การค้าครั้งแรก

ทันทีที่ซูม่านหนิงก้าวพ้นธรณีประตู บานประตูลับก็เลื่อนปิดสนิทไร้สุ้มเสียง ตัดขาดนางจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง ความมืดมิดและความอับชื้นจากตรอกกุยสุ่ยพลันมลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยแสงสว่างจากตะเกียงน้ำมันก๊าดหลายดวงที่แขวนเรียงรายตามผนัง

ที่นี่คือลานกว้างใต้ดิน อากาศถ่ายเทได้ดีกว่าที่คิด บนพื้นปูด้วยอิฐสีเทาเรียบสนิท ไม่ใช่พื้นดินโคลนเฉอะแฉะเช่นด้านนอก มีชายฉกรรจ์หลายคนยืนคุมเชิงตามจุดต่างๆ สายตาของทุกคนจับจ้องมาที่นางอย่างประเมิน แต่ไม่มีผู้ใดเอ่ยปากหรือเคลื่อนไหว

ชายหน้าบากเดินนำนางลึกเข้าไปด้านใน ผ่านห้องหลายห้องที่มีผู้คนกำลังเจรจาซื้อขายกันอย่างเงียบเชียบ สุดท้ายเขาหยุดลงหน้าม่านลูกปัดไม้ที่กั้นห้องส่วนตัวไว้ห้องหนึ่ง

"เข้าไป" เขาสั่งเสียงเรียบ ก่อนจะยืนกอดอกพิงผนังอยู่ด้านนอก แสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่มีเจตนาจะเข้าไปด้วย

ซูม่านหนิงสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมความกล้าแล้วจึงแหวกม่านลูกปัดเข้าไป เสียงไม้กระทบกันดังกุ๊งกิ๊งแผ่วเบา ภายในห้องตกแต่งอย่างเรียบง่าย มีเพียงโต๊ะไม้สี่เหลี่ยมตัวหนึ่งกับเก้าอี้สองตัว บนโต๊ะมีชุดน้ำชาที่ยังอุ่นกรุ่นส่งไอระอุ

บุรุษผู้หนึ่งนั่งรออยู่ก่อนแล้ว เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีเทาเข้มสะอาดสะอ้าน แม้อากาศจะอบอ้าวแต่บนใบหน้ากลับไม่มีเหงื่อแม้แต่หยดเดียว ใบหน้าของเขาหล่อเหลาหมดจด ผิวขาวจัดจนดูราวกับหยกเนื้อดี ขัดกับบรรยากาศของตลาดมืดโดยสิ้นเชิง สิ่งเดียวที่บ่งบอกว่าเขาไม่ใช่คุณชายจากตระกูลสูงศักดิ์คือประกายตาคมกริบดุจเหยี่ยวที่จ้องมองมายังนาง แฝงไว้ด้วยอำนาจกดดันที่มองไม่เห็น

"เชิญนั่ง" เขาเอ่ยขึ้นเป็นคนแรก น้ำเสียงทุ้มนุ่ม แต่กลับแฝงความเย็นชาที่ทำให้ผู้ฟังต้องรู้สึกเกร็งไปทั้งร่าง

ซูม่านหนิงวางตะกร้าลงข้างตัวแล้วจึงนั่งลงฝั่งตรงข้ามอย่างสง่างาม นางประสานสายตากับเขาโดยไม่หลบเลี่ยง "ข้ามีของมาเสนอ"

"ข้าได้ยินมาเช่นนั้น" ชายหนุ่มรินชาใส่ถ้วยแล้วเลื่อนมาตรงหน้านาง "ข้าชื่อไป๋อวี้ ของที่จะเสนอ... อยู่ในนั้นรึ?" เขามองไปยังตะกร้าใบใหญ่ของนาง

ซูม่านหนิงพยักหน้ารับ นางไม่พูดพล่ามทำเพลงอีกต่อไป มือเรียวเปิดผ้าที่คลุมตะกร้าออกอย่างไม่รีบร้อน จากนั้นจึงแก้เชือกปากถุงป่านสองใบที่วางซ้อนกันอยู่

