เนื้อหมูในบ้านเจียง
ซูม่านหนิงก้าวเท้าอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ นางเลือกใช้เส้นทางหลังหมู่บ้านที่ผู้คนสัญจรน้อย เพื่อหลีกเลี่ยงสายตาอยากรู้อยากเห็นของเพื่อนบ้าน เมื่อมาถึงบ้านตระกูลเจียง นางก็ตรงไปยังห้องของตนกับเจียงจวินเหยียนทันที
หลังจากปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนาแล้วเท่านั้น นางจึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก หัวใจที่เต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นจากการค้าในตลาดมืดค่อยๆ สงบลง นางล้วงเข้าไปในอกเสื้อ หยิบถุงผ้าใบเล็กและตั๋วเนื้อออกมาวางบนโต๊ะไม้เตี้ยๆ
ยี่สิบห้าหยวน! และตั๋วเนื้ออีกห้าใบ!
นี่คือกำไรก้อนแรกที่นางหามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเองในโลกใบนี้อย่างแท้จริง รอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนาง ก่อนที่นางจะรีบเก็บเงินและตั๋วเนื้อส่วนใหญ่ซ่อนไว้อย่างดี เหลือเพียงตั๋วเนื้อหนึ่งใบกับเงินจำนวนเล็กน้อยเท่านั้น
วันนี้เจียงจวินเหยียนทำงานหนักมาทั้งวัน นางตั้งใจจะทำอาหารดีๆ ให้เขาสักมื้อเพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจที่เขามอบความไว้วางใจให้นางดูแลการเงินของบ้าน
นางเดินไปที่แผงขายเนื้อของสหกรณ์ประจำหมู่บ้าน ใช้ตั๋วเนื้อที่ได้มาแลกเนื้อหมูส่วนท้องติดมันมาชั่งหนึ่งพอดี แม้เนื้อจะดูไม่สดใหม่เท่าใดนัก แต่ในยุคที่อาหารขาดแคลนเช่นนี้ ก็นับว่าเป็นของล้ำค่าแล้ว
เมื่อกลับถึงห้อง ซูม่านหนิงมองเนื้อหมูในมือ พลันขมวดคิ้วเล็กน้อย หากจะผัดเนื้อหมูให้หอมอร่อย ย่อมต้องมีต้นหอมและขิง แต่ของเช่นนั้นหาได้ยากในครัวรวมของบ้านเจียง
นางหลับตาลง สมาธิจดจ่ออยู่กับระบบในใจ "ระบบ ขอแลกต้นหอมหนึ่งกำและขิงหนึ่งแง่ง"
สิ้นเสียงในความคิด แต้มสะสมของนางก็ถูกหักไปเล็กน้อย พริบตาต่อมา บนโต๊ะก็ปรากฏต้นหอมสีเขียวสดและขิงแง่งอวบอิ่มส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ออกมา นี่คือผลผลิตจาก 'ร้านขายของชำริมทาง' ของนาง แม้มันจะเป็นเพียงของเล็กน้อย แต่ก็เป็นความลับที่จะทำให้มื้ออาหารของนางพิเศษกว่าของผู้ใด
ซูม่านหนิงห่อวัตถุดิบทั้งหมดด้วยใบผักกาดขนาดใหญ่ แล้วมุ่งหน้าไปยังห้องครัวรวมของบ้านเจียง
ครัวของบ้านเจียงเป็นห้องเล็กๆ เก่าซอมซ่อ มีเตาดินสองเตาตั้งอยู่คู่กัน ปกติแล้วครอบครัวใหญ่และครอบครัวรองจะแบ่งกันใช้คนละเตา ซูม่านหนิงเลือกใช้เตาของฝั่งตน จุดไฟจนลุกโชน ตั้งกระทะเหล็กใบใหญ่ลงไปจนร้อน
นางบรรจงหั่นเนื้อหมูสามชั้นออกเป็นชิ้นพอดีคำ ส่วนหนึ่งนำลงไปเจียวในกระทะเพื่อรีดน้ำมันออกมา เสียงเนื้อกระทบกระทะร้อนดัง ‘ฉ่า’ พร้อมกับกลิ่นหอมของมันหมูที่ค่อยๆ ละลายก็เริ่มส่งกลิ่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ
ในขณะที่ซูม่านหนิงกำลังเพลิดเพลินกับการทำอาหาร ประตูครัวก็ถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรง!
"กลิ่นอะไรหอมขนาดนี้!"
