ตรอกชิงหลิวและพรานป่าหนุ่ม

ประกายในดวงตาของเสิ่นม่านชิงคมกล้าดุจใบมีดที่เพิ่งลับคม นางก้มลงหยิบหีบไม้ใบเล็กที่ซุกซ่อนอยู่ใต้เตียงของบิดาขึ้นมา เมื่อเปิดออก ด้านในมีเพียงเศษเงินอีแปะกระจายอยู่ไม่กี่สิบเหรียญ นี่คือสมบัติชิ้นสุดท้ายที่ครอบครัวเสิ่นมีเหลืออยู่

“ชิงเอ๋อร์... เจ้าจะทำอะไร?” หลินหว่านอิ๋งมองการกระทำของบุตรสาวด้วยความกังวลระคนสงสัย

เสิ่นม่านชิงรวบรวมเงินทั้งหมดใส่ในถุงผ้าอย่างทะนุถนอม ก่อนจะหันมาสบตามารดาด้วยแววตาที่แน่วแน่ “ท่านแม่ โปรดวางใจ ข้าจะนำเงินเหล่านี้ไปเปลี่ยนเป็นความหวังของพวกเรากลับมาเจ้าค่ะ”

คำพูดของนางหนักแน่นและเปี่ยมด้วยความมั่นใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หลินหว่านอิ๋งมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น แม้ในใจจะยังเต็มไปด้วยคำถาม แต่นางก็เลือกที่จะพยักหน้าอย่างเชื่อมั่น “แม่เชื่อเจ้า... ระวังตัวด้วย”

เสิ่นม่านชิงรับคำ นางเดินไปกระซิบบอกเสิ่นจื่อเซวียนที่กำลังดูแลบิดาอยู่ข้างเตียงให้ช่วยดูแลท่านพ่อท่านแม่ให้ดี จากนั้นจึงก้าวออกจากบ้านมุ่งหน้าสู่ใจกลางเมืองหลงชวน สถานที่ซึ่งเป็นทั้งอดีตอันรุ่งเรืองและบาดแผลของตระกูลเสิ่น... ตรอกชิงหลิว

ตรอกชิงหลิวในยามนี้ดูซบเซากว่าในความทรงจำของนางมากนัก ร้านรวงที่เคยคึกคักกลับปิดตัวลงไปหลายแห่ง ผู้คนที่เดินขวักไขว่ส่วนใหญ่คือเหล่ากุลีและคนใช้แรงงานที่หาเช้ากินค่ำ พวกเขามีสีหน้าเหนื่อยล้า เสื้อผ้าเปรอะเปื้อน แต่แววตากลับมีความมุ่งมั่นในการหาเลี้ยงชีพ

เสิ่นม่านชิงเดินสำรวจไปเรื่อยๆ นางไม่ได้มองหาทำเลเปิดร้านใหญ่โต แต่มองหาโอกาสท่ามกลางความขาดแคลน คนเหล่านี้ทำงานหนัก ย่อมต้องการอาหารที่ให้พลังงาน อิ่มท้อง และที่สำคัญ... ราคาต้องถูก

สายตาของนางกวาดไปทั่วตลาดสดท้ายตรอก กลิ่นคาวเลือดและเสียงต่อรองราคาดังเซ็งแซ่ ที่แผงขายเนื้อส่วนใหญ่มีเพียงเศษเนื้อติดกระดูกวางขายอยู่ไม่กี่ชิ้น ราคาเนื้อสัตว์ในยุคนี้สูงเกินกว่าที่ชาวบ้านธรรมดาจะซื้อหาได้ทุกวัน

ทันใดนั้น เสียงเอะอะโวยวายก็ดึงความสนใจของนางไป ที่มุมหนึ่งของตลาด ชายร่างกำยำผิวคล้ำแดดในชุดพรานป่ากำลังยืนโต้เถียงกับพ่อค้าคนกลางท่าทางเจ้าเล่ห์คนหนึ่ง บนรถเข็นของพรานหนุ่มมีกองเครื่องในและกระดูกหมูวางอยู่ ส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งจนไม่มีใครอยากเข้าใกล้

“เจ้าจะบ้าหรือ! ของพวกนี้ข้าอุตส่าห์แบกมาจากบนเขา จะให้ข้าแค่สิบอีแปะได้อย่างไร?” พรานหนุ่มตะคอกอย่างหัวเสีย

พ่อค้าคนกลางแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “จ้าวเถี่ยเอ๊ย เจ้าก็รู้ว่าของพวกนี้มันของชั้นต่ำ ใครเขาจะอยากกินกัน ต่อให้ข้ารับซื้อไป ก็ไม่รู้จะขายออกหรือไม่ สิบอีแปะก็ถือว่าข้าใจบุญแล้วนะ ถ้าไม่ขายก็ขนกลับไปต้มกินเองเถิด!”

