สำรวจตลาดมืดตรอกกุยสุ่ย

ท่ามกลางความเงียบงันอันหนักอึ้งในห้องครัว ซูม่านหนิงเผชิญหน้ากับดวงตาสีนิลลุ่มลึกของเจียงจวินเหยยียนโดยตรง คำถามท้าทายของเขายังคงก้องกังวานอยู่ในอากาศ "เจ้า...จะทำได้หรือไม่?"

นางมิได้หลบสายตา ตรงกันข้าม กลับเชิดคางขึ้นเล็กน้อยอย่างทระนง ในแววตากลับฉายประกายแห่งความเชื่อมั่นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

"ข้าย่อมทำได้"

น้ำเสียงของนางเรียบเฉยแต่หนักแน่นราวกับภูผา ไม่มีร่องรอยของความลังเลแม้แต่น้อย มันคือคำประกาศที่บ่งบอกว่านางพร้อมแล้วที่จะกุมชะตาของบ้านหลังนี้ไว้ในมือ

เจียงจวินเหยียนนิ่งงันไปชั่วขณะหนึ่ง แววตาของเขาซับซ้อนเกินกว่าจะอ่านออก แต่ในส่วนลึกที่สุดนั้นมีความคาดหวังริบหรี่ฉายชัดขึ้นมา เขาไม่ได้เอ่ยคำใดต่อ แต่หันหลังเดินกลับเข้าไปในห้องนอนของตน เสียงขลุกขลักดังขึ้นครู่หนึ่ง ก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะเดินกลับออกมาอีกครั้ง

ในมือของเขาปรากฏห่อผ้าเล็กๆ ที่ถูกพับไว้อย่างดี เขายื่นมันให้กับซูม่านหนิง

"นี่คือเงินทั้งหมดที่เหลืออยู่ในบ้าน" เขากล่าวเสียงเรียบ "สองหยวนกับอีกห้าสิบเฟิน"

ซูม่านหนิงรับห่อผ้ามาไว้ในมือ น้ำหนักของมันเบาหวิว แต่ความหมายที่แฝงอยู่นั้นหนักอึ้งยิ่งนัก นี่คือการทดสอบครั้งสุดท้าย คือการเดิมพันครั้งสุดท้ายของเจียงจวินเหยยียนที่มีต่อนาง หากเป็นซูม่านหนิงคนเดิม เงินก้อนนี้คงถูกส่งต่อไปยังบ้านตระกูลซูในทันทีที่เขาคล้อยหลัง

"ข้าจะทำให้มันงอกเงย" นางตอบสั้นๆ เก็บห่อผ้าใส่กระเป๋าเสื้ออย่างระมัดระวัง

เจียงจวินเหยยียนพยักหน้ารับคำเบาๆ "ข้าจะไปทำงานที่แปลงนารวม" จากนั้นเขาก็คว้าเครื่องมือทำนาแล้วเดินออกจากบ้านไปโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย ทิ้งให้ซูม่านหนิงยืนอยู่ตามลำพังกับแผนการในหัวของนาง

เมื่อเห็นว่าสามีจากไปไกลแล้ว รอยยิ้มบางๆ ก็ปรากฏขึ้นที่มุมปากของซูม่านหนิง นางไม่รอช้า รีบกลับเข้าไปในห้องนอนของตน ลั่นดาลประตูอย่างแน่นหนา

"ระบบ" นางเรียกในใจเบาๆ

ทันใดนั้น ภาพหน้าจอสีฟ้าโปร่งแสงก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าสายตาของนางเพียงผู้เดียว บนหน้าจอนั้นมีรูปสินค้าพื้นฐานปรากฏอยู่ไม่กี่อย่าง: ข้าวสารหยาบ, แป้งสาลี, เกลือ, และน้ำมันพืชคุณภาพต่ำ พร้อมตัวอักษรระบุชัดเจน *'ร้านขายของชำริมทาง: โควต้าเบิกสินค้า 5 กิโลกรัม/วัน'*

นางไม่ลังเลที่จะใช้โควต้าทั้งหมดในทันที ในยุคสมัยที่ทุกอย่างขาดแคลนเช่นนี้ แม้แต่ข้าวสารและแป้งสาลีก็สามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้หากหาแหล่งขายที่ถูกต้อง นิ้วเรียวของนางเลื่อนไปแตะที่รูปแป้งสาลีเนื้อละเอียดที่สุดเท่าที่ระบบระดับหนึ่งจะมอบให้ได้ และข้าวสารเม็ดสวยที่ขาวกว่าข้าวปันส่วนอยู่หลายส่วน

*'ยืนยันการเบิก แป้งสาลี 2.5 กิโลกรัม ข้าวสาร 2.5 กิโลกรัม'*

สิ้นเสียงยืนยันในหัว ถุงกระสอบป่านขนาดเล็กสองใบก็ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่าบนเตียงนอน มันดูเหมือนถุงธรรมดาทั่วไป แต่กลิ่นหอมจางๆ ของข้าวใหม่และแป้งที่ยังสดทำให้ซูม่านหนิงมั่นใจในคุณภาพของมัน

นางทำงานอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ นำถุงป่านเก่าๆ สองใบที่ดูมอมแมมกว่ามาสวมทับถุงสินค้าจากระบบอีกชั้นหนึ่ง จากนั้นจึงนำเชือกฟางมามัดปากถุงให้ดูเหมือนชาวบ้านทั่วไปที่กำลังจะนำเสบียงไปแลกเปลี่ยน การกระทำทุกอย่างของนางเต็มไปด้วยความรอบคอบ เพื่อป้องกันสายตาอยากรู้อยากเห็นจากเพื่อนบ้าน

ซูม่านหนิงนำถุงทั้งสองใส่ลงในตะกร้าใบใหญ่ ใช้ผ้าเก่าๆ คลุมทับอีกชั้นหนึ่ง ก่อนจะเหน็บเงินสองหยวนห้าสิบเฟินไว้ที่เอวอย่างมิดชิดแล้วจึงออกจากบ้าน มุ่งหน้าสู่ตัวอำเภอ

การเดินทางเข้าตัวอำเภอต้องอาศัยรถแทรกเตอร์ของกองพลผลิตซึ่งจะออกเดินทางเพียงวันละหนึ่งเที่ยว นางต้องจ่ายค่าโดยสารสองเฟิน และทนเบียดเสียดกับชาวบ้านคนอื่นๆ บนรถที่โคลงเคลงไปมา แต่ในใจของนางกลับจดจ่ออยู่กับเป้าหมายเดียว นั่นคือ 'ตลาดมืดตรอกกุยสุ่ย'

จากความทรงจำของร่างเดิม ตรอกกุยสุ่ยเป็นเพียงตรอกเล็กๆ แคบๆ ที่มีเสียงร่ำลือว่าผีดุ ไม่มีใครอยากเฉียดเข้าไปใกล้ในยามวิกาล แต่สำหรับผู้ที่รู้ช่องทาง มันคือศูนย์กลางการค้าขายใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอแห่งนี้

เมื่อมาถึงตัวอำเภอ ซูม่านหนิงไม่รีบร้อนมุ่งตรงไปยังเป้าหมาย นางแสร้งเดินดูของตามแผงลอยต่างๆ ทำทีเหมือนชาวบ้านที่เข้ามาจับจ่ายซื้อของในเมือง ขณะเดียวกันดวงตาคู่สวยก็กวาดมองสังเกตการณ์ไปรอบๆ อย่างเฉียบคม

ในที่สุดนางก็เดินมาถึงปากตรอกกุยสุ่ย มันเป็นตรอกแคบๆ ที่มีกำแพงดินสูงทึบขนาบสองข้าง ปากทางมีชายชราคนหนึ่งกำลังนั่งซ่อมรองเท้าอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ บรรยากาศดูเงียบเชียบวังเวงจนน่าขนลุก ทว่าซูม่านหนิงกลับสัมผัสได้ถึงความไม่ธรรมดา

นางไม่ผลีผลามเข้าไป แต่เลือกที่จะเดินไปยังร้านน้ำชาฝั่งตรงข้าม สั่งชารสจืดราคาถูกมาหนึ่งถ้วย แล้วนั่งลงในมุมที่สามารถมองเห็นปากตรอกได้อย่างชัดเจน

เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม นางสังเกตเห็นคนสามสี่คนเดินเข้าไปพูดคุยกับชายชราคนซ่อมรองเท้า แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้เข้าไปในตรอก คนแรกเป็นชายวัยกลางคนที่ถามหาร้านตัดผมและถูกโบกมือไล่ คนที่สองเป็นหญิงมีอายุที่ถามราคาซ่อมรองเท้าและเดินจากไปอย่างผิดหวัง

จนกระทั่งชายคนที่สามปรากฏตัวขึ้น เขาเป็นชายร่างผอม สวมแว่นตา ท่าทางเหมือนปัญญาชน เขามิได้ถามเรื่องรองเท้า แต่กลับเอ่ยถามด้วยเสียงที่เบาจนแทบไม่ได้ยินว่า "ท่านลุง พอจะมี 'ด้ายแดงที่เหนียวจนมัดวิญญาณได้' ขายหรือไม่?"

