อัปเกรดระบบขั้นที่ 2
ท่ามกลางความเงียบงันที่โรยตัวลงปกคลุมลานบ้าน สายตาคมปลาบดุจพญาเหยี่ยวของเจียงจวินเหยียนยังคงจับจ้องอยู่ที่ซูม่านหนิงไม่วางตา คำถามสั้นๆ ของเขาแขวนค้างอยู่กลางอากาศ หนักอึ้งราวกับภูผาที่กดทับลงบนบ่าของนาง
“เจ้า...รู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร?”
หัวใจของซูม่านหนิงกระตุกวูบ แต่เพียงชั่วครู่เดียวเท่านั้น ดวงตาที่เคยสั่นไหวเล็กน้อยกลับคืนสู่ความสงบนิ่ง นางเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาอย่างไม่หลบเลี่ยง แววตาของนางใสกระจ่างปราศจากความร้อนรนใดๆ
"ข้าไม่ได้รู้" นางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ข้าเพียงแค่คาดเดา"
เจียงจวินเหยียนขมวดคิ้วมุ่น ความสงสัยฉายชัดในดวงตา "คาดเดา?"
"ใช่" ซูม่านหนิงพยักหน้า "ท่านพ่อ...ซูต้าเฉียง...มีนิสัยเช่นไร ท่านเองก็น่าจะรู้ดีกว่าข้า หลายครั้งที่ผ่านมาเขามาที่นี่เพื่อขอข้าวของเงินทอง หากไม่ได้ก็จะอาละวาดโวยวาย แต่ครั้งนี้เขากลับมาด้วยท่าทีร้อนรนผิดปกติ เรียกร้องเงินจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน"
นางเว้นจังหวะ ปล่อยให้เขาครุ่นคิดตาม "คนเราหากไม่เข้าตาจนจริงๆ เหตุใดจึงต้องทำถึงขนาดนี้? ประกอบกับช่วงหลายวันก่อน ข้าบังเอิญได้ยินพวกป้าๆ ในหมู่บ้านพูดคุยกันว่าเห็นเขาแอบไปที่บ่อนในตัวอำเภอ...เมื่อนำเรื่องราวมาปะติดปะต่อกัน การคาดเดาว่าเขาติดหนี้พนันจึงไม่ใช่เรื่องยากเลย"
คำอธิบายของนางสมเหตุสมผลและไร้ช่องโหว่ เจียงจวินเหยียนจ้องมองเข้าไปในดวงตาของนางอีกครั้ง พยายามค้นหาเสี้ยวหนึ่งของความโกหกหลอกลวง แต่สิ่งที่เขาพบกลับมีเพียงความจริงใจและความเด็ดเดี่ยว
เขาไม่อาจปฏิเสธได้ว่าสิ่งที่นางพูดมานั้นคือความจริง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซูต้าเฉียงสร้างปัญหาให้ตระกูลเจียงมานับครั้งไม่ถ้วน
"แต่...เรื่องที่ข้าปกป้องท่านเมื่อครู่" ซูม่านหนิงเปลี่ยนเรื่องอย่างชาญฉลาด รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก "ท่านคงไม่สงสัยข้ากระมัง?"
คำพูดของนางทำให้เจียงจวินเหยียนชะงักไป เขานึกถึงภาพที่นางกางแขนปกป้องเขาอย่างไม่คิดชีวิตเมื่อครู่ หัวใจที่เคยแข็งกระด้างพลันอ่อนยวบลง ความสงสัยในใจมลายหายไปกว่าครึ่ง เขาสะบัดหน้าหนีสายตาของนาง แสร้งทำเป็นมองไปทางอื่น
"เข้าไปในบ้านได้แล้ว" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงห้วนสั้น แต่แฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนที่เจ้าตัวเองก็อาจไม่รู้ตัว ก่อนจะหันหลังเดินนำเข้าไปในบ้าน ทิ้งให้ซูม่านหนิงลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
เมื่อเข้ามาในบ้าน ภาพที่เห็นทำให้หัวใจของนางอุ่นวาบขึ้นมา เจียงไห่ผู้เป็นพ่อสามีกำลังพยุงร่างของตนเองให้ลุกขึ้นจากเก้าอี้ไม้เก่าๆ ใบหน้าของเขาซีดเผือด แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความห่วงใย
"ม่านหนิง...เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่? พ่อเจ้า...เขาไม่ได้ทำอะไรเจ้าใช่ไหม?"
ซูม่านหนิงรีบก้าวเข้าไปประคอง "ท่านพ่อ ข้าไม่เป็นอะไรเจ้าค่ะ ท่านอย่าเพิ่งลุกเลย นั่งพักก่อนเถิด"
ขณะที่ช่วยพยุงเจียงไห่ให้นั่งลง สายตาของนางพลันเหลือบไปเห็นขาข้างหนึ่งของเขาที่เหยียดเกร็งเล็กน้อย และสีหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดทุกครั้งที่ขยับตัว นั่นคืออาการบาดเจ็บเรื้อรังที่ขาซึ่งเป็นผลมาจากการทำงานหนักในเหมืองถ่านหินเมื่อหลายปีก่อน ทุกครั้งที่อากาศเปลี่ยน อาการปวดจะกำเริบขึ้นมาจนแทบเดินไม่ไหว
ภาพนั้นกระแทกเข้ากลางใจของซูม่านหนิงอย่างจัง ความรู้สึกอยากจะช่วยเหลือครอบครัวใหม่นี้ให้มีชีวิตที่ดีขึ้นพลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างรุนแรงยิ่งกว่าครั้งไหนๆ นางต้องทำอะไรสักอย่าง!
หลังจากส่งพ่อสามีเข้านอนและจัดการทุกอย่างในบ้านเรียบร้อยแล้ว ซูม่านหนิงก็กลับเข้ามาในห้องของตนเอง นางปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนา ก่อนจะทรุดกายนั่งลงบนขอบเตียง จิตใจของนางยังคงสับสนวุ่นวายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดทั้งวัน
นางหลับตาลง เรียกสมาธิทั้งหมดมาไว้ที่จุดเดียว...
*‘เข้าสู่ระบบ!’*
เพียงสิ้นความคิด ร่างของนางก็หายวับไปจากห้องนอน ปรากฏขึ้นในมิติสีขาวโพลนอันคุ้นเคย ที่ใจกลางมิตินั้นคือหน้าจอโปร่งแสงขนาดใหญ่ที่แสดงภาพ ‘ร้านขายของชำริมทาง’ ที่คุ้นตา
นางเหลือบมองตัวเลขยอดเงินที่มุมขวาบนของหน้าจอ มันคือเงินที่นางหามาได้จากการนำไข่ไก่และแป้งสาลีจากระบบไปขายในตลาดมืดตลอดหลายวันที่ผ่านมา ตัวเลขที่ปรากฏทำให้นางใจเต้นระรัว
[ยอดเงินคงเหลือ: 500.00 หยวน]
เงินจำนวนห้าร้อยหยวน! ในยุคที่คนงานธรรมดาได้เงินเดือนเพียงสามสิบหยวน นี่คือเงินก้อนใหญ่มหาศาล! และที่สำคัญกว่านั้นคือมันมากพอที่จะ...
สายตาของนางจับจ้องไปที่ปุ่มสีเทาทึบด้านล่างของหน้าจอที่มีข้อความเขียนไว้ว่า ‘อัปเกรดเป็นขั้นที่ 2: ร้านสะดวกซื้อ 24 ชม. (ต้องการ 500 หยวน)’
หัวใจของซูม่านหนิงเต้นรัวราวกับจะหลุดออกมานอกอก นี่คือโอกาสของนาง! โอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง! นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รวบรวมความกล้าทั้งหมดแล้วยื่นนิ้วชี้ที่สั่นเทาเล็กน้อยออกไป...
*ติ๊ง!*
นางกดลงบนปุ่มอัปเกรด!
[ท่านต้องการใช้ 500 หยวนเพื่ออัปเกรดระบบเป็น ‘ขั้นที่ 2: ร้านสะดวกซื้อ 24 ชม.’ หรือไม่?]
[ยืนยัน / ยกเลิก]
ซูม่านหนิงกดปุ่ม ‘ยืนยัน’ โดยไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว!
ทันใดนั้นเอง! เสียงกลไกที่เหมือนฟันเฟืองขนาดมหึมากำลังเคลื่อนตัวก็ดังกระหึ่มขึ้นทั่วทั้งมิติ แสงสีรุ้งสว่างวาบออกมาจากหน้าจอจนนางต้องยกแขนขึ้นมาบังตา ภาพของร้านขายของชำเก่าๆ พลันบิดเบี้ยวและสลายไป ก่อนจะประกอบร่างขึ้นมาใหม่กลายเป็นภาพของร้านค้าที่สว่างไสวและทันสมัยยิ่งกว่าเดิม!
