขานว่าแสนวิเศษ
“แม่นาง ขอชามหนึ่ง!”
“ข้าด้วย! ทางนี้สองชาม!”
เสิ่นม่านชิงตักพะโล้ใส่ถ้วยด้วยความเร็วที่ไม่เคยทำได้มาก่อน ไอร้อนกรุ่นและกลิ่นหอมของเครื่องเทศลอยคละคลุ้งจนน่าเวียนศีรษะ ทว่านางกลับรู้สึกกระชุ่มกระชวยอย่างน่าประหลาด ขณะที่เสิ่นจื่อเซวียนทำหน้าที่รับเงินและทอนเงินอย่างคล่องแคล่ว มือเล็กๆ ของเขานับเหรียญอีแปะจนแทบจะกลายเป็นภาพติดตา
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่ถึงสองชั่วยามด้วยซ้ำ ในที่สุดเสิ่นม่านชิงก็วางทัพพีลงกระทบกับก้นหม้อทองเหลืองที่บัดนี้ว่างเปล่าดัง "แกร๊ง" เสียงนั้นดังก้องท่ามกลางความวุ่นวาย ทำให้ทุกคนที่กำลังรอคอยต้องชะงักไป
“หมดแล้วรึแม่นาง! ข้าเพิ่งมาถึงเอง!” ชายร่างกำยำคนหนึ่งที่เพิ่งเลิกงานตะโกนขึ้นอย่างผิดหวัง
“ใช่ๆ ข้าอุตส่าห์รีบวิ่งมาเพราะได้ยินเพื่อนบอกว่าอร่อยเหาะ เหตุใดจึงหมดเร็วเพียงนี้!”
เสิ่นม่านชิงประสานมือคารวะผู้คนที่ยังคงยืนรออย่างเนืองแน่นด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน “ต้องขออภัยพี่ชายทุกท่านด้วย วันนี้ข้าเตรียมของมาน้อยเกินไป ไม่คิดว่าจะได้รับการต้อนรับอย่างดีถึงเพียงนี้ พรุ่งนี้ข้าจะเตรียมมาให้มากกว่าเดิมแน่นอนเจ้าค่ะ”
แม้จะผิดหวัง แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มจริงใจและท่าทีสุภาพของนาง หลายคนก็พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ “เช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าจะมารอแต่เนิ่นๆ เลย!”
ผู้คนเริ่มสลายตัวไป ทิ้งไว้เพียงสองพี่น้องที่ยืนหอบหายใจอยู่ข้างแผงลอยว่างเปล่า เสิ่นจื่อเซวียนทิ้งตัวลงนั่งบนม้านั่งเตี้ยๆ อย่างหมดแรง แต่ดวงตาของเขากลับเป็นประกายเจิดจ้า
ณ อีกฟากของตรอก รถม้าคันหรูที่จอดนิ่งอยู่นานได้เคลื่อนตัวออกไปอย่างเงียบเชียบ ดวงตาคมกริบคู่นั้นละสายตาจากแผงลอยของเสิ่นม่านชิงเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ม่านหน้าต่างจะถูกปล่อยลงปิดบังทุกสิ่งไว้ดังเดิม ราวกับไม่เคยมีอยู่ตรงนั้น
“พี่ใหญ่... เรา... เราขายหมดแล้ว!” น้องชายเงยหน้าขึ้นมองพี่สาว เสียงของเขาแหบพร่าแต่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นสุดขีด
“อืม ขายหมดแล้ว” เสิ่นม่านชิงพยักหน้า ในใจนางรู้สึกโล่งอกและเปี่ยมสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นี่คือก้าวแรกที่มั่นคงของนาง
หลังจากเก็บกวาดแผงลอยจนสะอาดเรียบร้อย สองพี่น้องก็พากันเข็นรถเข็นไปยังมุมอับตาผู้คนแห่งหนึ่งในตรอก เสิ่นจื่อเซวียนหยิบถุงผ้าหนักอึ้งที่ซ่อนไว้ออกมา เทกองเหรียญอีแปะลงบนพื้นผ้าที่ปูรองไว้ เสียงโลหะกระทบกันดังกราวราวกับเสียงดนตรีสวรรค์
“พี่ใหญ่...ดูสิ...เยอะมาก!” ดวงตาของเด็กชายเบิกกว้าง เขาเริ่มลงมือนับเหรียญอย่างขะมักเขม้น “สิบ... ยี่สิบ... หนึ่งร้อย... สองร้อย...”
