แฉหนี้พนัน
คำรามข่มขู่ของซูต้าเฉียงดังก้องไปทั่วลานบ้าน คล้ายกับเสียงอสุนีบาตฟาดลงกลางวงสนทนาของเหล่าชาวบ้านที่กำลังมุงดู บรรยากาศพลันตึงเครียดขึ้นในบัดดล หลายคนเริ่มแสดงสีหน้าเห็นใจซูม่านหนิง ด้วยเห็นว่าการข่มขู่ของบิดาบังเกิดเกล้านั้นเกินกว่าเหตุไปมาก
ทว่าซูม่านหนิงกลับไม่แสดงความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย นางเพียงเงยหน้าขึ้นสบตากับผู้เป็นพ่อ มุมปากที่เคยเรียบตึงบัดนี้กลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและดูแคลน
“อยู่อย่างไม่สงบสุขงั้นหรือ?” นางทวนคำด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เสียดแทงไปถึงขั้วหัวใจ “ท่านพ่อ ท่านแน่ใจแล้วหรือว่าผู้ที่จะอยู่อย่างไม่สงบสุขคือข้า...ไม่ใช่ท่าน?”
วาจานั้นทำให้ซูต้าเฉียงชะงักงันไปชั่วขณะ ความเด็ดเดี่ยวในแววตาของบุตรสาวทำให้เขารู้สึกถึงลางร้ายบางอย่าง
ซูม่านหนิงไม่ปล่อยให้เขาได้ตั้งตัว นางกวาดสายตามองไปรอบๆ กลุ่มชาวบ้านที่กำลังเงี่ยหูฟัง ก่อนจะเปล่งเสียงดังฟังชัด ให้ทุกคนได้ยินกันถ้วนหน้า!
“หรือว่า...ผู้ที่กำลังร้อนรนจนนั่งไม่ติดแท้จริงแล้วคือตัวท่านกันแน่! เพราะหนี้พนันก้อนโตที่บ่อนท้ายหมู่บ้านกำลังจะถึงกำหนดชำระแล้วมิใช่หรือ!”
ประโยคเดียวสั่นสะเทือนไปทั้งคุ้งน้ำ!
เสียงฮือฮาดังกระหึ่มขึ้นจากทั่วทุกสารทิศ บ่อนพนันท้ายหมู่บ้านเป็นสถานที่อโคจรที่ทุกคนรู้กันดี แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าซูต้าเฉียง ผู้ซึ่งวางท่าเป็นผู้ใหญ่ที่น่าเคารพและเคร่งครัดในคุณธรรมมาโดยตลอด จะย่างกรายเข้าไปพัวพันกับมันได้!
ใบหน้าของซูต้าเฉียงซีดเผือดราวกับกระดาษ ความลับที่เขาพยายามปิดซ่อนไว้สุดชีวิต บัดนี้กลับถูกบุตรสาวที่เขาเคยเหยียบย่ำประจานออกมากลางฝูงชนอย่างไร้ความปรานี
“เจ้า! เจ้าพูดจาเหลวไหล!” เขาตวาดลั่น พยายามรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิงกลับคืนมา “เจ้ากล้าใส่ร้ายข้าต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้านรึ! นังลูกเนรคุณ!”
ซูม่านหนิงหัวเราะในลำคอ “เหลวไหลหรือ? เช่นนั้นเงินห้าหยวนที่ท่านยืมจากอาสะใภ้สามเมื่อสามวันก่อน โดยอ้างว่าจะนำไปซื้อยาบำรุงให้ท่านย่า แท้จริงแล้วมันไปอยู่ที่ใดกันเล่า? หรือเงินค่าผ้าผืนใหม่ของท่านแม่ที่หายไปจากตู้เมื่อเดือนที่แล้ว... ท่านจะอธิบายว่าอย่างไร?”
นางร่ายยาวถึงเหตุการณ์หลายอย่างที่คนในครอบครัวต่างก็เคยสงสัย แต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากถาม แต่ละเรื่องที่นางกล่าวมาล้วนเป็นความจริงที่มิอาจปฏิเสธได้
ภายในใจของซูม่านหนิงพลันรู้สึกเดือดดาลขึ้นมาอย่างแท้จริง เงินห้าหยวน... นั่นเทียบเท่ากับแต้มที่นางต้องเหนื่อยยากจากการวางแผนค้าขายในตลาดมืดตั้งเท่าไรกว่าจะได้มา แต่มันกลับถูกคนตรงหน้าโยนทิ้งไปกับการพนันโง่เขลาอย่างไม่เห็นคุณค่า! ความรู้สึกเสียดายและโกรธแค้นยิ่งทำให้แววตาของนางแข็งกร้าวขึ้น
“ท่านเอาเงินหยาดเหงื่อแรงงานของคนในบ้านไปผลาญทิ้ง แล้วยังกล้ามาทวงบุญคุณ ทวงเอาเสบียงจากบ้านสามีข้าอีกหรือ ท่านไม่ละอายใจบ้างเลยหรือไร!”
คำพูดของนางเหมือนคมมีดที่กรีดซ้ำลงบนบาดแผลแห่งความอัปยศของซูต้าเฉียง ชาวบ้านที่เคยลังเล บัดนี้เริ่มปักใจเชื่อคำพูดของซูม่านหนิงจนหมดสิ้น เสียงซุบซิบนินทากลายเป็นเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างเปิดเผย
“ไม่น่าเชื่อเลยว่าผู้ใหญ่ซูจะเป็นคนเช่นนี้”
“มิน่าเล่า ถึงได้ร้อนเงินนัก ที่แท้ก็ติดหนี้นี่เอง!”