ชายชราคนซ่อมรองเท้าเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายอย่างพินิจพิเคราะห์ ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ แล้วชี้มือไปยังชายอีกคนหนึ่งที่ยืนพิงกำแพงอยู่ไม่ไกลนัก ชายร่างผอมจึงเดินไปหาชายคนนั้น ทั้งสองพูดคุยกันสองสามคำ ก่อนที่ชายคนที่ยืนพิงกำแพงจะนำทางเขาหายลับเข้าไปในตรอกกุยสุ่ย

ซูม่านหนิงลอบยิ้มในใจ 'ด้ายแดงที่เหนียวจนมัดวิญญาณได้' นี่คือรหัสผ่าน! ส่วนชายคนที่ยืนพิงกำแพงก็คือ 'คนค้ำประกัน' ที่จะนำทางเข้าไป

นางนั่งรอต่อไปอีกครู่หนึ่งเพื่อความแน่ใจ จนกระทั่งเห็นหญิงอีกคนใช้รหัสเดียวกันและถูกพาเข้าไปในลักษณะเดียวกัน นางจึงรู้ว่าตนเองมาถูกทางแล้ว

ซูม่านหนิงดื่มชาจนหมดถ้วย จ่ายเงิน แล้วลุกขึ้นยืน สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อรวบรวมความกล้า นางเดินข้ามถนนตรงไปยังชายชราคนซ่อมรองเท้า ก้มตัวลงเล็กน้อยแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้

"ท่านลุง พอจะมี 'ด้ายแดงที่เหนียวจนมัดวิญญาณได้' ขายหรือไม่เจ้าคะ?"

ชายชราเงยหน้าขึ้นมองนาง ดวงตาที่ขุ่นมัวตามวัยฉายแววประหลาดใจระคนสงสัย เขาจ้องมองใบหน้าที่งดงามหมดจดและเครื่องแต่งกายที่ดูธรรมดาของนางสลับกับตะกร้าในมือ ก่อนจะเอ่ยถามเสียงแหบแห้ง "เจ้าเป็นคนของใคร?"

"ข้ามาด้วยตัวเองเจ้าค่ะ" ซูม่านหนิงตอบอย่างตรงไปตรงมา นางรู้ดีว่าการเสแสร้งหรืออ้างชื่อคนอื่นในสถานการณ์เช่นนี้มีแต่จะนำภัยมาสู่ตัว

ชายชรามองลึกเข้าไปในดวงตาของนางราวกับจะค้นหาความจริง จากนั้นจึงพยักหน้าช้าๆ ไปทางชายคนค้ำประกันที่ยืนอยู่มุมเดิม "ไปคุยกับเขาเถิด"

ซูม่านหนิงโค้งขอบคุณเล็กน้อยแล้วเดินตรงไปหาชายคนนั้น เขาเป็นชายฉกรรจ์ใบหน้ามีรอยบาก แววตาแข็งกร้าวจ้องมองนางตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างประเมิน

"ต้องการสิ่งใด?" เขาถามเสียงห้วน

"ข้ามีของดีมาขาย" ซูม่านหนิงตอบกลับอย่างไม่เกรงกลัวสายตาคุกคามนั้น

ชายคนนั้นแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ "ของดีรึ? ในตะกร้านั่นน่ะหรือ?"

ซูม่านหนิงไม่พูดพล่ามทำเพลง นางเปิดผ้าที่คลุมตะกร้าออก เผยให้เห็นปากถุงป่านที่มัดไว้อย่างแน่นหนา นางค่อยๆ แก้เชือกที่ปากถุงใบหนึ่งออกเล็กน้อยพอให้เห็นเมล็ดข้าวสารขาวสวยที่อยู่ภายใน แสงแดดยามบ่ายส่องกระทบทำให้เมล็ดข้าวดูแวววาวน่ามอง

แววตาของชายหน้าบากเปลี่ยนไปในทันที จากความดูแคลนกลายเป็นความตื่นตะลึง ข้าวสารคุณภาพดีถึงเพียงนี้เป็นของที่หาได้ยากยิ่งในตลาดมืด!

"ตามข้ามา" เขาสั่งเสียงเข้มขึ้น แต่แฝงไว้ด้วยความสนใจอย่างปิดไม่มิด

ชายหน้าบากเดินนำนางเข้าไปในตรอกกุยสุ่ยที่มืดและอับชื้น เขามิได้พานางเดินตรงไป แต่กลับเลี้ยวเข้าซอยเล็กๆ ด้านข้าง หยุดลงที่หน้ากำแพงดินที่ดูเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ

เขาเคาะที่กำแพงสามครั้งเป็นจังหวะ ไม่นานนักกำแพงดินส่วนหนึ่งก็เลื่อนออกด้านข้างอย่างเงียบเชียบ เผยให้เห็นทางเดินมืดๆ ที่ทอดลึกลงไปด้านใน

"เข้าไป" เขาสั่ง

ซูม่านหนิงก้าวข้ามธรณีประตูนั้นเข้าไปโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย เบื้องหลังบานประตูลับที่กำลังจะปิดลงคือโลกใบใหม่ที่เปี่ยมไปด้วยโอกาสและความเสี่ยง คือก้าวแรกของนางบนเส้นทางสู่การเป็นเศรษฐีนีอันดับหนึ่ง... ทันทีที่นางก้าวพ้นเข้าไป ประตูลับก็เลื่อนปิดสนิท ตัดขาดนางจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง