แม่ยายจอมหน้าเลือด
ภายใต้แสงตะเกียงสลัว เงาของบุรุษร่างสูงทาบทับร่างของซูม่านหนิงจนมิดชิด กลิ่นอายบุรุษที่แข็งแกร่งผสมกับไอดินและเหงื่อจากการทำงานหนักแผ่ซ่านออกมากดดันนางจนหายใจติดขัด
ดวงตาคมดุจเหยี่ยวมองลึกลงไปในดวงตาของนาง แฝงไว้ด้วยความเย็นชาและคำถามที่ยังไม่ได้รับคำตอบ
"อาหารมื้อนี้...เจ้าได้มาจากที่ใดกันแน่" น้ำเสียงของเขาเรียบสนิท แต่กลับหนักแน่นจนทำให้คนฟังรู้สึกหนาวเยือกไปถึงกระดูก "และเจ้า...เป็นใครกันแน่"
ซูม่านหนิงเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาอย่างไม่หวั่นเกรง ในแววตาของนางมิได้มีความหวาดกลัวหรือหลบเลี่ยงแม้แต่น้อย มีเพียงความสงบนิ่งที่ล้ำลึกเกินกว่าที่สตรีในวัยเดียวกันจะพึงมี
นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจนและเยือกเย็นไม่แพ้กัน "ข้าคือซูม่านหนิง ภรรยาของท่าน...แต่เป็นซูม่านหนิงคนที่จะไม่โง่เขลาให้ผู้ใดมารังแกหรือขูดรีดอีกต่อไป"
คำตอบของนางทำให้เจียงจวินเหยียนชะงักไปเล็กน้อย คิ้วกระบี่ของเขาขมวดเข้าหากันแน่น นี่มิใช่คำตอบที่เขาคาดหวัง แต่มันกลับท้าทายและเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวอย่างน่าประหลาด
เขากำลังจะเอ่ยปากซักไซ้ต่อ ทว่า...
"ซูม่านหนิง! นังลูกอกตัญญู! เจ้าอยู่ที่ไหน ออกมาให้แม่เห็นหน้าเดี๋ยวนี้!"
เสียงแหลมสูงราวกับเสียงเชือดไก่ดังทะลุประตูรั้วไม้ผุพังเข้ามาในลานบ้าน ตามมาด้วยเสียงกระแทกประตูดังปึงปังอย่างไม่เกรงใจผู้ใด บ่งบอกถึงโทสะของผู้มาเยือนได้เป็นอย่างดี
เจียงจวินเหยียนหันขวับไปทางประตูด้วยสีหน้าเคร่งขรึมยิ่งกว่าเดิม ส่วนซูม่านหนิงเพียงแค่แค่นยิ้มเย็นชาในใจ...ตัวปัญหามาเร็วกว่าที่คาดไว้เสียอีก
ยังไม่ทันที่เจ้าของบ้านจะได้เอ่ยอนุญาต ร่างท้วมของสตรีวัยกลางคนในชุดผ้าเนื้อหยาบสีตุ่นก็พุ่งพรวดเข้ามาในลานบ้าน นางคือหวังจินฮวา มารดาของซูม่านหนิงนั่นเอง ดวงตาเรียวเล็กของนางกวาดมองไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นบุตรสาวของตนยืนอยู่กับบุตรเขยในห้องครัว นางก็ปรี่เข้ามาทันทีโดยไม่แม้แต่จะชายตามองเจียงจวินเหยียน
"นังตัวดี! เหตุใดวันนี้เจ้าถึงไม่ส่งเสบียงไปให้พี่ชายเจ้าที่บ้าน!" หวังจินฮวาเท้าสะเอวชี้หน้าด่าทอซูม่านหนิงอย่างไม่ไว้หน้า "เจ้ารู้หรือไม่ว่าจื่อหาวรอจนท้องกิ่วแล้ว! ข้าวสารสักเม็ดก็ไม่มีตกถึงท้องเขา เจ้าแต่งเข้าบ้านคนรวยแล้วก็ลืมหัวนอนปลายเท้า ลืมพี่น้องไปแล้วหรือไร!"
เสียงเอะอะโวยวายของหวังจินฮวาทำให้เพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียงเริ่มเปิดประตูแง้มออกมาดู บ้างก็เดินมาเกาะรั้วเพื่อฟังต้นสายปลายเหตุอย่างเปิดเผย วงสนทนานินทาเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
"นั่นแม่ของสะใภ้บ้านตระกูลเจียงมิใช่รึ?"
"มาทวงเสบียงอีกแล้วกระมัง ได้ยินว่าแต่ก่อนซูม่านหนิงขนของจากบ้านสามีกลับไปบ้านเดิมไม่เคยว่างเว้น"
"เฮ้อ...เจียงจวินเหยียนช่างน่าสงสารนัก ทำงานหนักหาเงินมาได้เท่าไหร่ ก็ถูกภรรยาเอาไปปรนเปรอครอบครัวตัวเองจนหมด"
ซูม่านหนิงเมินเฉยต่อสายตาอยากรู้อยากเห็นและเสียงซุบซิบนินทาเหล่านั้น นางมองหน้ามารดาผู้ให้กำเนิดด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดขาด "ท่านแม่ เสบียงในบ้านนี้เป็นของตระกูลเจียง หาใช่ของตระกูลซูไม่"
คำพูดประโยคเดียวของนางทำให้หวังจินฮวาเบิกตาโพลงด้วยความตกตะลึง ราวกับไม่เชื่อหูตัวเอง
"เจ้า...เจ้าว่าอะไรนะ!" นางแผดเสียงดังขึ้นอีก "นังลูกเนรคุณ! เจ้ากล้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร! ของของสามีเจ้าก็เหมือนของของเจ้า ของของเจ้าก็ต้องเป็นของบ้านเรา! พี่ชายเจ้าทั้งคนกำลังจะอดตาย เจ้ากลับใจดำได้ถึงเพียงนี้เชียวรึ!"
"ใจดำ?" ซูม่านหนิงทวนคำพร้อมกับหัวเราะหยันในลำคอ "ที่ผ่านมาหลายปี ข้าขนข้าวสาร แป้ง น้ำมัน หรือแม้แต่เงินที่ท่านสามีหามาได้ด้วยหยาดเหงื่อแรงกายกลับไปให้บ้านซูจนแทบจะหมดตัว นั่นยังไม่พออีกหรือ? ซูจื่อหาวเป็นบุรุษร่างกายกำยำแข็งแรง เหตุใดไม่ทำงานหาเลี้ยงตัวเอง แต่กลับรอให้พี่สาวที่แต่งงานออกเรือนไปแล้วมาคอยส่งเสียเลี้ยงดูเล่า? ท่านไม่กลัวคนอื่นเขาจะหัวเราะเยาะเอาบ้างหรือไร!"
วาจาที่คมกริบและตรงไปตรงมาของซูม่านหนิงทำให้หวังจินฮวาหน้าซีดเผือด นางไม่เคยถูกบุตรสาวที่เคยว่านอนสอนง่ายและขี้ขลาดคนนี้ตอกกลับอย่างเจ็บแสบเช่นนี้มาก่อน
"เจ้า...เจ้า!" หวังจินฮวาตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธระคนกับความตกใจ "นี่เจ้าโดนผีสางตนไหนเข้าสิง! ถึงได้กล้าเถียงแม่คำไม่ตกฟากเช่นนี้! ข้าจะบอกให้เจ้ารู้ไว้นะ ถ้าวันนี้เจ้าไม่เอาข้าวสารกับเนื้อแห้งมาให้ข้า ข้าจะนั่งปักหลักร้องห่มร้องไห้อยู่หน้าบ้านเจ้านี่แหละ จะประจานให้คนทั้งหมู่บ้านรู้ว่าเจ้าเป็นลูกอกตัญญูเพียงใด!"
สิ้นคำขู่ของมารดา ซูม่านหนิงกลับยิ้มออกมา...เป็นรอยยิ้มที่เย็นเยียบจนทำให้ผู้พบเห็นต้องขนลุกชัน
"ดี!" นางกล่าวเสียงดังฟังชัด "เช่นนั้นข้าก็จะได้ไปหาผู้นำหมู่บ้านเจียงด้วยตนเองเหมือนกัน!"
นางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่กำลังสั่นระริกของหวังจินฮวา ก่อนจะประกาศกร้าว "ข้าจะเล่าให้เขาฟังทั้งหมด! ว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตระกูลซูขูดรีดบุตรเขยอย่างเจียงจวินเหยียนไปมากเพียงใด เอาตั๋วปันส่วนของเขาไปเท่าไหร่ ขนเสบียงของเขาไปมากแค่ไหน... ข้าจะให้คนทั้งหมู่บ้านซานเจียวได้รู้ความจริง ว่าเหตุใดครอบครัวทหารผ่านศึกผู้มีเกียรติจึงมีสภาพความเป็นอยู่ที่ยากลำบากเช่นนี้! ถึงตอนนั้น เรามาดูกันว่าระหว่างชื่อเสียง 'ลูกอกตัญญู' ของข้า กับชื่อเสียง 'ตระกูลปลิงดูดเลือด' ของท่านและ 'บุรุษไร้ประโยชน์' ของซูจื่อหาว...สิ่งใดจะน่าอับอายขายหน้ากว่ากัน!"
ทุกถ้อยคำของซูม่านหนิงราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจของหวังจินฮวาอย่างจัง!
การไปหาผู้นำหมู่บ้าน! การแฉเรื่องราวทั้งหมด! ในยุคสมัยที่ชื่อเสียงและความหน้าบางมีความสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด นี่คือการขู่ที่ร้ายแรงที่สุด! หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปจริงๆ ซูจื่อหาวบุตรชายสุดที่รักของนางที่กำลังหางานทำ จะหมดสิ้นอนาคตในทันที!
ใบหน้าของหวังจินฮวาซีดขาวสลับเขียว นางอ้าปากพะงาบๆ แต่กลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาได้ นางจ้องมองบุตรสาวตรงหน้าราวกับเห็นปีศาจ ซูม่านหนิงคนนี้...ไม่ใช่ซูม่านหนิงคนเดิมที่นางเคยรู้จักอีกต่อไปแล้ว! ความดุดันและสายตาที่ไม่ยอมอ่อนข้อแม้แต่น้อยนั้นทำให้นางรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาจับใจ
"เจ้า...เจ้ามัน..." หวังจินฮวาพึมพำได้เพียงเท่านั้น นางหมดสิ้นเรี่ยวแรงที่จะต่อปากต่อคำอีกต่อไป
ซูม่านหนิงยังคงยืนนิ่ง จ้องมองมารดาของตนด้วยสายตาที่กดดัน "ท่านแม่จะลองดูหรือไม่เล่า?"
คำถามสั้นๆ แต่ทรงพลังยิ่งกว่าคำขู่ใดๆ ทำให้หวังจินฮวาตัวแข็งทื่อ ในที่สุด นางก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้โดยสิ้นเชิง สตรีร่างท้วมสะบัดหน้าอย่างแรง ส่งเสียง 'ฮึ' ออกมาจากลำคอ ก่อนจะหมุนตัวเดินกระทืบเท้าปึงปังจากไปอย่างหัวเสีย ทิ้งไว้เพียงคำอาฆาตแผ่วเบาที่ลอยลมมา "แล้วเจ้าจะต้องเสียใจ!"
เมื่อร่างของหวังจินฮวาหายลับไปจากประตูรั้ว เหล่าชาวบ้านที่มุงดูก็เริ่มจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันเสียงดังขึ้นกว่าเดิม เรื่องราวความเปลี่ยนแปลงของซูม่านหนิงกลายเป็นหัวข้อที่ร้อนแรงที่สุดในหมู่บ้านซานเจียวในบัดดล
ซูม่านหนิงถอนหายใจยาวอย่างเหนื่อยอ่อน การเผชิญหน้าครั้งนี้สูบพลังงานของนางไปไม่น้อย ทันใดนั้น นางพลันตระหนักได้ว่าเจียงจวินเหยียนยังคงยืนอยู่ที่เดิม เขาเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์เงียบๆ ตลอดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
นางหันไปเผชิญหน้ากับเขาอีกครั้ง เตรียมพร้อมรับมือกับคำถามระลอกใหม่ แต่สิ่งที่นางเห็นกลับทำให้ประหลาดใจ แววตาคมกริบคู่นั้น...ความเย็นชาและระแวงสงสัยก่อนหน้านี้ได้เจือจางลงไปมากแล้ว บัดนี้มันฉายแววซับซ้อนที่นางอ่านไม่ออก
ประตูห้องครัวที่เปิดอ้าอยู่พลันถูกปิดลงเบาๆ โดยฝีมือของเขา ตัดขาดสายตาอยากรู้อยากเห็นจากภายนอกโดยสิ้นเชิง
บรรยากาศภายในห้องกลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจของคนสองคน เจียงจวินเหยียนก้าวเข้ามาใกล้หนึ่งก้าว ดวงตาของเขายังคงจับจ้องที่ใบหน้าของนางไม่วางตา
น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขาดังขึ้นทำลายความเงียบ แต่คำถามในครั้งนี้กลับแตกต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง
"เจ้า...ทำทั้งหมดนี้เพื่อปกป้องทรัพย์สินของตระกูลเจียงจริงๆ หรือ?"