ไก่ป่าหลงกล
แสงจันทร์สาดส่องลงมาอาบไล้ขบวนอพยพที่เหนื่อยล้า กลิ่นหอมหวานของมันเทศเผาจางหายไปในอากาศแล้ว ทว่าความอบอุ่นที่หลงเหลืออยู่ในท้องยังคงช่วยปลอบประโลมครอบครัวเจียงต้าฝูได้เป็นอย่างดี
เสิ่นอวี้จู๋ลูบศีรษะบุตรสาวคนเล็กที่หลับใหลอยู่บนตัก พลางมองไปยังเจียงหว่านหนิงด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความกังวลระคนภาคภูมิใจ มันเทศไม่กี่หัวไม่อาจประทังชีวิตไปได้ตลอดรอดฝั่ง เมื่อไม่ต้องพึ่งพาเสบียงจากบ้านหลักแล้ว หนทางข้างหน้าของพวกเขายิ่งมืดมนลงทุกขณะ
เจียงหว่านหนิงรับรู้ถึงสายตาของมารดา นางเพียงยิ้มบางเบาให้ "ท่านแม่พักผ่อนเถิดเจ้าค่ะ พรุ่งนี้เรายังมีหนทางต้องเดินอีกไกล"
นางกล่าวเช่นนั้น แต่ในใจกลับครุ่นคิดอย่างหนัก มันเทศเป็นเพียงอาหารแก้ขัด แต่ร่างกายที่อ่อนล้าจากการเดินทางต้องการโปรตีนและไขมันเพื่อฟื้นฟูพละกำลัง สายตาของนางกวาดมองไปยังป่าละเมาะข้างทางที่มืดสนิทใต้เงาจันทร์ ความคิดหนึ่งพลันผุดวาบขึ้นในสมอง
รุ่งอรุณของวันถัดมา ขณะที่ทุกคนยังคงหลับใหลอยู่ในห้วงนิทรา เจียงหว่านหนิงก็ลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบ นางหยิบกระบอกไม้ไผ่เปล่าและมีดสั้นที่เหน็บไว้ข้างเอว แล้วเดินหายลับเข้าไปในป่า ท่ามกลางสายหมอกยามเช้าที่หนาวเย็น
นางเดินลึกเข้าไปจนแน่ใจว่าพ้นจากสายตาของผู้คนแล้ว จึงหยุดยืนนิ่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ จิตของนางจมดิ่งลงสู่มิติส่วนตัวอย่างรวดเร็ว ในครั้งนี้ นางไม่ได้มุ่งไปยังโกดังเสบียง แต่กลับตรงไปยังบ่อน้ำพุวิญญาณที่ส่งไอละอองเย็นสดชื่นออกมา
เจียงหว่านหนิงไม่ได้ตักน้ำขึ้นมาดื่ม นางเพียงใช้นิ้วชี้จุ่มลงไปในน้ำพุให้เปียกชื้น ก่อนจะถอนจิตออกมาจากมิติอย่างรวดเร็ว จากนั้นนางจึงเด็ดใบไม้สีเขียวสดใบใหญ่ที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด แล้วใช้นิ้วที่เปียกน้ำพุวิญญาณนั้นลูบไล้หยาดน้ำใสกิ๊งลงบนผิวใบไม้จนทั่ว
นางวางใบไม้ใบนั้นลงบนพื้นดินโล่งๆ ที่มองเห็นได้ชัดเจน ก่อนจะถอยกลับไปซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้หนาทึบอย่างใจเย็น นางนั่งขัดสมาธิเงียบเชียบ กักเก็บลมหายใจของตนให้สงบนิ่งที่สุด ดวงตาคมกริบจับจ้องไปยังใบไม้ที่เป็นเหยื่อล่อไม่วางตา
เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม...
ทันใดนั้น เสียงกรอบแกรบของใบไม้แห้งก็ดังขึ้น ไก่ป่าตัวหนึ่งปรากฏตัวขึ้นที่ชายป่า มันมีขนสีสันสดใสสะดุดตา ที่น่าประหลาดใจที่สุดคือรูปร่างของมันที่อ้วนท้วนสมบูรณ์ผิดกับสภาพแวดล้อมที่แห้งแล้งรอบกายโดยสิ้นเชิง
จมูกของมันขยับสูดฟุดฟิด ราวกับได้กลิ่นอันน่าอภิรมย์ที่ไม่อาจต้านทานได้ ในไม่ช้ามันก็เดินตรงมายังใบไม้ที่เจียงหว่านหนิงวางล่อไว้ ดวงตาของมันจับจ้องอยู่ที่หยาดน้ำค้างใสสะอาดบนใบไม้ ประหนึ่งว่านั่นคือสมบัติล้ำค่าที่สุดในโลกหล้า
ไก่ป่าก้มลงจิกเลียหยาดน้ำพุวิญญาณบนใบไม้อย่างตะกรุมตะกราม ลืมสิ้นซึ่งสัญชาตญาณระวังภัยที่สัตว์ป่าพึงมี
นี่คือโอกาส!
เจียงหว่านหนิงไม่ลังเลแม้แต่น้อย มือของนางคว้าก้อนหินขนาดพอเหมาะที่เตรียมไว้ข้างตัวขึ้นมาอย่างแผ่วเบา นางเล็งเป้าหมายไปยังส่วนหัวของไก่ป่าอย่างแม่นยำ ก่อนจะรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีขว้างออกไปสุดกำลัง
ฟุ่บ! เผละ!
ก้อนหินพุ่งแหวกอากาศเข้ากระทบเป้าหมายอย่างจัง ไก่ป่าเคราะห์ร้ายร้องเสียงหลงสั้นๆ ก่อนจะล้มฟุบลงไปนอนแน่นิ่งบนพื้นดินทันที
เจียงหว่านหนิงรออีกอึดใจหนึ่งเพื่อให้แน่ใจว่ามันสลบสนิทแล้วจริงๆ จึงค่อยๆ ย่องออกมาจากที่ซ่อน นางใช้เชือกป่านที่เตรียมมามัดขาทั้งสองของมันไว้อย่างแน่นหนา ก่อนจะหิ้วมันพาดบ่าแล้วมุ่งหน้ากลับไปยังที่พักของครอบครัวโดยไม่รีรอ
เมื่อเจียงต้าฝูและเสิ่นอวี้จู๋เห็นบุตรสาวเดินกลับมาพร้อมกับไก่ป่าตัวอ้วนพี ก็ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงระคนยินดี "หว่าน...หว่านหนิง นี่เจ้า..."
"ข้าโชคดีเจอตอนเข้าไปหาฟืนเจ้าค่ะ" เจียงหว่านหนิงตอบสั้นๆ ขณะวางร่างไก่ป่าลง นางไม่ต้องการอธิบายอะไรให้มากความ
เจียงต้าฝูมองไก่ป่าแล้วมองบุตรสาวสลับกัน ความรู้สึกซับซ้อนฉายชัดในดวงตา บุตรสาวของเขาเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ จากเด็กสาวที่อ่อนแอและต้องคอยพึ่งพิง มาบัดนี้กลับกลายเป็นเสาหลักที่แข็งแกร่งที่สุดของบ้าน
เจียงหว่านหนิงไม่ปล่อยให้เวลาสูญเปล่า นางหยิบมีดสั้นออกมาแล้วลงมือชำแหละไก่ป่าอย่างคล่องแคล่ว ท่าทางของนางชำนาญราวกับเคยทำมานับครั้งไม่ถ้วน สร้างความประหลาดใจให้แก่บิดามารดาอีกครั้ง นางจัดการทุกอย่างอย่างรวดเร็วและสะอาดสะอ้าน ก่อนจะนำเนื้อไก่ที่เลาะได้ไปล้างในลำธารจนสะอาด แล้วนำมาใส่หม้อดินใบเล็กของครอบครัว เติมน้ำจนเกือบเต็มแล้วยกขึ้นตั้งบนกองไฟทันที
ไม่นานนัก กลิ่นหอมหวนของเนื้อไก่ต้มก็เริ่มลอยฟุ้งออกมาจากหม้อดิน เป็นกลิ่นที่เข้มข้นและยั่วยวนใจอย่างรุนแรง มันแทรกซึมไปทั่วทั้งบริเวณที่พักของขบวนอพยพ ปลุกสัญชาตญาณความหิวโหยของผู้คนที่อดอยากมานานหลายวันให้ตื่นขึ้น
ชาวบ้านหลายคนหยุดชะงักกิจกรรมที่ทำอยู่ จมูกของพวกเขาขยับสูดกลิ่นโดยอัตโนมัติ สายตาทุกคู่หันมายังกองไฟเล็กๆ ของครอบครัวเจียงต้าฝูเป็นตาเดียว เสียงกลืนน้ำลายดังเอื๊อกอ๊ากให้ได้ยินเป็นระยะๆ แววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้า
อย่างไรก็ตาม ไม่มีผู้ใดกล้าก้าวเข้ามาใกล้หรือเอ่ยปากขอแบ่งแม้แต่คนเดียว ภาพของเจียงหว่านหนิงที่ยืนเผชิญหน้ากับหม่าชุนฮวาอย่างไม่เกรงกลัว ภาพของนางที่สู้กับเจียงจื่อเป่าจนอีกฝ่ายร้องไห้หนีกลับไป ยังคงติดตาตรึงใจพวกเขาอยู่ไม่หาย เด็กสาวผู้นี้แม้จะดูบอบบาง แต่ดวงตาของนางกลับมีความเด็ดเดี่ยวและเย็นชาเกินวัย ไม่มีใครอยากจะหาเรื่องใส่ตัว
แต่ทว่า...ในมุมหนึ่งของค่ายพัก ดวงตาที่เต็มไปด้วยความริษยาและละโมบกำลังจับจ้องมายังหม้อซุปไก่ที่ส่งไออุ่นกรุ่น หวังชุ่ยเจียวและเจียงหว่านชิวกลืนน้ำลายฝืดๆ ลงคอ กลิ่นเนื้อที่หอมหวนราวกับกำลังเย้ยหยันแป้งจี่แข็งกระด้างในมือของพวกนาง
"ท่านแม่ดูนังเด็กนั่นสิเจ้าคะ! มันไปเอาไก่มาจากที่ใดกัน!" เจียงหว่านชิวเขย่าแขนหวังชุ่ยเจียวอย่างไม่พอใจ "พวกเราต้องกินแป้งแข็งๆ แต่มันกลับได้กินซุปไก่ร้อนๆ!"
หวังชุ่ยเจียวขบกรามแน่น ดวงตาของนางลุกวาบด้วยเปลวไฟแห่งความอิจฉา นางเหลือบมองไปยังหม่าชุนฮวาที่นั่งหน้าดำคร่ำเครียดอยู่ข้างกองไฟ ก่อนจะตัดสินใจอะไรบางอย่างได้
นางลุกพรวดขึ้น ปัดเศษแป้งออกจากเสื้อผ้า แล้วกล่าวกับบุตรสาวด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม "ไปกับแม่! ไปทวงความกตัญญูจากพวกมัน!"