เถียนลี่ สะใภ้ใหญ่แห่งบ้านเจียง ก้าวเข้ามาในครัวด้วยท่าทีวางอำนาจ จมูกของนางขยับฟุดฟิด ดวงตาจับจ้องไปยังกระทะเหล็กบนเตาของซูม่านหนิงอย่างละโมบ เมื่อเห็นชิ้นเนื้อหมูสีขาวนวลกำลังถูกผัดอยู่ในนั้น ดวงตาของนางก็ลุกวาวขึ้นมาทันที
"น้องสามสะใภ้! เจ้าไปเอาเนื้อหมูมาจากที่ใดกันมากมายขนาดนี้!" น้ำเสียงของเถียนลี่แฝงไปด้วยความอิจฉาริษยาอย่างไม่ปิดบัง "สามีข้าทำงานหนักตรากตรำทั้งวัน ยังไม่ได้กินของดีๆ แบบนี้เลยนะ เจ้าแอบซุกซ่อนของดีไว้กินคนเดียวรึ!"
ซูม่านหนิงเหลือบมองนางอย่างเย็นชา นางยังคงมีสมาธิอยู่กับการผัดเนื้อในกระทะ ไม่ได้ตอบคำถามใดๆ การเพิกเฉยของนางยิ่งทำให้เถียนลี่รู้สึกเสียหน้าและโกรธจัด
"ข้าถามทำไมไม่ตอบ! หูหนวกรึไง!" เถียนลี่ตวาดลั่น "ในฐานะสะใภ้ใหญ่ ข้ามีสิทธิ์จัดการของในครัวทั้งหมด! เอาเนื้อนั่นมาให้ข้า! พี่ใหญ่ของเจ้าควรได้บำรุงร่างกาย!"
พูดจบ เถียนลี่ก็เอื้อมมือที่หยาบกร้านของนาง ตรงไปยังกระทะ หมายจะหยิบเนื้อหมูที่กำลังร้อนๆ ออกไปหน้าตาเฉย!
ทว่า...เร็วกว่าที่มือของเถียนลี่จะไปถึงเนื้อ คือตะหลิวในมือของซูม่านหนิง!
เพียะ!
ซูม่านหนิงฟาดหลังมือของเถียนลี่ด้วยสันตะหลิวเหล็กอย่างแรงเต็มกำลัง! เสียงดังสนั่นจนน่าตกใจ ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนของสะใภ้ใหญ่
"โอ๊ยยย! เจ้า! นังแพศยา! เจ้ากล้าตีข้างั้นรึ!"
เถียนลี่ชักมือกลับอย่างรวดเร็ว หลังมือของนางปรากฏรอยแดงเป็นปื้นยาวน่ากลัว ความเจ็บปวดแล่นปราดไปทั่วแขนจนนางน้ำตาเล็ด ซูม่านหนิงหันหน้ามาเผชิญกับนางเต็มตัว แววตาที่เคยอ่อนแอและหวาดกลัวในอดีต บัดนี้กลับคมกริบดุจใบมีดอาบยาพิษ
"สะใภ้ใหญ่" ซูม่านหนิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่เยือกเย็นจนคนฟังรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงกระดูก "ท่านคงลืมไปแล้วกระมังว่าบ้านนี้แยกครัวกันแล้ว ของบนเตานี้เป็นของส่วนของข้ากับจวินเหยียน มือของท่านที่เอื้อมมาเมื่อครู่... ข้าจะถือว่าเป็นมือของขโมยก็ได้"
"เจ้า...เจ้าด่าข้าเป็นขโมย!" เถียนลี่ตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธระคนเจ็บปวด
"ข้าแค่พูดความจริง" ซูม่านหนิงเคาะตะหลิวกับขอบกระทะเบาๆ ส่งเสียง ‘กริ๊ง’ ที่ฟังดูน่าขนลุก "ท่านทำงานบ้านบ้างหรือไม่? ท่านเคยหาเสบียงเข้าบ้านหรือไม่? วันๆ เอาแต่กินแรงสามี รอคอยส่วนแบ่งจากน้องสามีอย่างหน้าไม่อาย ยังมีหน้ามาเรียกตนเองว่าสะใภ้ใหญ่อีกหรือ? หากข้าเป็นท่าน คงหาผ้ามาคลุมหน้าเดินแล้ว!"
วาจาแต่ละคำของซูม่านหนิงเฉียบคมราวกับมีดกรีด เฉือนเอาความภาคภูมิใจจอมปลอมของเถียนลี่ออกเป็นชิ้นๆ นี่คือการจุดประกายความขัดแย้งระหว่างสะใภ้ในบ้านเจียงอย่างเป็นทางการ!
