ข่าวลือที่โรงงาน
เฉียวซินหร่วนเก็บข้าวของบนแผงอย่างรวดเร็ว แม้หัวใจจะเต้นระรัวด้วยความยินดีจากเงินมัดจำก้อนโต แต่สายตาอาฆาตแค้นที่เห็นเพียงแวบเดียวนั้นยังคงทิ้งความรู้สึกเย็นเยียบไว้ในใจ แววตาเช่นนั้น... ไม่ผิดแน่ มันคือติงเหม่ยหลิง
นางสลัดความกังวลทิ้งไป ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาใส่ใจเรื่องไร้สาระ สิ่งสำคัญที่สุดคือการจัดการกับเงินก้อนนี้และเตรียมสินค้าสำหรับวันพรุ่งนี้ เมื่อกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย เฉียวซินหร่วนรีบตรงเข้าห้องนอนของตน ลั่นดาลประตูอย่างแน่นหนา
นางนั่งลงบนขอบเตียง ถอนหายใจยาวเพื่อสงบสติอารมณ์ ก่อนจะหลับตาลงเพื่อเรียกใช้ ‘ระบบห้างสรรพสินค้ามิติ’
หน้าต่างโปร่งแสงปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของนางทันที
[ระบบห้างสรรพสินค้าซิงลวี่]
[โฮสต์: เฉียวซินหร่วน]
[ระดับปัจจุบัน: 1 (แผงลอยฉุกเฉิน)]
[ยอดขายสะสม: 785/1,000 หยวน]
[สิทธิ์การใช้งาน: หยิบสินค้าพื้นฐานได้ 10 ชิ้น/วัน]
ยอดขายเจ็ดร้อยแปดสิบห้าหยวน! เงินมัดจำสองร้อยยี่สิบห้าหยวนจากซ่งเจียหมิงได้ผลักดันยอดขายของนางให้เข้าใกล้เป้าหมายการปลดล็อกระดับสองอย่างก้าวกระโดด ขาดอีกเพียงสองร้อยสิบห้าหยวนเท่านั้น
ทว่าปัญหาใหม่ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า คำสั่งซื้อสบู่หนึ่งพันห้าร้อยก้อนในวันพรุ่งนี้ กับข้อจำกัดของระบบที่อนุญาตให้นางหยิบของได้เพียงวันละสิบชิ้น... นี่มันเป็นไปไม่ได้เลย! ต่อให้พรุ่งนี้นางปลดล็อกระดับสองซึ่งหยิบของได้ห้าสิบชิ้นต่อวัน ก็ยังห่างไกลจากเป้าหมาย
เฉียวซินหร่วนขมวดคิ้วแน่น สมองเริ่มทำงานอย่างหนักหน่วง นางต้องหาทางเพิ่มยอดขายให้ถึงหนึ่งพันหยวนโดยเร็วที่สุด เพื่อปลดล็อกระบบขั้นต่อไปและดูว่ามันจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร แผนการทั้งหมดต้องถูกปรับเปลี่ยนอีกครั้ง!
ขณะที่เฉียวซินหร่วนกำลังจมอยู่กับการวางแผนอันซับซ้อน พายุลูกใหม่ที่นางคาดการณ์ไว้ก็เริ่มก่อตัวขึ้นแล้วที่เขตอุตสาหกรรมซิงไห่
...
ช่วงพักกลางวันในโรงงานทอผ้า เสียงจอแจของผู้คนดังระงมไปทั่วบริเวณ แต่กลุ่มที่ส่งเสียงดังที่สุดมักเป็นกลุ่มสตรีที่จับกลุ่มพูดคุยเรื่องซุบซิบ และวันนี้ ติงเหม่ยหลิงคือศูนย์กลางของวงสนทนา
นางบีบน้ำตา ปั้นสีหน้าเหมือนหัวใจสลายขณะเล่าเรื่องที่เพิ่งประสบพบเจอมาด้วยตัวเองที่ตลาดเสรี
“พวกเธอไม่เห็นหรอก... น่าเวทนาพี่ใหญ่ลู่จริงๆ ทำงานหนักสายตัวแทบขาด แต่ภรรยาของเขากลับ...” ติงเหม่ยหลิงจงใจเว้นช่วง เรียกความสนใจจากทุกคน “ฉันเห็นกับตาตัวเองเลยนะ! เฉียวซินหร่วนยืนหัวร่อต่อกระซิกอยู่กับชายท่าทางภูมิฐานคนหนึ่ง ไม่รู้ว่าเป็นเถ้าแก่มาจากไหน”
“จริงหรือเหม่ยหลิง!” หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งเบิกตากว้าง “ชายคนนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร?”
“หล่อเหลา แต่งตัวดีกว่าคนในเมืองเราเยอะ!” ติงเหม่ยหลิงเสริมเชื้อไฟ “พวกเขาดูสนิทสนมกันมาก ยืนชิดกันจนแทบจะสิงร่างกันอยู่แล้ว ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ... ฉันเห็นชายคนนั้นยื่นเงินปึกใหญ่ให้เฉียวซินหร่วนด้วย!”
คำว่า ‘เงินปึกใหญ่’ ทำให้วงสนทนาฮือฮาขึ้นมาทันที
“เงินเท่าไหร่?”
ติงเหม่ยหลิงแสร้งทำเป็นลังเล “ฉันอยู่ไกล มองไม่ชัดหรอก แต่ดูจากความหนาแล้ว... อย่างน้อยต้องมีสองสามร้อยหยวนแน่ๆ! พวกเธอคิดดูสิ แค่ยืนคุยกันประเดี๋ยวเดียว ทำไมถึงได้เงินมากมายขนาดนั้น? ถ้าไม่ใช่ว่ามีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดาต่อกัน แล้วมันจะเป็นอะไรไปได้อีก!”
คำพูดชี้นำของนางได้ผลชะงัด หญิงสาวที่เคยแต่งหน้าจัดจ้านจนน่าเกลียด จู่ๆ ก็กลายเป็นคนสวยสะคราญราวกับเทพธิดา ทั้งยังหาเงินเก่งเป็นเทน้ำเทท่า เรื่องราวเหล่านี้มันช่างเหนือจริงเกินไป การผูกเรื่องให้กลายเป็นการใช้รูปโฉมแลกเงินจึงดูน่าเชื่อถือกว่ามากในสายตาของคนขี้อิจฉา
ข่าวลือแพร่กระจายไปเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง จากหนึ่งเป็นสิบ จากสิบเป็นร้อย ในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม เรื่องราวของ ‘เฉียวซินหร่วนคบชู้กับเถ้าแก่ต่างเมือง’ ก็ดังกระฉ่อนไปทั่วเขตอุตสาหกรรม
ณ ลานขนส่งสินค้าของเขตอุตสาหกรรม ชายหนุ่มร่างกำยำผิวคล้ำแดดผู้มีนามว่า ‘สือโถว’ กำลังเช็ดเหงื่อบนใบหน้าขณะตะโกนสั่งการคนงานให้ยกของขึ้นรถบรรทุก เขาคือลูกน้องคนสนิทและเป็นสหายร่วมรบของลู่จื่อเหยียน
“เร็วเข้า! ต้องออกเดินทางก่อนบ่ายโมงนะโว้ย!”
ขณะนั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียงคนงานสองสามคนที่พักเหนื่อยอยู่ไม่ไกลจับกลุ่มคุยกันอย่างออกรส
“เฮ้ ได้ยินเรื่องเมียหัวหน้าลู่รึยัง?”
“ได้ยินแล้ว! ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าหน้าตาสวยๆ แบบนั้นจะทำเรื่องน่าอายได้ลงคอ”
“ก็นั่นน่ะสิ น่าสงสารหัวหน้าลู่ชะมัด ถูกสวมหมวกเขียวใบเบ้อเริ่มโดยไม่รู้ตัว!”
ปัง!
สือโถวขว้างผ้าขี้ริ้วในมือลงพื้นเสียงดังลั่น เขาปรี่เข้าไปหาคนงานกลุ่มนั้นด้วยสีหน้าเอาเรื่อง “พวกแกพูดจาเหลวไหลอะไรกัน!”
กลุ่มคนงานเห็นสือโถวก็หน้าซีดเผือด รีบปฏิเสธพัลวัน “เปล่าๆ พวกเราก็แค่พูดไปเรื่อยเปื่อย”
“พูดไปเรื่อยเปื่อยงั้นรึ!” สือโถวคำราม “กล้าดียังไงมานินทาพี่สะใภ้ของข้าเสียๆ หายๆ! ใครเป็นคนเริ่มเรื่องนี้ บอกมาเดี๋ยวนี้!”
ด้วยบารมีของลู่จื่อเหยียนและนิสัยใจร้อนตรงไปตรงมาของสือโถว ทำให้ไม่มีใครกล้าต่อปากต่อคำด้วย สุดท้ายหนึ่งในนั้นก็ยอมปริปากบอกว่าได้ยินมาจากคนในโรงงานทอผ้า และต้นตอของข่าวลือก็คือติงเหม่ยหลิง
สือโถวแค่นเสียงเย็นชา “ติงเหม่ยหลิงอีกแล้วเรอะ! หญิงสารเลวคนนี้ยังไม่เข็ดหลาบอีกหรือไง!”
เขารู้ดีว่าติงเหม่ยหลิงมีใจให้ลู่จื่อเหยียน และเคยพยายามหาเรื่องเฉียวซินหร่วนมาแล้วครั้งหนึ่ง เขาไม่เชื่อเรื่องไร้สาระพวกนี้แม้แต่น้อย พี่สะใภ้คนที่กล้าท้าทายนักเลงและปกป้องน้องสาวสามีอย่างไม่กลัวเกรงน่ะหรือจะไปทำเรื่องน่าอับอายเช่นนั้น? ไม่มีทาง!
เมื่อคิดได้ดังนั้น สือโถวจึงรีบวิ่งหน้าตาตื่นไปยังห้องทำงานของหัวหน้าหน่วยขนส่งทันที
ภายในห้องทำงานขนาดเล็ก ลู่จื่อเหยียนกำลังก้มหน้าก้มตาตรวจสอบเอกสารใบส่งของ แสงแดดอ่อนๆ ยามบ่ายส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาขับเน้นโครงหน้าคมคายและแววตาที่มุ่งมั่นของเขาให้เด่นชัดขึ้น
“พี่ใหญ่! แย่แล้วครับ!” สือโถวพรวดพราดเข้ามาโดยไม่เคาะประตู
ลู่จื่อเหยียนเงยหน้าขึ้น ขมวดคิ้วเล็กน้อยกับท่าทีร้อนรนของลูกน้อง “มีอะไร ตื่นตูมเป็นกระต่ายไฟลนก้นไปได้”
“มีคนปล่อยข่าวลือเสียหายเกี่ยวกับพี่สะใภ้ครับ!” สือโถวกล่าวเสียงหอบ “ตอนนี้มันลือกันไปทั่วทั้งเขตอุตสาหกรรมแล้ว!”
แววตาของลู่จื่อเหยียนพลันเยียบเย็นลงในทันที บรรยากาศในห้องกดดันลงถนัดตา “ว่ามา”
สือโถวเล่าเรื่องราวที่ได้ยินมาทั้งหมดให้ฟังอย่างละเอียด ตั้งแต่เรื่องที่เฉียวซินหร่วนสนิทสนมกับชายแปลกหน้า ไปจนถึงการรับเงินก้อนโต พร้อมทั้งย้ำเสียงหนักแน่นว่าตนเชื่อว่าทั้งหมดเป็นฝีมือของติงเหม่ยหลิงที่จงใจใส่ร้ายป้ายสี
“พี่ใหญ่ พี่ต้องเชื่อผมนะ! พี่สะใภ้ไม่มีทางทำเรื่องแบบนั้นเด็ดขาด! ยัยงูพิษติงเหม่ยหลิงนั่นมันจ้องจะทำลายพี่สะใภ้เพื่อเข้ามาแทนที่อยู่แล้ว!”
ลู่จื่อเหยียนนั่งนิ่งไม่ไหวติง ใบหน้าของเขายังคงเรียบเฉยราวน้ำแข็งพันปี แต่ภายในดวงตาสีนิลคู่นั้นกลับมีระลอกคลื่นแห่งความสับสนปะทุขึ้นอย่างรุนแรง
ภาพของเฉียวซินหร่วนคนเก่ายังคงติดอยู่ในความทรงจำ... ผู้หญิงที่ทำทุกอย่างได้เพื่อเงิน เพื่อน้องชายและครอบครัวเดิมของนาง แต่ภาพของเฉียวซินหร่วนคนใหม่ก็ซ้อนทับขึ้นมา... ผู้หญิงที่ทวงเงินคืนจากน้องชายอย่างเด็ดขาด ผู้หญิงที่มีสายตาใสกระจ่างยามทำข้อตกลงกับเขา ผู้หญิงที่เริ่มทำมาหากินด้วยลำแข้งของตัวเอง
คนงานที่อยู่นอกห้องเริ่มชะเง้อมองเข้ามาด้วยความอยากรู้อยากเห็น ทุกสายตากำลังจับจ้องมาที่เขา รอคอยปฏิกิริยาของผู้ชายที่ถูกกล่าวหาว่า ‘ถูกสวมหมวกเขียว’
สือโถวมองหน้าผู้เป็นนายด้วยใจระทึก เขาภาวนาให้ลู่จื่อเหยียนไม่หลงเชื่อคำยุยงเหล่านั้น
ในที่สุด ลู่จื่อเหยียนก็ขยับตัว เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาร่างสูงใหญ่ของเขาทอดทับลงบนโต๊ะทำงาน สร้างแรงกดดันอย่างมหาศาล เขาปรายตามองออกไปนอกห้องทำงาน กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาจนคนฟังขนลุกเกรียว
“ลมปากคน เชื่อถือไม่ได้”
เขาหันไปหาสือโถว “ข้าจะไปที่ตลาดเสรีเอง งานที่เหลือ ฝากเจ้าจัดการด้วย”
สิ้นคำพูดนั้น ลู่จื่อเหยียนก็ก้าวเดินออกจากห้องไปทันทีโดยไม่หันกลับมามองอีก ท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคนที่ได้ยิน เขาไม่ตะโกนด่าทอ ไม่แสดงความโกรธเกรี้ยว มีเพียงความสงบนิ่งอันน่าสะพรึงกลัว กับแววตาที่มุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวราวกับพญาเหยี่ยวที่กำลังจะโผบินไปพิสูจน์ความจริงด้วยตาของตนเอง