เปิดแผงลอยวันแรก

เสียงตะโกนอันไม่เป็นมิตรจากหน้าประตูบ้านไม่ได้ทำให้เสิ่นม่านชิงตื่นตระหนกแม้แต่น้อย นางวางตะเกียบลงอย่างเชื่องช้า สูดกลิ่นหอมกรุ่นที่ยังคงอบอวลอยู่ในครัวด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะหันไปสบตากับเสิ่นจื่อเซวียนผู้มีสีหน้ากังวล

“พี่ใหญ่...”

“ไม่ต้องห่วง” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เจ้าอยู่ในนี้กับท่านแม่ ข้าจะออกไปจัดการเอง”

เสิ่นม่านชิงเดินไปเปิดประตูบ้านที่ผุพังออดแอด เผชิญหน้ากับเหล่าเพื่อนบ้านที่มารวมตัวกันด้วยความใคร่รู้ ใบหน้าของแต่ละคนฉายแววสงสัยระคนกับความละโมบเมื่อได้กลิ่นหอมที่ลอยออกมาจากในบ้าน

หญิงวัยกลางคนผู้เป็นคนตะโกนกอดอกเชิดหน้าขึ้น “เสิ่นม่านชิง! พวกเจ้าไปได้ของดีอะไรมา! เหตุใดจึงทำอาหารหอมหวนเช่นนี้ หรือว่าแอบไปขโมยของผู้ใดมา!”

เสิ่นม่านชิงเพียงปรายตามองนางอย่างเย็นชา “ป้าจาง ท่านกล่าวหาผู้อื่นโดยไร้หลักฐานเช่นนี้ไม่กลัวถูกฟ้าผ่าหรือไร ของสิ่งนี้เป็นเพียงเครื่องในหมูราคาถูกที่ข้าซื้อมาเพื่อเตรียมค้าขายในวันพรุ่งนี้เท่านั้น”

“เครื่องในหมูรึ?” หลายคนขมวดคิ้วด้วยความรังเกียจ “ของพรรค์นั้นจะมีกลิ่นหอมได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ? อย่ามาโกหกพวกเราเลย!”

“จะเชื่อหรือไม่ก็สุดแล้วแต่พวกท่าน” เสิ่นม่านชิงไม่คิดอธิบายให้มากความ “พรุ่งนี้ยามเหม่า (05.00-06.59 น.) ข้าจะตั้งแผงขายที่ปากตรอกชิงหลิว หากอยากรู้ว่ามันคือสิ่งใด ก็ลองไปดูกันเองเถิด”

นางกล่าวจบก็ปิดประตูใส่หน้าทันที ไม่สนใจเสียงซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์ที่ดังอยู่ภายนอกอีกต่อไป การกระทำที่เด็ดขาดและเฉยเมยของนางทำให้เหล่าเพื่อนบ้านได้แต่สบตากันเลิ่กลั่ก ก่อนจะค่อยๆ สลายตัวไปพร้อมกับความกังขาที่ยังคงค้างคาในใจ

อรุณรุ่งของวันถัดมา สองพี่น้องตระกูลเสิ่นก็ช่วยกันเข็นรถเข็นไม้เก่าคร่ำคร่าที่แทบจะพังมิพังแหล่ออกมาจากบ้าน บนรถมีหม้อดินใบใหญ่ตั้งตระหง่าน ส่งกลิ่นหอมยั่วยวนไปทั่วบริเวณที่เคลื่อนผ่าน

พวกเขาเลือกทำเลที่ปากตรอกชิงหลิวซึ่งเป็นทางผ่านของเหล่าคนงานแบกหามและกุลีที่ต้องไปทำงานที่ท่าเรือตั้งแต่เช้ามืด เสิ่นจื่อเซวียนผู้กระตือรือร้นจัดแจงแผงอย่างคล่องแคล่ว ขณะที่เสิ่นม่านชิงอุ่นหม้อพะโล้ให้ร้อนกรุ่นอีกครั้ง ควันสีน้ำตาลอ่อนลอยกรุ่นขึ้นสู่ท้องฟ้าที่เพิ่งเริ่มจับแสงสีทอง

“พะโล้หอมๆ มาแล้วจ้า! เครื่องในพะโล้สูตรเด็ด รสชาติเข้มข้น เนื้อนุ่มละลายในลิ้นจ้า!” เสิ่นจื่อเซวียนตะโกนเรียกลูกค้าด้วยเสียงใสแจ๋ว

ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างพากันเหลียวมองตามกลิ่นหอม แต่พอเห็นว่าเป็นแผงขายเครื่องในหมู สีหน้าส่วนใหญ่ก็แปรเปลี่ยนเป็นดูแคลนระคนรังเกียจ

“เฮอะ! ที่แท้ก็เครื่องในหมู ของชั้นต่ำที่เอาไว้ให้สุนัขกิน” ชายคนหนึ่งบ่นอุบก่อนจะรีบเดินหนีไป

“กลิ่นหอมน่ากินอยู่หรอก แต่ใครจะกล้ากินของแบบนี้กันเล่า” หญิงอีกนางหนึ่งกล่าวขณะดึงแขนสามีให้เดินผ่านไปเร็วๆ

เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม แม้จะมีคนหยุดมองด้วยความสนใจอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่มีใครกล้าพอที่จะเป็นลูกค้ารายแรก เสิ่นจื่อเซวียนเริ่มมีสีหน้าท้อแท้ ทว่าเสิ่นม่านชิงยังคงสงบนิ่งราวกับคาดการณ์สถานการณ์เช่นนี้ไว้แล้ว

นางมองไปยังกลุ่มคนงานแบกหามกลุ่มใหญ่ที่กำลังเดินตรงมาด้วยท่าทางอิดโรย ดวงตาของพวกเขาปราศจากประกายแห่งความหวัง เสื้อผ้าเก่าขาดมอซอ ร่างกายผอมเกร็งแต่เต็มไปด้วยมัดกล้ามจากการทำงานหนัก เสิ่นม่านชิงรู้ดีว่าคนกลุ่มนี้คือเป้าหมายของนาง

เมื่อกลุ่มคนงานเดินมาถึงหน้าแผงและชะงักฝีเท้าเพราะกลิ่นหอม เสิ่นม่านชิงก็ยิ้มบางๆ พร้อมกับตักลำไส้พะโล้ชิ้นพอดีคำใส่ถ้วยเล็กๆ ยื่นส่งให้ชายร่างกำยำที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้ากลุ่ม

“พี่ชายทุกท่าน เดินทางมาเหนื่อยๆ ลองชิมเครื่องในพะโล้ของข้าสักหน่อยหรือไม่ ข้าให้ชิมฟรี”

เหล่าคนงานมองหน้ากันอย่างลังเล หัวหน้ากลุ่มมองถ้วยในมือนางสลับกับใบหน้าที่จริงใจของเสิ่นม่านชิง ก่อนจะตัดสินใจรับมา “ในเมื่อแม่นางมีน้ำใจ เช่นนั้นข้าก็จะไม่เกรงใจแล้ว”

เขาคีบชิ้นลำไส้สีน้ำตาลเข้มเป็นเงาเข้าปากอย่างระแวดระวัง แต่ทันทีที่ฟันกระทบลงไป ดวงตาของเขาก็พลันเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง!

ความนุ่มละมุนที่แทบไม่ต้องออกแรงเคี้ยว รสชาติเค็มหวานกลมกล่อมที่แทรกซึมเข้าไปในทุกอณูของเนื้อ ไร้ซึ่งกลิ่นคาวและสัมผัสที่เหนียวหนืดอย่างที่เคยจินตนาการไว้โดยสิ้นเชิง ที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่าคือ หลังจากกลืนลงท้องไปแล้ว พลันเกิดกระแสความอบอุ่นสายหนึ่งแผ่ซ่านจากช่องท้องไปทั่วร่าง ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งคืนราวกับถูกชะล้างหายไปเป็นปลิดทิ้ง!