เถียนลี่ถูกด่าจนหน้าเขียวหน้าเหลือง นางไม่เคยถูกซูม่านหนิงที่เคยเป็นเหมือนลูกไก่ในกำมือตอบโต้รุนแรงถึงเพียงนี้มาก่อน ความอัปยศอดสูและความเจ็บปวดถาโถมเข้าใส่จนนางไม่อาจทนได้อีกต่อไป
"ฮือๆๆ...นังคนใจร้าย! เจ้ามันไม่ใช่คน! ข้าจะไปฟ้องพี่ใหญ่! ข้าจะไปฟ้องท่านแม่! พวกเจ้าจะต้องเสียใจ!"
สะใภ้ใหญ่แผดเสียงร้องไห้ราวกับจะขาดใจตาย ก่อนจะวิ่งกระแทกเท้าปึงปังออกจากครัวไป ทิ้งไว้เพียงเสียงสะอื้นที่ค่อยๆ หายไปไกล
ซูม่านหนิงมองตามแผ่นหลังของนางไปด้วยสายตาเย็นชา นางแค่นเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ "เชิญเลย ไปฟ้องให้ทั่วหมู่บ้านยิ่งดี ข้าจะได้ดูว่าใครกันแน่ที่จะต้องอับอาย"
นางหันกลับมาสนใจอาหารในกระทะต่ออย่างไม่ยี่หระราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ความวุ่นวายเมื่อครู่ไม่ได้กระทบกระเทือนสมาธิของนางเลยแม้แต่น้อย นางผัดเนื้อหมูต่อจนสุกหอมได้ที่ ปรุงรสด้วยเกลือและเครื่องปรุงจากระบบที่นางแอบใส่ลงไป จากนั้นจึงตักขึ้นใส่จาน ตามด้วยการผัดผักกาดขาว และต้มซุปหัวไชเท้าอีกหนึ่งอย่าง
เพียงไม่นาน อาหารสามอย่างกลิ่นหอมกรุ่นก็พร้อมเสิร์ฟ ซูม่านหนิงยกอาหารทั้งหมดกลับไปจัดวางบนโต๊ะในห้องของตน ไอร้อนจากอาหารลอยอวลผสมกับกลิ่นข้าวสวยร้อนๆ ที่เพิ่งหุงเสร็จใหม่ๆ สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นจนน่าประหลาดใจในห้องที่เคยเย็นชาแห่งนี้
เวลาผ่านไปไม่นานนัก เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากนอกประตู เจียงจวินเหยียนกลับมาแล้ว
เขาก้าวเข้ามาในห้อง ร่างสูงใหญ่กำยำเต็มไปด้วยกลิ่นอายของดินและเหงื่อจากการทำงานหนักตลอดทั้งวัน ทว่าทันทีที่เขาข้ามธรณีประตูเข้ามา ฝีเท้าของเขาก็พลันหยุดชะงัก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาป
สายตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวของเขาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึง เขามองตรงไปยังโต๊ะเตี้ยกลางห้อง บนนั้นมีจานเนื้อหมูผัดส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย ผักกาดผัดสีเขียวสด และซุปขาวขุ่นที่ยังมีไอร้อนกรุ่นลอยขึ้นมา พร้อมด้วยข้าวสวยสองถ้วยที่นูนพูนเต็ม
ภาพตรงหน้า...ราวกับเป็นภาพฝัน เจียงจวินเหยียนทำงานในกองทัพและกลับมาทำนาหลายปี เขาไม่เคยได้เห็นอาหารที่อุดมสมบูรณ์เช่นนี้บนโต๊ะอาหารของบ้านเจียงมาก่อนเลยนับตั้งแต่เขาจำความได้
ความเหนื่อยล้าจากทั้งวันมลายหายไปสิ้น ถูกแทนที่ด้วยความประหลาดใจอย่างถึงขีดสุด และในเสี้ยววินาทีต่อมา ความประหลาดใจนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นความสงสัยฉายลึกในแววตา
เขามองสลับระหว่างอาหารเลิศรสบนโต๊ะกับใบหน้าเรียบเฉยของภรรยาที่นั่งรออยู่ แววตาของเขาหรี่ลง กลายเป็นประกายคมปลาบที่ราวกับจะมองทะลุเข้าไปถึงจิตวิญญาณของนาง
บรรยากาศที่เคยอบอุ่นพลันตึงเครียดขึ้นในทันที เจียงจวินเหยียนก้าวเข้ามาในห้องช้าๆ แต่ละย่างก้าวหนักแน่นราวกับกำลังเหยียบย่ำลงบนหัวใจของคน เขายืนสงบนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและทรงพลัง
"เนื้อหมูพวกนี้... เจ้าไปเอามาจากที่ใด?"