ดอกบัวขาวแห่งหมู่บ้านซานเจียว

คำถามของเจียงจวินเหยียนแขวนค้างอยู่ในบรรยากาศที่เงียบสงัด มันเป็นคำถามที่ตรงไปตรงมา แต่แฝงเร้นไว้ด้วยการทดสอบที่ลึกซึ้ง

ซูม่านหนิงเงยหน้าขึ้นสบสายตาคมกริบคู่นั้นอย่างไม่เกรงกลัว มุมปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่อ่านความหมายไม่ออก "จะเพื่อตระกูลเจียงหรือเพื่อตัวข้าเอง มันสำคัญด้วยหรือ?"

นางเอ่ยถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงความท้าทาย "ผลลัพธ์ก็คือเสบียงของเรายังคงอยู่ครบถ้วน นี่มิใช่สิ่งที่สหายเจียงต้องการหรอกหรือ?"

แววตาของเจียงจวินเหยียนฉายประกายซับซ้อนขึ้นอีกวูบหนึ่ง เขากำลังจะเอ่ยปาก ทว่าพลันมีเสียงหวานใสดังขัดขึ้นจากหน้าประตูห้องครัวที่ปิดอยู่

"พี่จวินเหยียน... ท่านอยู่ในนั้นหรือไม่?"

สิ้นเสียงเรียก ประตูไม้ก็ถูกผลักเปิดเข้ามาอย่างแผ่วเบา ร่างระหงในชุดผ้าฝ้ายสีฟ้าอ่อนปรากฏขึ้น หญิงสาวผู้นั้นมีใบหน้างดงามหมดจด ดวงตากลมโตฉ่ำน้ำ ริมฝีปากอิ่มแดงระเรื่อ ดูบอบบางน่าทะนุถนอมราวกับดอกไม้แรกแย้ม นางคือเซวียเสี่ยวหยา บุตรสาวของหัวหน้าหมู่บ้าน ผู้ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นดอกไม้งามที่สุดแห่งหมู่บ้านซานเจียว

ในมือนางถือตะกร้าใบเล็กที่คลุมด้วยผ้าสะอาด ส่งกลิ่นหอมจางๆ ของไข่ต้มโชยออกมา

"ข้าได้ยินว่าเกิดเรื่อง... ก็เลยรีบมาดู" เซวียเสี่ยวหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล สายตาของนางกวาดมองซูม่านหนิงอย่างรวดเร็วก่อนจะกลับไปจับจ้องที่เจียงจวินเหยียน "พี่จวินเหยียน ท่านไม่เป็นไรนะ?"

นางทำราวกับซูม่านหนิงเป็นเพียงอากาศธาตุ ก้าวเข้ามาใกล้เจียงจวินเหยียนอีกก้าวหนึ่ง วางตะกร้าลงบนโต๊ะพลางถอนหายใจแผ่วเบา "เฮ้อ... ข้าได้ยินเรื่องที่ป้าหวังมาแล้ว น้องสะใภ้ม่านหนิง... ไม่ว่าอย่างไรท่านก็เป็นมารดาของเจ้า การทำเช่นนี้ต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้าน..."

นางส่ายหน้าเบาๆ แววตาเต็มไปด้วยความผิดหวัง "สตรีเรา เรื่องความกตัญญูถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดนะ หากเรื่องนี้แพร่ออกไป ผู้คนจะมองเจ้าและพี่จวินเหยียนอย่างไร"

ถ้อยคำที่ดูเหมือนหวังดี แต่ทุกประโยคกลับแทงเข้าที่จุดตาย หวังจะสาดโคลนใส่ซูม่านหนิง และยกตนเองให้ดูเป็นสตรีที่เพียบพร้อมในเวลาเดียวกัน

ซูม่านหนิงที่ยืนนิ่งฟังอยู่นานพลันหัวเราะออกมาเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่เย็นเยียบจนเซวียเสี่ยวหยาชะงักไป

"ชื่อเสียงหรือ?" ซูม่านหนิงทวนคำ ก่อนจะก้าวเดินช้าๆ เข้าไปหยุดตรงหน้าหญิงสาวผู้มาใหม่ "ชื่อเสียงของข้าสำคัญกว่าข้าวสารในยุ้งฉางหรือ? หรือว่า... สหายเซวียกำลังจะบอกข้าว่า ข้าควรปล่อยให้ครอบครัวเดิมของข้ามาขนเสบียงในบ้านสามีไปจนหมดสิ้น เพื่อรักษา 'ชื่อเสียง' อันดีงามเอาไว้?"

คำพูดของซูม่านหนิงดุจคมมีดที่กรีดลงบนหน้ากากอันสวยงาม เซวียเสี่ยวหยาหน้าซีดเผือดไปเล็กน้อย

"ขะ...ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น"

"แล้วเจ้าหมายความว่าอย่างไรเล่า?" ซูม่านหนิงไม่เปิดโอกาสให้นางได้ตั้งตัว "การปกป้องทรัพย์สินของสามี ดูแลครอบครัวของเขาให้ดี คือหน้าที่อันดับหนึ่งของภรรยา นี่ต่างหากคือความกตัญญูที่แท้จริงหลังจากออกเรือน หรือว่าธรรมเนียมของตระกูลเซวีย สอนให้บุตรสาวที่แต่งออกไปแล้วยังคงสูบเลือดสูบเนื้อจากบ้านสามีไปปรนเปรอครอบครัวเดิม?"