ชั้นวางของที่เคยมีเพียงข้าวสารหยาบๆ กับแป้งไม่กี่ชนิด บัดนี้กลับเต็มไปด้วยสินค้าละลานตา แต่สิ่งที่ทำให้นางแทบจะหยุดหายใจคือสินค้าสามชนิดที่ปรากฏขึ้นมาใหม่บนชั้นวางพิเศษ
[ปลดล็อกสินค้าใหม่!]
[เนื้อหมูสามชั้น]
[ข้าวสารหอมมะลิคัดพิเศษ]
[ชุดยาสามัญประจำบ้าน (ยาแก้ปวดลดไข้, ยาแก้อักเสบ, ยาใส่แผลสด)]
ดวงตาของซูม่านหนิงเบิกกว้าง! เนื้อหมูสามชั้น! ในยุคที่เนื้อเป็นของหายากและต้องใช้ตั๋วปันส่วนแลกมา นี่คือขุมทรัพย์ดีๆ นี่เอง! แล้วไหนจะข้าวสารหอมมะลิเม็ดสวยนั่นอีก แค่นึกถึงรสชาติหอมนุ่มของข้าวขาวร้อนๆ นางก็น้ำลายสอแล้ว
แต่สิ่งที่ทำให้นางดีใจที่สุดคือ ‘ชุดยาสามัญประจำบ้าน’
นางรีบแตะไปที่รูปยา ทันใดนั้นข้อมูลก็ปรากฏขึ้นมาอย่างละเอียด เป็นยาจากยุคศตวรรษที่ 21 ที่นางคุ้นเคยเป็นอย่างดี ยาแก้ปวดลดไข้ ยาแก้อักเสบ...
ความหวังพลันสว่างวาบขึ้นในใจของนาง!
‘ยาแก้อักเสบ...ยาแก้ปวด...อาการปวดขาของท่านพ่ออาจจะรักษาได้!’
ความคิดนั้นทำให้นางตื่นเต้นจนแทบคลั่ง! นางวางแผนในใจอย่างรวดเร็ว หนึ่ง...ต้องหาทางทำอาหารดีๆ สักมื้อเพื่อบำรุงร่างกายทุกคนในบ้าน เนื้อหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงกับข้าวขาวร้อนๆ คงจะดีไม่น้อย แต่การจะนำของดีขนาดนี้ออกมา นางต้องมีข้ออ้างที่แนบเนียนพอ... ‘เพื่อนพ่อค้าลึกลับ’ ที่เคยช่วยชีวิตไว้ดูจะเป็นข้ออ้างที่ดีที่สุด สอง...เรื่องยาของท่านพ่อ นางต้องวางแผนอย่างรอบคอบ การให้ยาจากอนาคตโดยไม่มีความรู้ทางการแพทย์อาจเป็นอันตรายได้ นางต้องค่อยๆ ศึกษาและเริ่มจากการให้ยาในปริมาณน้อยๆ ก่อน
ขณะที่ซูม่านหนิงกำลังจมอยู่ในภวังค์แห่งความสุขและการวางแผนอนาคตอันสดใสอยู่นั้น...
แกร๊ก...
เสียงบานประตูห้องนอนของนางถูกเปิดออกอย่างแผ่วเบา!
ซูม่านหนิงสะดุ้งสุดตัว! นางลืมตาโพลงและพบว่าตนเองยังคงนั่งอยู่บนขอบเตียงในห้องที่มืดสลัว เหงื่อเย็นๆ ไหลซึมออกมาทั่วแผ่นหลัง นางออกจากระบบโดยอัตโนมัติเมื่อมีคนเข้ามา!
เงาร่างสูงใหญ่ของใครคนหนึ่งยืนตระหง่านอยู่ตรงกรอบประตู บดบังแสงจันทร์จนมืดมิด
เป็นเจียงจวินเหยียน!
เขาก้าวเข้ามาในห้องอย่างเงียบเชียบ ปิดประตูลงเบาๆ ดวงตาคมกริบคู่นั้นจ้องมองมาที่นางในความมืด...ด้วยแววตาที่นางไม่อาจอ่านความหมายได้เลยแม้แต่น้อย