ผู้คนรอบข้างต่างมองด้วยสายตาสมเพชระคนรังเกียจ ในยุคนี้ เครื่องในสัตว์ถือเป็นของไร้ค่า มีกลิ่นสาบรุนแรงและทำความสะอาดยาก มีเพียงคนยากจนข้นแค้นจริงๆ เท่านั้นที่จะนำไปต้มกินประทังชีวิต

แต่สำหรับเสิ่นม่านชิงแล้ว... ของที่ทุกคนเมินหน้าหนีเหล่านี้คือขุมทรัพย์!

นางก้าวเข้าไปใกล้ กวาดตามองเครื่องในหมูและกระดูกสันหลังที่ยังพอมีเศษเนื้อติดอยู่บนรถเข็น ในหัวของนักโภชนาการสาวพลันปรากฏเมนูขึ้นมานับสิบอย่าง กระดูกสันหลังสามารถต้มเป็นน้ำซุปชั้นเลิศ ลำไส้และกระเพาะหากล้างให้ถูกวิธีและนำไปตุ๋นกับเครื่องเทศรสเด็ดก็จะกลายเป็นอาหารโอชะที่ประเมินค่ามิได้

เสิ่นม่านชิงใช้จิตสื่อสารกับมิติสรรค์สร้างของนางในทันที *‘ในมิติมีทั้งต้นหอม ขิงแก่ และเครื่องเทศสมุนไพรหลายชนิดที่หาไม่ได้ในโลกภายนอก แถมยังมีน้ำพุวิเศษที่สามารถชะล้างกลิ่นคาวได้อย่างหมดจด...’* เมื่อประเมินศักยภาพของวัตถุดิบตรงหน้ากับทรัพยากรในมือ ความมั่นใจของนางก็เพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่า

นางตัดสินใจก้าวเข้าไปขวางระหว่างคนทั้งสอง

“ของทั้งหมดนี้ ข้าให้สามสิบอีแปะ”

น้ำเสียงที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันทำให้ทั้งพรานหนุ่มจ้าวเถี่ยและพ่อค้าคนกลางหันมามองเป็นตาเดียว เมื่อเห็นว่าเป็นเพียงเด็กสาวหน้าตาหมดจดที่แต่งกายธรรมดา พ่อค้าคนกลางก็หัวเราะเยาะ “แม่นางน้อย เจ้าจะเอาเศษขยะพวกนี้ไปทำอะไร? เอาไปโยนให้สุนัขกินรึ?”

เสิ่นม่านชิงไม่สนใจคำพูดถากถางนั้น นางมองตรงไปยังจ้าวเถี่ย “พี่ชาย ข้าให้ราคานี้ ท่านจะขายให้ข้าหรือไม่?”

จ้าวเถี่ยมองนางด้วยความประหลาดใจ สามสิบอีแปะแม้จะไม่ใช่เงินก้อนใหญ่ แต่ก็มากกว่าที่พ่อค้าเจ้าเล่ห์นี่เสนอให้ถึงสามเท่า ทั้งยังเป็นราคาที่ยุติธรรมสำหรับของที่คนอื่นไม่ต้องการ “แม่นาง... ท่านพูดจริงหรือ?”

“จริงยิ่งกว่าจริง” เสิ่นม่านชิงตอบอย่างหนักแน่น

“เฮ้! เจ้าเด็กนี่! ข้ากำลังคุยกับเขาอยู่ เจ้าจะมาตัดหน้ากันได้อย่างไร!” พ่อค้าคนกลางเริ่มไม่พอใจ

เสิ่นม่านชิงหันไปเผชิญหน้ากับเขา ดวงตาของนางฉายแววเย็นชา “ข้าเห็นท่านเสนอราคาไปแล้ว แต่พี่ชายผู้นี้ยังไม่ตกลง นั่นหมายความว่าการซื้อขายยังไม่เกิดขึ้นมิใช่หรือ? ในเมื่อท่านให้เขาได้สิบอีแปะ แต่ข้าให้สามสิบอีแปะ หากท่านอยากได้ของกองนี้ ก็เสนอราคาสู้ข้าสิ”