นางเทตัวอย่างสินค้าลงบนแผ่นกระดาษไขที่เตรียมมาอย่างดี ใบแรกคือข้าวสาร ขาวอวบทุกเม็ด เรียงตัวสวยงามราวกับไข่มุกชั้นเลิศ สะท้อนแสงตะเกียงเป็นประกายวาววับ ส่วนอีกใบคือแป้งสาลี เนื้อละเอียดขาวบริสุทธิ์ราวกับผงหิมะแรก แค่สายลมแผ่วเบาจากการขยับตัวก็ทำให้ผงแป้งบางส่วนปลิวฟุ้งขึ้นมาในอากาศ

แววตาของไป๋อวี้ที่เคยเรียบเฉยปรากฏร่องรอยความประหลาดใจวาบผ่านไปชั่วขณะ เขาลุกขึ้นยืน เดินอ้อมโต๊ะมาหยุดอยู่ข้างๆ ซูม่านหนิง มือขาวสะอาดนั้นหยิบเมล็ดข้าวขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียด ใช้นิ้วบี้เมล็ดข้าวจนแตก กลิ่นหอมอ่อนๆ ของข้าวใหม่ลอยกำจายออกมา

"ข้าวสารชั้นหนึ่ง... ไม่สิ ชั้นเลิศ" เขากล่าวเสียงเรียบ แต่ความชื่นชมในน้ำเสียงนั้นไม่อาจปิดบังได้ จากนั้นจึงหันไปพิจารณาแป้งสาลีต่อ เพียงแค่สัมผัสก็รู้ได้ถึงความละเอียดที่แตกต่างจากแป้งในท้องตลาดอย่างสิ้นเชิง

"ของดีเช่นนี้ เจ้าไปได้มาจากที่ใด?" ไป๋อวี้ถามพลางปัดมือเบาๆ กลับไปนั่งที่เดิม สายตาคมกริบจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของซูม่านหนิงราวกับจะค้นหาคำตอบ

"แหล่งที่มาไม่สำคัญ ที่สำคัญคือข้ามีของให้ท่านได้เสมอ" ซูม่านหนิงตอบกลับอย่างชาญฉลาด นางรู้ดีว่าในวงการนี้ การเปิดเผยไพ่ในมือทั้งหมดคือการเรียกหาความตาย

ไป๋อวี้แค่นยิ้มที่มุมปาก "น่าสนใจ... เจ้าต้องการราคาเท่าใด?"

"ข้าวสารกิโลกรัมละหนึ่งหยวน แป้งสาลีกิโลกรัมละหนึ่งหยวนห้าเหมา" ซูม่านหนิงเสนอราคาอย่างไม่ลังเล ราคานี้สูงกว่าท้องตลาดทั่วไปเกือบเท่าตัว แต่เมื่อเทียบกับคุณภาพของสินค้าแล้ว ถือว่าสมเหตุสมผลอย่างยิ่งสำหรับตลาดมืดที่ของดีมีค่ายิ่งกว่าทอง

ไป๋อวี้เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย "ราคานี้... ไม่ถูกเลยนะแม่นาง"

"ของดีราคาย่อมสูงเป็นธรรมดา" นางโต้กลับ "ข้าวสารและแป้งของข้า หากนำไปทำอาหาร รสชาติย่อมดีกว่าของในตลาดทั่วไปหลายส่วน ท่านเป็นผู้ทำการค้า ย่อมเข้าใจถึงมูลค่าของมันดี"

ความเด็ดเดี่ยวและมั่นใจในแววตาของนางทำให้ไป๋อวี้รู้สึกทึ่งยิ่งนัก สตรีที่กล้าเข้ามาในตลาดมืดเพียงลำพัง ทั้งยังกล้าต่อรองราคากับเขาอย่างไม่เกรงกลัวเช่นนี้ หาได้ยากยิ่งนัก

"ตกลง" เขาตอบสั้นๆ "ในตะกร้ามีอย่างละเท่าใด?"