เสิ่นม่านชิงมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มบางๆ รอคอยอย่างใจเย็น จนกระทั่งน้องชายของนางนับเสร็จและเงยหน้าขึ้นมาด้วยใบหน้าที่ทั้งตกตะลึงและดีใจ
“พี่ใหญ่! ทั้งหมดหนึ่งพันอีแปะ! เราได้เงินหนึ่งพันอีแปะพอดี! นี่มัน... หนึ่งตำลึงเงิน!”
หนึ่งตำลึงเงิน! สำหรับครอบครัวที่ไม่มีแม้แต่ข้าวสารจะกรอกหม้อในวันก่อน เงินจำนวนนี้เปรียบเสมือนสมบัติล้ำค่า เสิ่นม่านชิงคำนวณในใจ ต้นทุนเครื่องในและเครื่องปรุงต่างๆ ของนางวันนี้อยู่ที่ประมาณสองร้อยห้าสิบอีแปะเท่านั้น นี่หมายความว่านางได้กำไรกลับมาถึงสามเท่าตัว!
“เก็บเงินไว้ให้ดี” นางกล่าวกับน้องชายพลางหยิบเงินออกมาส่วนหนึ่ง “เราต้องไปหาพี่จ้าวก่อน”
ทั้งสองมุ่งหน้าไปยังแผงขายเนื้อของจ้าวเถี่ย เมื่อเห็นสองพี่น้องเดินมาแต่ไกล ชายร่างใหญ่ก็ส่งยิ้มกว้างมาให้ทันที “เป็นอย่างไรบ้างแม่นางน้อย ขายดีหรือไม่?”
“ต้องขอบคุณพี่จ้าวที่แบ่งของดีให้ข้าเจ้าค่ะ” เสิ่นม่านชิงยื่นเงินจำนวนหนึ่งให้เขา “นี่เงินค่าเครื่องในของวันนี้ และนี่เป็นเงินมัดจำสำหรับของในวันพรุ่งนี้ พรุ่งนี้ข้าขอเพิ่มปริมาณเป็นสองเท่าจากวันนี้เลยนะเจ้าคะ”
จ้าวเถี่ยรับเงินมานับด้วยความประหลาดใจระคนยินดี “ได้เลย! ไม่มีปัญหา! ขอแค่แม่นางต้องการ ข้าหาให้ได้แน่นอน!” เขามองเสิ่นม่านชิงด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย จากความสงสารในทีแรก บัดนี้แฝงไว้ด้วยความนับถือในความสามารถของเด็กสาวนางนี้
หลังจากจัดการเรื่องวัตถุดิบสำหรับวันพรุ่งนี้เรียบร้อยแล้ว เสิ่นม่านชิงก็นำเงินที่เหลือจูงมือน้องชายไปยังร้านขายข้าวสาร นางเลือกซื้อข้าวสารขาวอย่างดีมาห้าจิน ตามด้วยเนื้อหมูสามชั้นอีกสองจิน และผักสดอีกเล็กน้อย เมื่อจ่ายเงินไปแล้ว ตะกร้าในมือของนางก็หนักอึ้งขึ้นมาทันที
ระหว่างทางกลับบ้าน นางแวะที่ตรอกเล็กๆ แห่งหนึ่งซึ่งไร้ผู้คนสัญจร “จื่อเซวียน เจ้ารอพี่ตรงนี้สักครู่ พี่ขอเข้าไปจัดของในตะกร้าให้เข้าที่ก่อน”
เด็กชายพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย เสิ่นม่านชิงจึงหิ้วตะกร้าเดินลึกเข้าไปในตรอก เมื่อลับสายตาคนแล้ว นางก็ไม่ลังเลที่จะเปิดใช้มิติสรรค์สร้างในทันที นางถ่ายเทเนื้อหมูและผักสดทั้งหมดเข้าไปเก็บไว้ใน ‘โกดังหยุดเวลา’ เพื่อรักษาสภาพความสดใหม่เอาไว้ราวกับเพิ่งออกมาจากโรงเชือด จากนั้นจึงจัดเรียงถุงข้าวสารให้ดูเป็นระเบียบแล้วเดินกลับออกมา
เมื่อกลับถึงกระท่อมซอมซ่อท้ายเมือง หลินหว่านอิ๋งที่กำลังนั่งปะชุนเสื้อผ้าเก่าๆ อยู่หน้าบ้านก็รีบเดินเข้ามาหาด้วยความเป็นห่วง “กลับมาแล้วรึ... เป็นอย่างไรบ้างลูก?”