คำพูดที่ฉะฉานและมีหลักการของนางทำให้พ่อค้าคนกลางอับจนคำพูด จะให้เขาจ่ายเงินมากกว่าสิบอีแปะเพื่อซื้อของไร้ค่าพวกนี้ได้อย่างไร เขาจึงได้แต่กระทืบเท้าอย่างเจ็บใจ “ก็ได้! ข้าไม่เอาแล้ว! คอยดูเถอะว่าเจ้าจะเอาไปทำอะไรได้!” ว่าแล้วก็สะบัดหน้าเดินหนีไป

เมื่อพ่อค้าหน้าเลือดจากไปแล้ว บรรยากาศก็ผ่อนคลายลง จ้าวเถี่ยมองเสิ่นม่านชิงด้วยความรู้สึกขอบคุณและทึ่งในเวลาเดียวกัน “ขอบคุณแม่นางมากที่ช่วยข้าไว้”

“ไม่เป็นไร ข้าเองก็ได้ของที่ต้องการ ถือว่าเราต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์” นางยิ้มบางๆ ก่อนจะหยิบถุงเงินออกมานับเหรียญอีแปะสามสิบเหรียญส่งให้เขา

จ้าวเถี่ยรับเงินมาด้วยความลังเลเล็กน้อย “แม่นางจะรับของทั้งหมดนี้ไปจริงๆ หรือ? มันทั้งหนักและมีกลิ่นคาวนะ”

“ข้ารับทั้งหมดนี่แหละ” เสิ่นม่านชิงยืนยัน “ข้ามีวิธีจัดการกับมัน ว่าแต่... ปกติท่านเข้าเมืองมาบ่อยหรือไม่?”

“ข้าจะเข้าเมืองทุกๆ สามวันเพื่อนำของป่ามาขายขอรับ ข้าชื่อจ้าวเถี่ย” เขาแนะนำตัวอย่างซื่อตรง

“ข้าแซ่เสิ่น” นางตอบกลับ “เช่นนั้นดีเลยคุณชายจ้าว ต่อไปหากท่านได้ของเช่นนี้มาอีก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องในหรือกระดูก ไม่ต้องไปขายให้พ่อค้าคนกลางแล้ว เอามาขายให้ข้าได้โดยตรง ข้ารับซื้อทั้งหมดในราคายุติธรรม”

ดวงตาของจ้าวเถี่ยเบิกกว้างด้วยความยินดี เขากำลังจะได้แหล่งรายได้ที่มั่นคงจากของที่เคยแทบจะโยนทิ้ง! “ได้ขอรับแม่นางเสิ่น! ได้เลย! เช่นนั้น... ของกองนี้ ข้าช่วยท่านเข็นไปส่งที่บ้านดีหรือไม่?”

นี่คือสิ่งที่เสิ่นม่านชิงต้องการอยู่พอดี นางพยักหน้าตอบรับทันที “รบกวนท่านแล้ว”

ตลอดทางที่จ้าวเถี่ยช่วยเข็นรถกลับไปยังบ้านโทรมๆ ของตระกูลเสิ่น ผู้คนในตรอกซอกซอยต่างมองตามด้วยสายตาแปลกประหลาด พวกเขาซุบซิบกันว่าคุณหนูใหญ่ตระกูลเสิ่นที่เคยสูงส่ง บัดนี้ตกอับถึงขั้นต้องซื้อเศษกระดูกและเครื่องในเหม็นๆ กลับไปกินแล้วหรือ

แต่เสิ่นม่านชิงไม่สนใจสายตาเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย ในใจของนางกำลังวาดภาพอนาคตที่สดใสจากวัตถุดิบที่ทุกคนดูแคลน

เมื่อรถเข็นมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูบ้านผุพัง หลินหว่านอิ๋งและเสิ่นจื่อเซวียนที่ได้ยินเสียงก็รีบออกมาดู ทันทีที่เห็นกองเครื่องในดิบที่ส่งกลิ่นคาวคลุ้งอยู่เต็มรถเข็น ทั้งสองก็หน้าซีดเผือดด้วยความตกใจและไม่เข้าใจ

“พี่หญิง... นี่ท่าน... ท่านเอาเงินก้อนสุดท้ายของพวกเราไปซื้อของพวกนี้มาทำไมกัน!?” เสิ่นจื่อเซวียนอุทานออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เขามองกองเครื่องในสลับกับใบหน้าของพี่สาวอย่างสิ้นหวัง