"ข้าวสารสิบกิโลกรัม แป้งสาลีสิบกิโลกรัม"

ไป๋อวี้คำนวณในใจอย่างรวดเร็ว "รวมทั้งสิ้นยี่สิบห้าหยวน ข้ารับไว้ทั้งหมด"

ซูม่านหนิงใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย เงินยี่สิบห้าหยวนในยุคนี้ถือเป็นเงินก้อนใหญ่มหาศาล ค่าแรงของกรรมกรในเมืองทั้งเดือนยังได้ไม่ถึงเท่านี้! แต่นางยังคงเก็บอาการไว้ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉย

"ข้ามีเงื่อนไขอีกข้อหนึ่ง" นางเอ่ยขึ้น "นอกจากเงินยี่สิบห้าหยวน ข้าต้องการตั๋วปันส่วนเนื้อสัตว์ห้าชั่ง"

คำขอนี้ทำให้ไป๋อวี้ชะงักไปอีกครั้ง ตั๋วปันส่วนเป็นของที่ควบคุมโดยรัฐ และหาได้ยากยิ่งกว่าเงินเสียอีก การที่นางร้องขอสิ่งนี้แทนที่จะเป็นเงินเพิ่ม แสดงว่านางไม่ใช่คนธรรมดาที่เห็นแก่เงินเพียงอย่างเดียว แต่เป็นคนที่วางแผนมาอย่างรอบคอบ

"ตั๋วเนื้อรึ?" เขาทวนคำพลางเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเป็นจังหวะ "นั่นเป็นของหายากนะ"

"ข้าทราบดี" ซูม่านหนิงตอบ "แต่ข้าเชื่อว่าสำหรับท่านแล้วคงไม่ใช่เรื่องยาก"

ไป๋อวี้จ้องมองนางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ "เจ้าเป็นสตรีที่น่าสนใจที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบมา... ตกลงตามนี้"

เขาตบมือสองครั้ง ชายหน้าบากคนเดิมก็เปิดม่านเข้ามาพร้อมกับถุงผ้าใบเล็กและกระดาษสี่เหลี่ยมหลายใบ ไป๋อวี้ยื่นเงินและตั๋วเนื้อให้ซูม่านหนิงด้วยตนเอง

ซูม่านหนิงรับมาตรวจสอบ เงินครบยี่สิบห้าหยวน ตั๋วเนื้อห้าใบ ใบละหนึ่งชั่งก็ถูกต้องครบถ้วน นางเก็บของทั้งหมดใส่กระเป๋าเสื้อด้านในอย่างมิดชิด ก่อนจะลุกขึ้นยืน

"หวังว่าเราจะได้ร่วมงานกันอีก" นางกล่าวทิ้งท้าย

"ย่อมเป็นเช่นนั้น" ไป๋อวี้ตอบรับ สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่ร่างของนางไม่วางตา "ครั้งหน้าหากมีของดีอีก ก็มาหาข้าได้โดยตรง"

ซูม่านหนิงโค้งศีรษะให้เล็กน้อยเป็นเชิงขอบคุณ แล้วจึงหมุนตัวเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองอีก ชายหน้าบากเดินนำนางกลับไปทางเดิม เมื่อถึงประตูลับ เขาก็เคาะผนังเป็นจังหวะอีกครั้ง บานประตูเลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นแสงแดดยามบ่ายที่ส่องลอดเข้ามาในตรอกมืด

นางก้าวออกไปโดยไม่ลังเล ประตูลับปิดลงตามหลัง ปิดฉากการค้าครั้งแรกของนางลงอย่างสมบูรณ์แบบ ซูม่านหนิงรีบเดินออกจากตรอกกุยสุ่ยอย่างรวดเร็ว หัวใจของนางเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น นี่คือกำไรก้อนแรกที่นางหามาได้ด้วยตนเองในโลกใบนี้!

นางไม่ทันสังเกตเห็นว่า หลังจากที่นางจากไปแล้ว ชายหน้าบากได้กลับเข้าไปในห้องของไป๋อวี้อีกครั้ง

ไป๋อวี้ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม นิ้วเรียวยาวของเขาคีบเมล็ดข้าวสารที่ซูม่านหนิงทิ้งไว้ขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง แววตาเต็มไปด้วยความสนใจใคร่รู้ที่ยากจะหยั่งถึง

"อาเฉียง" เขาเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ

"ขอรับนายท่าน" ชายหน้าบากก้มศีรษะลงอย่างนอบน้อม

"ไปสืบมา" ไป๋อวี้กล่าว "สตรีผู้นั้น... เป็นใคร มาจากที่ใด"