“สวรรค์! นี่มัน...นี่มันอร่อยเหลือเชื่อ!” เขาอุทานออกมาอย่างลืมตัว “พวกเจ้า! รีบมาลองเร็วเข้า! ไม่เหมือนเครื่องในที่พวกเราเคยกินเลยแม้แต่น้อย!”

เพียงได้ยินคำยืนยันจากหัวหน้า เหล่าคนงานที่เหลือก็ไม่ลังเลอีกต่อไป พวกเขากรูกันเข้ามาขอชิม และทุกคนก็มีปฏิกิริยาไม่ต่างกัน ดวงตาที่เคยอิดโรยกลับมามีชีวิตชีวา ใบหน้าที่เคยซีดเซียวเริ่มมีเลือดฝาด

“ใช่แล้ว! อร่อยจริงๆ ด้วย! ข้ารู้สึกมีเรี่ยวมีแรงขึ้นมาทันที!”

“แม่นาง นี่มันยาวิเศษอันใดกัน! เหตุใดกินแล้วจึงรู้สึกกระปรี้กระเปร่าถึงเพียงนี้!”

เสียงเอะอะชื่นชมของเหล่าคนงานดึงดูดความสนใจของผู้คนที่ผ่านไปมาได้ในทันที เสิ่นม่านชิงยิ้มรับคำชมอย่างถ่อมตน แต่ในใจนางรู้ดีว่านี่คือผลลัพธ์จากน้ำในบ่อน้ำพุวิเศษแห่งมิติสรรค์สร้างที่นางใช้ในการล้างและเคี่ยวเครื่องในเหล่านี้ มันไม่เพียงชำระล้างกลิ่นไม่พึงประสงค์ แต่ยังดึงพลังงานบริสุทธิ์จากธรรมชาติมาสถิตอยู่ในอาหาร ทำให้ผู้ที่ได้ลิ้มลองรู้สึกสดชื่นและมีพละกำลังเพิ่มขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์

“พี่ชายทุกท่านพอใจก็ดีแล้ว” นางกล่าวเรียบๆ “พะโล้ของข้าชามละสิบอีแปะเท่านั้น หากท่านใดสนใจเชิญได้เลย”

“สิบอีแปะรึ! ถูกเพียงนี้! เอาให้ข้าชามใหญ่เลยแม่นาง!” ชายคนแรกที่ได้ชิมตะโกนสั่งทันที

“ข้าด้วย! ข้าเอาสองชาม! ชามหนึ่งกินตอนนี้ อีกชามเก็บไว้กินตอนเที่ยง!”

ราวกับเขื่อนพังทลาย คลื่นมนุษย์หลั่งไหลเข้ามาที่แผงลอยเล็กๆ ของสองพี่น้องตระกูลเสิ่น การบอกปากต่อปากของเหล่าคนงานได้ผลดียิ่งกว่าการตะโกนเรียกลูกค้าเป็นร้อยเท่า

“น้องเล็ก คิดเงิน!” เสิ่นม่านชิงร้องบอก

“ได้เลยพี่ใหญ่!” เสิ่นจื่อเซวียนกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เขาทำหน้าที่รับเงิน ทอนเงิน และส่งถ้วยให้ลูกค้าอย่างคล่องแคล่วว่องไว มือเล็กๆ ของเขานับเหรียญอีแปะจนแทบไม่ได้หยุดพัก

ลูกค้ากลุ่มแล้วกลุ่มเล่าหมุนเวียนเข้ามาไม่ขาดสาย จากคนงานแบกหาม ก็เริ่มมีชาวบ้านทั่วไปที่ทนความสงสัยและกลิ่นหอมไม่ไหวตัดสินใจลองชิม และผลลัพธ์ก็คือทุกคนต่างติดใจในรสชาติอันแสนวิเศษนี้

ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวาย ที่อีกฟากหนึ่งของตรอก รถม้าคันหรูหราที่ดูไม่เข้ากับบรรยากาศของย่านซอมซ่อได้จอดนิ่งสนิท ม่านหน้าต่างถูกเลิกขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นดวงตาคมกริบคู่หนึ่งที่กำลังจ้องมองมายังแผงลอยของเสิ่นม่านชิงด้วยแววตาครุ่นคิดอย่างล้ำลึก