เคล็ดลับล้างคาวด้วยน้ำพุวิเศษ
น้ำเสียงสิ้นหวังของเสิ่นจื่อเซวียนเสียดแทงเข้าสู่หัวใจของทุกคนในครอบครัว หลินหว่านอิ๋งมองกองเครื่องในดิบบนรถเข็นด้วยใบหน้าซีดขาวราวกับกระดาษ ในดวงตาเต็มไปด้วยความสับสนและหวาดหวั่น
“ม่านชิง... นี่มัน...”
เสิ่นม่านชิงไม่ได้ตื่นตระหนกตามน้องชายและมารดา นางเพียงส่งสายตาที่สงบนิ่งและหนักแน่นให้ทั้งสอง “ท่านแม่ น้องรอง วางใจเถิด ข้ารู้ว่ากำลังทำสิ่งใดอยู่ ของเหล่านี้คือขุมทรัพย์ที่จะพลิกชะตาของพวกเรา”
คำพูดของนางเต็มไปด้วยความมั่นใจอันประหลาด แม้จะขัดกับภาพกองเครื่องในเหม็นคาวเบื้องหน้าโดยสิ้นเชิง แต่มันกลับช่วยปลอบประโลมจิตใจที่กำลังสั่นคลอนของหลินหว่านอิ๋งและเสิ่นจื่อเซวียนได้อย่างน่าอัศจรรย์
“แต่... แต่มันเหม็นคาวถึงเพียงนี้ จะกินได้อย่างไรกัน” เสิ่นจื่อเซวียนยังคงขมวดคิ้วแน่น
“ผู้ใดว่าข้าจะให้พวกเรากินดิบๆ” เสิ่นม่านชิงยิ้มบางเบา “ไปช่วยข้าเตรียมที่ในครัวหลังบ้านเถิด ข้าจะแสดงให้พวกท่านเห็นเองว่า ‘ของเหลือทิ้ง’ ในสายตาผู้อื่น จะกลายเป็น ‘ทองคำ’ ในมือข้าได้อย่างไร”
นางไม่รอช้า สั่งการให้น้องชายช่วยกันกับจ้าวเถี่ยขนย้ายเครื่องในทั้งหมดไปยังลานซักล้างหลังบ้านซึ่งมีบ่อน้ำเก่าอยู่ ส่วนตัวเองก็เดินเข้าไปในครัว หยิบไหดินเผาใบเล็กที่บรรจุแป้งมันและเกลือเม็ดใหญ่ออกมา
กระบวนการล้างทำความสะอาดอันน่าเบื่อหน่ายเริ่มต้นขึ้น เสิ่นม่านชิงลงมืออย่างคล่องแคล่วราวกับทำมานับร้อยนับพันครั้ง นางใช้เกลือเม็ดใหญ่ขัดถูผิวของลำไส้และกระเพาะหมูอย่างทั่วถึงเพื่อขจัดเมือกและความสกปรกเบื้องต้น จากนั้นจึงโรยแป้งมันลงไปคลุกเคล้าแล้วนวดขยำซ้ำๆ แป้งมันจะช่วยดูดซับกลิ่นคาวและสิ่งตกค้างที่ฝังลึกออกมา
หลินหว่านอิ๋งและเสิ่นจื่อเซวียนมองดูการกระทำของนางด้วยความงุนงงระคนทึ่ง พวกเขาไม่เคยเห็นพี่สาว/บุตรสาวของตนมีท่าทีขะมักเขม้นและเชี่ยวชาญเรื่องในครัวถึงเพียงนี้มาก่อน
หลังจากขัดล้างด้วยเกลือและแป้งไปสองสามรอบ กลิ่นคาวรุนแรงก็จางลงไปมาก แต่สำหรับจมูกที่ไวต่อกลิ่นของนักโภชนาการเช่นเสิ่นม่านชิง มันยังคงไม่สะอาดพอ
“ท่านแม่ น้องรอง พวกท่านช่วยไปตักน้ำจากบ่อหน้าบ้านมาเพิ่มให้ข้าสักสองถังได้หรือไม่ ข้าต้องใช้น้ำปริมาณมากในการล้างรอบสุดท้าย” นางเอ่ยขึ้น ขณะแสร้งทำเป็นจัดเรียงเครื่องในที่ล้างแล้วลงในกะละมังใบใหญ่
เมื่อเห็นมารดาและน้องชายเดินลับหายไปทางหน้าบ้าน เสิ่นม่านชิงไม่รีรออีกต่อไป นางรีบยกมือขวาขึ้นทาบที่จี้หยกบนหน้าอก สูดลมหายใจเข้าลึกแล้วหลับตาลง ในพริบตาสติของนางก็เข้าสู่มิติลับส่วนตัว
เบื้องหน้าคือบ่อน้ำพุวิเศษที่ส่งไอเย็นจางๆ ออกมา นางใช้ความคิดควบคุมตักน้ำใสสะอาดราวผลึกแก้วนั้นขึ้นมาบรรจุลงในถังไม้สองใบที่เตรียมไว้ในมิติ จากนั้นจึงออกจากมิติในชั่วอึดใจเดียว ทันทีที่ลืมตาขึ้น ถังไม้สองใบที่บรรจุน้ำพุวิเศษก็ปรากฏขึ้นข้างกายนางราวกับมายากล
เสิ่นม่านชิงรีบเทน้ำพุวิเศษลงในกะละมังที่ใส่เครื่องในทันที!