“น่าสงสารบ้านเจียงจริงๆ ที่ได้เกี่ยวดองกับครอบครัวแบบนี้...”
แต่ละคำพูดเปรียบเสมือนแส้ที่ฟาดลงบนใบหน้าของซูต้าเฉียงจนชาหนึบ ความน่าเชื่อถือและบารมีที่เขาสั่งสมมาในหมู่บ้านพังทลายลงในพริบตา
เมื่อจนตรอกและถูกต้อนให้เข้าตาจน สัญชาตญาณดิบก็เข้าครอบงำ!
“นังลูกอกตัญญู! ข้าจะตีเจ้าให้ตาย!”
ซูต้าเฉียงคำรามลั่นราวกับสัตว์ป่าบาดเจ็บ โทสะบดบังเหตุผลจนหมดสิ้น เขายกมือขึ้นสูง เงื้อมือหมายจะฟาดลงบนใบหน้าของบุตรสาวอย่างเต็มแรง!
ชาวบ้านหลายคนอุทานออกมาด้วยความตกใจ!
ทว่า...ฝ่ามือนั้นกลับมิอาจตกลงมาถึงตัวซูม่านหนิงได้
หมับ!
เงาร่างสูงใหญ่ของเจียงจวินเหยียนที่ยืนเงียบขรึมอยู่ข้างกายนางมาตลอด บัดนี้ได้ขยับเข้ามาขวางกั้นระหว่างนางกับซูต้าเฉียง มือใหญ่ราวคีมเหล็กของเขากำเข้าที่ข้อมือของพ่อตาอย่างแม่นยำและหนักหน่วง หยุดการกระทำอันบ้าคลั่งนั้นไว้ได้อย่างง่ายดาย
ซูต้าเฉียงรู้สึกเจ็บแปลบที่ข้อมือราวกับกระดูกจะแหลกละเอียด เขาพยายามสะบัดให้หลุด แต่กลับไม่เป็นผล มือของลูกเขยผู้นี้แข็งแกร่งเกินไปนัก
เจียงจวินเหยียนไม่ได้เอ่ยวาจาใดๆ แม้แต่คำเดียว เขาเพียงแค่จ้องมองไปยังดวงตาของซูต้าเฉียงด้วยสายตาที่เย็นเยียบจนน่าขนลุก มันเป็นแววตาของนายทหารผู้เคยผ่านสนามรบมานับครั้งไม่ถ้วน...แววตาของพยัคฆ์ที่กำลังจ้องมองเหยื่อผู้ต่ำต้อยกว่า บรรยากาศรอบกายของเขาเต็มไปด้วยไอสังหารอันน่าพรั่นพรึงที่คนธรรมดาอย่างซูต้าเฉียงมิอาจต้านทานได้
เพียงแค่สบตากันชั่วอึดใจ ขาทั้งสองข้างของซูต้าเฉียงก็เริ่มสั่นเทา เหงื่อกาฬไหลซึมออกมาทั่วแผ่นหลัง เขารู้สึกราวกับว่าหากยังดื้อดึงต่อไปแม้เพียงนิดเดียว ลมหายใจของเขาอาจจะถูกฉุดกระชากออกจากร่างไปในทันที!
เจียงจวินเหยียนคลายมือออกอย่างช้าๆ
ซูต้าเฉียงผงะถอยหลังไปสองก้าว กุมข้อมือที่แดงช้ำของตนเองไว้แน่น เขาจ้องมองซูม่านหนิงด้วยความเคียดแค้นชิงชัง ก่อนจะหันไปเผชิญกับสายตานับสิบคู่ของชาวบ้านที่มองมาอย่างดูแคลนและสมเพชเวทนา
ความอัปยศอดสูท่วมท้นจนเขาไม่อาจทนยืนอยู่ตรงนั้นได้อีกต่อไป!
ชายชรากระทืบเท้าอย่างเจ็บใจ หันหลังกลับและแหวกฝูงชนวิ่งหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต ทิ้งไว้เพียงข่าวลืออื้อฉาวที่จะแพร่สะพัดไปทั่วทุกหย่อมหญ้าในหมู่บ้านซานเจียวภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวัน
เมื่อต้นเหตุของความวุ่นวายจากไปแล้ว ชาวบ้านก็เริ่มทยอยแยกย้ายกันกลับไป ทิ้งท้ายด้วยเสียงกระซิบกระซาบเกี่ยวกับหนี้พนันของตระกูลซู
ลานบ้านกลับสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง ซูม่านหนิงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ศึกในวันนี้จบลงด้วยชัยชนะของนางอย่างงดงาม
นางหันกลับไปหาบุรุษที่ยืนปกป้องอยู่ข้างกาย หมายจะเอ่ยคำขอบคุณ แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นสายตาของเขา
เจียงจวินเหยียนไม่ได้มองไปทางที่พ่อตาของเขาวิ่งหนีไปอีกแล้ว เขากำลังจ้องมองมาที่นาง...จ้องลึกเข้ามาในดวงตาของนางด้วยสายตาที่ซับซ้อนและยากจะคาดเดา มันไม่ใช่สายตาแห่งความชื่นชมหรือโล่งใจ แต่เป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความฉงนสงสัย คล้ายกับกำลังพินิจพิจารณาสิ่งแปลกใหม่ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน
ท่ามกลางความเงียบงันนั้น เสียงทุ้มต่ำของเขาก็เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ เป็นคำถามสั้นๆ ที่ทำเอาหัวใจของซูม่านหนิงกระตุกวูบ
“เจ้า...รู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร?”