"เจ้า!" เซวียเสี่ยวหยาตัวสั่นสะท้านด้วยความโกรธ ดวงตางดงามเริ่มมีน้ำตาคลอหน่วย "ข้าเพียงแต่เป็นห่วงเจ้า ไยเจ้าต้องพูดจาทำร้ายจิตใจกันเช่นนี้?"

"เป็นห่วง?" ซูม่านหนิงเลิกคิ้วสูง แววตาคมปลาบ "เป็นห่วงถึงขั้นรีบร้อนมาที่บ้านคนอื่นทันทีที่เกิดเรื่อง เป็นห่วงถึงขั้นเข้ามาในครัวซึ่งมีเพียงสามีภรรยาอยู่กันตามลำพังเช่นนี้งั้นหรือ? สหายเซวีย เจ้าช่างใส่ใจเรื่องของครอบครัวข้ายิ่งนัก หรือว่าเจ้ากำลังหวังให้เกิดเรื่องบาดหมางระหว่างข้ากับสามีกันแน่?"

ทุกถ้อยคำของซูม่านหนิงล้วนเฉียบคมและจี้ใจดำ เซวียเสี่ยวหยาอับจนคำพูด อ้าปากพะงาบๆ แต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาได้ นางหันไปมองเจียงจวินเหยียนด้วยสายตาขอความช่วยเหลืออย่างน่าเวทนา

ทว่า ชายหนุ่มเพียงแค่ยืนกอดอกพิงผนัง ดวงตาคมดุจเหยี่ยวของเขากำลังจับจ้องการประชันคารมตรงหน้าอย่างเงียบเชียบ ไม่มีความคิดจะเอ่ยปากช่วยเหลือเซวียเสี่ยวหยาแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน แววตาของเขากลับฉายความสนใจในตัวภรรยาของตนเองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ซูม่านหนิงในยามนี้...ช่างแตกต่างจากสตรีขี้ขลาดและโง่เขลาคนเดิมราวกับเป็นคนละคน ฝีปากคมกล้า ไหวพริบเฉียบแหลม สามารถพลิกสถานการณ์จากจำเลยให้กลายเป็นผู้พิพากษาได้อย่างง่ายดาย

เมื่อเห็นว่าไร้ซึ่งผู้ช่วย เซวียเสี่ยวหยาก็ไม่อาจรักษาท่าทีดอกบัวขาวอันบริสุทธิ์ของนางไว้ได้อีกต่อไป ใบหน้างามบิดเบี้ยวด้วยความอัปยศและความเกลียดชัง "ซูม่านหนิง! เจ้ามัน...เจ้ามันหญิงใจร้าย!"

นางแผดเสียงออกมา ก่อนจะคว้าตะกร้าของตนแล้ววิ่งร้องไห้ออกจากห้องครัวไป ทิ้งไข่ต้มสองสามฟองที่กลิ้งหล่นออกมาจากตะกร้าไว้บนพื้นสกปรก

ภายในห้องครัวกลับสู่ความเงียบอีกครั้ง ซูม่านหนิงถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน การต่อกรกับคนพวกนี้มันช่างเปลืองพลังงานเสียจริง นางนึกถึงระบบห้างสรรพสินค้าในหัวขึ้นมาทันที พลางคิดคำนวณอย่างรวดเร็ว

*‘สินค้าในระดับที่หนึ่งมีเพียงข้าวสารหยาบ แป้ง และของใช้พื้นฐาน... แค่นี้ไม่พอ มันไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินก้อนโตได้ ข้าต้องหาทางขายของพวกนี้ในที่ที่ให้ราคาสูง... ตลาดมืด’*

ความคิดนั้นทำให้ดวงตาของนางเปล่งประกายขึ้นมาอย่างมุ่งมั่น การเผชิญหน้ากับคนจากบ้านเดิมและศัตรูหัวใจในวันนี้ยิ่งตอกย้ำว่านางไม่สามารถอยู่ในจุดที่อ่อนแอได้อีกต่อไป นางต้องแข็งแกร่งขึ้น ต้องมีเงิน!

ขณะที่นางกำลังจมอยู่ในความคิดของตนเอง ร่างสูงใหญ่ของเจียงจวินเหยียนก็ขยับเข้ามาใกล้ เขาเดินไปหยุดอยู่ข้างกระสอบป่านใบที่ว่างเปล่าซึ่งมารดาของนางเคยพยายามจะลากออกไป ใช้ปลายเท้าเขี่ยมันเบาๆ

บรรยากาศพลันเปลี่ยนไป ความเงียบในครั้งนี้หนักอึ้งกว่าเดิม มันไม่ใช่ความเย็นชา แต่เป็นความตึงเครียดที่เกิดจากการประเมินผล

เจียงจวินเหยียนไม่ได้มองหน้านาง แต่คำพูดของเขากลับชัดเจนทุกถ้อยคำ

"ในเมื่อเจ้าสามารถจัดการเรื่องต่างๆ ได้ดีถึงเพียงนี้... นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าจงเป็นผู้ดูแลเงินและเสบียงทั้งหมดของบ้าน"

สิ้นคำพูดนั้น เขาก็หันกลับมาสบตานางโดยตรง ดวงตาสีนิลลุ่มลึกคู่นั้นทอประกายท้าทายอย่างเปิดเผย

"เจ้า...จะทำได้หรือไม่?"