ภาพน่าอัศจรรย์พลันบังเกิด! ทันทีที่น้ำใสราวผลึกแก้วสัมผัสกับเครื่องในหมู กลิ่นคาวที่ยังหลงเหลืออยู่ก็มลายหายไปสิ้นราวกับไม่เคยมีอยู่แต่แรก! สิ่งที่ปรากฏในกะละมังบัดนี้คือเครื่องในที่ขาวสะอาดสะอ้าน ไร้ซึ่งกลิ่นไม่พึงประสงค์ใดๆ หลงเหลือ มีเพียงกลิ่นจางๆ ของเนื้อสดใหม่เท่านั้น
นางล้างซ้ำอีกหนึ่งรอบเพื่อความแน่ใจ ก่อนจะยกกะละมังเดินกลับเข้าไปในครัวด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ
ในห้องนอนที่เชื่อมต่อกับครัว เสิ่นว่านชิวซึ่งนอนพักฟื้นอยู่บนเตียงได้ยินเสียงกุกกักมาสักพักใหญ่แล้ว เขายังคงอ่อนเพลียเกินกว่าจะลุกขึ้นมาดู แต่เมื่อได้กลิ่นแปลกๆ ที่เปลี่ยนจากเหม็นคาวเป็นกลิ่นสะอาด เขาก็อดขมวดคิ้วด้วยความสงสัยมิได้
เสิ่นม่านชิงไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้าง นางตั้งหม้อดินใบใหญ่ที่สุดในบ้านขึ้นบนเตาไฟ ก่อไฟจนลุกโชน จากนั้นจึงนำเครื่องในที่ล้างสะอาดแล้วใส่ลงไป ตามด้วยการเทน้ำสะอาดจนท่วม
นางหันไปหยิบห่อผ้าเล็กๆ ที่ซ่อนไว้ในแขนเสื้อออกมาอย่างรวดเร็ว ภายในคือเครื่องเทศและสมุนไพรฤทธิ์ร้อนนานาชนิดที่นางเก็บมาจากแปลงดินเร่งโตในมิติ ทั้งโป๊ยกั้ก อบเชย ชวงเจีย และสมุนไพรอีกหลายอย่างที่แม้แต่ในยุคนี้ก็หาได้ยากยิ่ง สรรพคุณของมันเข้มข้นกว่าสมุนไพรทั่วไปนับสิบเท่า
นางโยนห่อสมุนไพรลงในหม้อ ปรุงรสด้วยเกลือ ซีอิ๊ว และน้ำตาลกรวดเล็กน้อย จากนั้นจึงปิดฝาแล้วเริ่มควบคุมไฟ
เสิ่นว่านชิวซึ่งนอนฟังเสียงอยู่บนเตียงพลันเบิกตากว้าง!
ในฐานะอดีตพ่อครัวใหญ่ เขาจดจำเสียงฟืนปะทุและจังหวะการสุมไฟได้แม่นยำยิ่งกว่าผู้ใด เสียงไฟที่ดังมาจากในครัวนั้น... มันไม่ใช่การใช้ไฟอย่างไร้ทิศทาง แต่เป็นการควบคุมจังหวะอย่างเชี่ยวชาญ! เริ่มจากไฟแรงเพื่อให้หม้อเดือดอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงค่อยๆ ผ่อนลงเป็นไฟกลางเพื่อเคี่ยว แล้วจึงลดเหลือเพียงไฟอ่อนระอุเพื่อตุ๋นให้เปื่อยนุ่ม การควบคุมไฟสามระดับที่ไหลลื่นต่อเนื่องเช่นนี้... แม้แต่ตัวเขาในสมัยรุ่งเรืองที่สุดยังต้องใช้สมาธิอย่างสูงจึงจะทำได้!
ม่านชิง... บุตรสาวของข้าไปเรียนรู้วิชาคุมไฟอันล้ำเลิศเช่นนี้มาจากที่ใดกัน? มันเหนือกว่าสิ่งที่ข้าเคยสอนนางไปมากนัก!
