พ่อตาจอมรีดไถ
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยถามว่า "เนื้อหมูพวกนี้... เจ้าไปเอามาจากที่ใด?" นั้น แม้จะเรียบนิ่ง แต่กลับแฝงไว้ด้วยแรงกดดันมหาศาลราวกับคลื่นใต้น้ำอันเชี่ยวกราก บรรยากาศภายในห้องที่เคยอบอุ่นพลันเย็นเยียบลงในพริบตา
ซูม่านหนิงเงยหน้าขึ้นสบสายตากับเขา แววตาของนางสงบนิ่งไม่ไหวติง "ข้าเอาของบางอย่างไปแลกเงินที่ตลาดมืด แล้วจึงซื้อกลับมา" นางตอบเสียงเรียบ ไม่ได้อธิบายมากความ
ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวของเจียงจวินเหยียนหรี่ลงเล็กน้อย เขากำลังจะเอ่ยปากซักไซ้ต่อ ทว่าเสียงตะโกนร้อนรนจากด้านนอกก็ดังขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน
"พี่ใหญ่จวินเหยียน! พี่ใหญ่อยู่หรือไม่? แย่แล้ว! พ่อตาของท่านมาหาที่กลางทุ่งนาโน่น!"
สิ้นเสียงนั้น ใบหน้าของซูม่านหนิงก็พลันเปลี่ยนสี ความรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีตีรื้นขึ้นมาในอก นางไม่จำเป็นต้องคาดเดาให้มากความก็รู้ได้ทันทีว่าบิดาของนางมาเพื่อจุดประสงค์ใด
เจียงจวินเหยียนขมวดคิ้วมุ่น ร่างสูงใหญ่ของเขาหมุนตัวก้าวออกจากห้องไปโดยไม่พูดอะไรอีกแม้แต่คำเดียว ซูม่านหนิงรีบวางตะเกียบลงและสาวเท้าตามไปติดๆ ในใจพลันบังเกิดโทสะที่ยากจะระงับ ครอบครัวซูนี่ช่างไม่รู้จักพอเสียจริง!
นางแสร้งทำเป็นล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ เพื่อหยิบผ้าเช็ดหน้า แต่ในความเป็นจริงนิ้วเรียวของนางได้สัมผัสกับห่อกระดาษเล็กๆ ที่เพิ่งปรากฏขึ้นอย่างเงียบงัน ขณะเดียวกันก็เบิกใช้แต้มคะแนนเพียงเล็กน้อยในห้วงมิติ แลกเปลี่ยนเป็นลูกอมสมุนไพรสำหรับแก้เจ็บคอจำนวนหนึ่ง แม้นางจะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่การเตรียมพร้อมไว้ก่อนย่อมไม่เสียหาย
เมื่อทั้งสองมาถึงท้ายหมู่บ้าน ภาพที่เห็นก็ทำให้ซูม่านหนิงต้องกำหมัดแน่น
ดวงตะวันคล้อยต่ำย้อมท้องฟ้าเป็นสีส้มแดง แสงสุดท้ายของวันสาดส่องลงบนทุ่งนาที่ว่างเปล่าหลังการเก็บเกี่ยว ชาวบ้านหลายสิบคนกำลังจับกลุ่มมุงดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ ตรงกลางวงล้อมนั้นคือเจียงจวินเหยียนที่ยืนนิ่งสงบดุจขุนเขา และซูต้าเฉียง บิดาของนาง ที่กำลังยืนเท้าสะเอวชี้หน้าด่าทอเขาอย่างกราดเกรี้ยว
"เจียงจวินเหยียน! เจ้ามันคนอกตัญญู! ข้ายกลูกสาวให้เจ้า แต่เจ้ากลับไม่เคยคิดจะตอบแทนบุญคุณบ้านข้าเลย!" เสียงของซูต้าเฉียงดังลั่นทุ่ง "น้องชายของม่านหนิงกำลังจะแต่งงาน ข้าแค่ต้องการเงินไปเป็นสินสอดให้เขา เจ้าเป็นพี่เขยก็สมควรจะช่วยเหลือมิใช่หรือ? เงินค่าแรงที่เพิ่งเบิกมานั่น...ส่งมาให้ข้าทั้งหมด!"
เจียงจวินเหยียนยังคงยืนนิ่ง สายตาเย็นเยียบจับจ้องไปยังพ่อตาจอมโลภ ไม่เอ่ยคำพูดใดๆ แต่รัศมีกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่กำยำของเขานั้น ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้
ซูม่านหนิงสูดลมหายใจลึก ก้าวเดินอย่างมั่นคงเข้าไปในวงล้อม เสียงฝีเท้าของนางทำให้ทุกสายตาหันมาจับจ้องเป็นจุดเดียว
"ท่านพ่อ" นางเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงเย็นชา ก่อนจะเดินไปหยุดอยู่เบื้องหน้าเจียงจวินเหยียน ใช้ร่างของตนเองกั้นกลางระหว่างสามีและบิดาบังเกิดเกล้า "ท่านกำลังทำอะไรอยู่?"
ซูต้าเฉียงเมื่อเห็นบุตรสาวมา ก็ยิ่งได้ใจ ตะคอกกลับมาทันที "ม่านหนิง! เจ้ามาก็ดีแล้ว รีบมาช่วยพ่อพูดกับสามีเจ้าเร็วเข้า บอกให้มันเอาเงินค่าแรงทั้งหมดมาให้พ่อ! น้องชายเจ้ากำลังจะไม่มีเมียแต่งก็เพราะความใจดำของมันนี่แหละ!"
"พี่เขยช่วยเหลือน้องภรรยาเป็นเรื่องที่สมควร" ซูม่านหนิงกล่าวอย่างใจเย็น พลางกวาดสายตามองไปรอบๆ กลุ่มชาวบ้านที่กำลังซุบซิบนินทา "แต่เงินค่าแรงของสามีข้า เป็นเงินที่เขาใช้หยาดเหงื่อแรงกายแลกมาเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว 'เจียง' เหตุใดจึงต้องยกให้ 'บ้านซู' ทั้งหมดด้วยเล่า?"
คำพูดของนางทำให้เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้น ซูต้าเฉียงหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธและอับอาย "เจ้า! เจ้ากลายเป็นคนของบ้านเจียงไปแล้วรึ ถึงได้พูดจาเข้าข้างมันเช่นนี้! เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าใครเป็นคนเลี้ยงดูเจ้ามา! นี่มันเรื่องของความกตัญญู!"
"ความกตัญญูหรือเจ้าคะ?" ซูม่านหนิงย้อนถามเสียงสูงขึ้นเล็กน้อย แววตาฉายประกายเยาะหยัน "หลายปีที่ผ่านมา ข้าขนข้าวของและเงินทองจากบ้านเจียงกลับไปให้บ้านซูมากมายเท่าใด ท่านพ่อคงจำได้ดี นั่นยังไม่เรียกว่ากตัญญูอีกหรือ? หรือความกตัญญูในสายตาท่านพ่อ หมายถึงการสูบเลือดสูบเนื้อลูกเขยจนกว่าเขาจะล้มลงไปต่อหน้าต่อตาท่านกันแน่!"
"นางสารเลว!" ซูต้าเฉียงแผดเสียงลั่น ชี้หน้าด่านาง "เจ้ากล้าดียังไงมาสั่งสอนข้า!"
"ข้าไม่ได้สั่งสอน แต่กำลังพูดความจริง" ซูม่านหนิงกล่าวตอบอย่างไม่เกรงกลัว "เงินก้อนนี้เป็นของครอบครัวเจียง เป็นเงินสำหรับซื้อเสบียงให้พวกเราประทังชีวิตในฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง หากท่านอยากได้เงินไปเป็นสินสอดให้ซูจื่อหาว ก็ควรจะไปบอกให้เขาทำงานหาเงินด้วยตนเอง ไม่ใช่มาเที่ยวรีดไถจากพี่เขยเช่นนี้!"
ทุกถ้อยคำของนางชัดเจนและหนักแน่นราวกับค้อนทุบ ทำให้ซูต้าเฉียงถึงกับพูดไม่ออก เขาไม่คาดคิดว่าบุตรสาวที่เคยว่านอนสอนง่ายและเชื่อฟังเขาทุกอย่างจะกลายเป็นคนแข็งกร้าวและฝีปากคมกล้าได้ถึงเพียงนี้
เจียงจวินเหยียนซึ่งยืนเงียบอยู่ด้านหลังซูม่านหนิงตลอดเวลา บัดนี้ในดวงตาที่ลึกล้ำของเขาปรากฏประกายความประหลาดใจระลอกหนึ่ง เขามองแผ่นหลังเล็กๆ ที่ยืนหยัดปกป้องเขาอย่างไม่เกรงกลัวอยู่เบื้องหน้า ภาพของนางในยามนี้ช่างแตกต่างจากสตรีอ่อนแอที่เอาแต่ร้องไห้และขโมยของกลับบ้านเดิมในความทรงจำของเขาโดยสิ้นเชิง
นี่คือครั้งแรก...ที่นางยืนหยัดอยู่เคียงข้างเขาอย่างแท้จริง
ชาวบ้านที่มุงดูอยู่เริ่มส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้น ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับคำพูดของซูม่านหนิง การกระทำของซูต้าเฉียงนั้นมันเกินไปจริงๆ
เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ไม่เป็นใจ ซูต้าเฉียงก็เปลี่ยนจากความเกรี้ยวกราดเป็นความน่าสงสาร เขาทรุดตัวลงนั่งกับพื้นดิน แสร้งทำเป็นปาดน้ำตา "โธ่เอ๊ย! ชีวิตข้าช่างน่าอนาถนัก เลี้ยงลูกสาวมาจนโต แต่กลับต้องมาถูกลูกสาวกับลูกเขยรุมรังแกต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้านเช่นนี้ ข้าจะมีหน้าไปพบใครได้อีก!"
กลยุทธ์เรียกร้องความสงสารนี้เคยใช้ได้ผลกับซูม่านหนิงคนก่อนเสมอมา ทว่าสำหรับซูม่านหนิงคนปัจจุบัน มันช่างน่าขันสิ้นดี
นางย่อตัวลงเล็กน้อย ยื่นหน้าเข้าไปใกล้บิดาแล้วกระซิบด้วยเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน "ท่านพ่อ หากท่านยังไม่เลิกก่อเรื่องอยู่ตรงนี้ ข้าเกรงว่าเรื่องที่ท่านแอบเอาเงินในบ้านไปเล่นการพนันจนติดหนี้สินรุงรัง คงจะไม่เป็นความลับอีกต่อไป"
ดวงตาของซูต้าเฉียงเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก "เจ้า...เจ้ารู้ได้อย่างไร!"
ซูม่านหนิงยืดตัวตรง มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา "ท่านคิดว่าเรื่องแค่นี้จะปิดข้าได้หรือ? กลับไปเสียเถอะท่านพ่อ ก่อนที่ข้าจะหมดความอดทน"
ซูต้าเฉียงจ้องมองใบหน้าบุตรสาวด้วยความรู้สึกทั้งโกรธทั้งกลัว แววตาของนางในยามนี้ช่างเย็นชาและเฉียบขาดจนน่าหวาดหวั่น เขารู้ดีว่านางไม่ใช่เด็กสาวโง่เขลาคนเดิมอีกต่อไปแล้ว
ความพ่ายแพ้และความอัปยศฉายชัดบนใบหน้าของเขา แต่เขาก็ยังไม่ยอมถอยง่ายๆ ในเมื่อใช้ไม้อ่อนไม่ได้ เขาก็จะใช้ไม้แข็ง!
"ซูม่านหนิง!" เขาลุกพรวดขึ้นยืน คำรามลั่นด้วยโทสะที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง "ในเมื่อเจ้าไม่เห็นแก่ความเป็นพ่อลูก เช่นนั้นก็อย่าหาว่าข้าใจร้าย! หากวันนี้ข้าไม่ได้เงินกลับไป...เจ้ากับสามีของเจ้าก็อย่าหวังว่าจะได้อยู่อย่างสงบสุข!"