“ท่านแม่ ดูนี่สิเจ้าคะ” เสิ่นม่านชิงยิ้มพลางยื่นตะกร้าให้มารดาดู
วินาทีที่หลินหว่านอิ๋งมองเห็นถุงข้าวสารสีขาวนวลที่ไม่ได้เห็นมานานหลายเดือน และเนื้อหมูสามชั้นสดใหม่ที่วางอยู่ข้างๆ ดวงตาของนางก็เบิกกว้าง ริมฝีปากสั่นระริก น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าก็ไหลรินลงมาอาบแก้มที่ซูบตอบอย่างไม่อาจหักห้าม
“ม่านชิง... จื่อเซวียน... นี่... พวกเจ้า...” นางพูดอะไรไม่ออก ได้แต่กอดลูกทั้งสองไว้แน่น พลางร้องไห้ออกมาอย่างสุดกลั้น มันเป็นน้ำตาแห่งความตื้นตันใจและความโล่งอก หลังจากต้องทนทุกข์กับความอดอยากมานานแสนนาน
เย็นวันนั้น กลิ่นหอมของข้าวสวยร้อนๆ และหมูสามชั้นผัดผักก็ลอยอบอวลไปทั่วกระท่อมหลังเล็ก เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่ครอบครัวเสิ่นได้กินข้าวขาวเนื้อนุ่มและกับข้าวที่มีเนื้อสัตว์ แม้จะเป็นเพียงเมนูบ้านๆ แต่สำหรับพวกเขาแล้ว มันคืออาหารมื้อที่วิเศษที่สุดในชีวิต
เสิ่นม่านชิงมองมารดาและน้องชายที่กำลังกินข้าวอย่างมีความสุข ในใจก็พลันรู้สึกอิ่มเอมอย่างแท้จริง กำไรก้อนแรกนี้ไม่ได้เป็นเพียงเงินหนึ่งตำลึง แต่มันคือความหวังและอนาคตของครอบครัว
ขณะที่ครอบครัวเสิ่นกำลังดื่มด่ำกับความสุขเล็กๆ ที่ได้รับคืนมา โดยที่พวกเขาไม่รู้เลยว่า ที่โรงเตี๊ยมและวงสนทนาของเหล่ากรรมกรทั่วตรอกชิงหลิว เรื่องราวของแผงขายพะโล้รสเลิศได้เริ่มแพร่กระจายออกไปปากต่อปากแล้ว
“เจ้าได้ลองหรือยัง? พะโล้ในตรอกชิงหลิวตอนเช้า อร่อยอย่างกับของจากในวัง!”
“ข้าได้กินมาแล้ว! แค่ชิมคำเดียวก็รู้สึกมีเรี่ยวแรงขึ้นมาทันที! ไม่รู้ว่าแม่นางคนนั้นใส่สมุนไพรอะไรลงไป”
ข่าวลือเกี่ยวกับแผงลอยไร้ชื่อที่ขายอาหารอันโอชะและมีสรรพคุณน่าอัศจรรย์ กำลังเดินทางไปทั่วทุกหย่อมหญ้าในย่านคนทำงาน และมันกำลังจะดึงดูดสายตาของคนบางกลุ่มที่ไม่ได้มาเพื่อลิ้มลองรสชาติ... แต่มาเพื่อช่วงชิงผลประโยชน์นั้นไปเป็นของตนเอง