ความคิดของเสิ่นว่านชิวยังไม่ทันจะตกผลึก กลิ่นหอมอันยากจะต้านทานก็เริ่มลอยออกมาจากในครัว
มันคือกลิ่นหอมของเครื่องเทศที่ซับซ้อนและลึกล้ำ กลิ่นของโป๊ยกั้กและอบเชยผสมผสานกับกลิ่นฉุนซ่าของชวงเจีย ก่อนจะถูกห่อหุ้มด้วยกลิ่นหอมหวานของสมุนไพรบางอย่างที่เขาไม่เคยได้กลิ่นมาก่อนในชีวิต กลิ่นทั้งหมดนี้หลอมรวมกับกลิ่นของเนื้อที่ถูกเคี่ยวจนได้ที่ กลายเป็นไอน้ำหอมกรุ่นที่ทรงพลังยิ่งกว่าน้ำหอมชั้นเลิศใดๆ
ไอน้ำหอมหวนนั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่ในบ้านตระกูลเสิ่น มันลอยละล่องออกจากหน้าต่างและรอยแตกของประตูไม้ ผสานกับสายลมยามเย็นลอยคลุ้งไปทั่วทั้งตรอกชิงหลิว
บ้านข้างๆ ที่กำลังเตรียมอาหารเย็นง่ายๆ พลันชะงักมือกลิ่นหอมนี้คืออะไร? เหตุใดจึงหอมเย้ายวนชวนให้น้ำลายสอถึงเพียงนี้?
เหล่าคนงานที่เพิ่งเลิกงานและกำลังเดินกลับบ้านด้วยความเหนื่อยล้า เมื่อได้กลิ่นนี้เข้าไปก็ถึงกับหยุดเดิน สูดจมูกฟุดฟิดไปมาเพื่อตามหาที่มาของกลิ่น “สวรรค์! บ้านใดต้มเนื้อกัน! หอมจนท้องข้าร้องโครกครากไปหมดแล้ว!”
เด็กๆ ที่กำลังวิ่งเล่นอยู่กลางตรอกต่างพากันหยุดวิ่งแล้วชี้ไปยังทิศทางของบ้านตระกูลเสิ่น “ท่านแม่! กลิ่นมาจากบ้านนั้น! หอมเหลือเกิน! ข้าอยากกิน!”
ไม่นานนัก บรรดาเพื่อนบ้านที่เคยซุบซิบนินทาเสิ่นม่านชิงเมื่อตอนกลางวัน ต่างพากันเดินออกจากบ้านของตนเองอย่างพร้อมเพรียง พวกเขาเดินมาหยุดอยู่ห่างๆ หน้าประตูบ้านซอมซ่อของตระกูลเสิ่น ชะเง้อคอมองอย่างใคร่รู้ สลับกับสูดกลิ่นหอมที่ทวีความเข้มข้นขึ้นทุกขณะด้วยความอยากอาหารที่ถูกกระตุ้นจนถึงขีดสุด
ภายในครัว เสิ่นม่านชิงเปิดฝาหม้อเพื่อตรวจดูเป็นครั้งสุดท้าย ไอน้ำสีน้ำตาลทองพวยพุ่งขึ้นมาปะทะใบหน้าของนาง กลิ่นหอมอวลนั้นเข้มข้นจนทำให้คนรู้สึกราวกับจะล่องลอยได้ เครื่องในหมูที่เคยแข็งกระด้างบัดนี้เปื่อยนุ่มชุ่มฉ่ำอยู่ในน้ำพะโล้สีเข้มข้นเป็นเงางาม
นางตักลำไส้ชิ้นหนึ่งขึ้นมาเป่าเบาๆ แล้วส่งเข้าปากเคี้ยว รสสัมผัสที่นุ่มละมุนแทบละลายในปาก ไร้ซึ่งความเหนียวและกลิ่นคาวโดยสิ้นเชิง ความหวานของเนื้อผสานกับรสเค็มปะแล่มและความหอมล้ำลึกของสมุนไพรวิเศษ มันอร่อย... อร่อยเกินกว่าที่นางจินตนาการไว้เสียอีก!
ขณะที่นางกำลังพึงพอใจกับผลงานชิ้นแรกของตนเอง เสียงตะโกนที่ไม่ค่อยเป็นมิตรนักก็ดังขึ้นจากหน้าประตูบ้าน
“บ้านตระกูลเสิ่น! พวกเจ้าแอบซ่อนของดีอะไรไว้ข้างใน! ต้มอะไรกัน เหตุใดจึงหอมเย้ายวนไปทั่วทั้งตรอกเช่นนี้!”