ตัดเสบียง
ท่ามกลางความเงียบงันที่เย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง คำประกาศิตของหม่าชุนฮวาดังก้องสะท้อนอยู่ในโสตประสาทของทุกคน เปลวไฟในกองกลางสาดแสงวูบไหว ขับเน้นให้ใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยโทสะของนางยิ่งดูน่าสะพรึงกลัว
"ท่านแม่!"
เสียงที่แหบพร่าและสั่นเครือดังขึ้นทำลายความเงียบ เจียงต้าฝูถลาไปคุกเข่าลงเบื้องหน้ามารดา ใบหน้าซื่อตรงของเขาบัดนี้ซีดขาวราวกับกระดาษชุบแป้งเปียก "ท่านแม่ โปรดเมตตาด้วย! หว่านหนิงยังเด็ก มันเพียงพูดจาพลั้งเผลอไปเท่านั้น ขอท่านแม่โปรดอย่าถือสาเลย!"
หม่าชุนฮวาเหลือบมองบุตรชายด้วยหางตาเย็นชา "เด็กรึ? เด็กที่ไหนกล้าขู่จะโยนลูกพี่ลูกน้องให้หมาป่ากิน! ต้าฝู! เจ้าดูให้ดีเถิด นี่คือบุตรสาวที่ดีที่เจ้าเลี้ยงมา! มันไม่ใช่แค่ไม่กตัญญูต่อข้า แต่มันยังคิดจะเข่นฆ่าสายเลือดของตระกูลเจียง!"
"ไม่ใช่นะขอรับ ท่านแม่..." เจียงต้าฝูพยายามแก้ต่าง แต่น้ำเสียงของเขากลับอ่อนแรงลงทุกขณะ "หว่านหนิงเพียงแค่ปกป้องน้องๆ เท่านั้น จื่อเป่าเขา..."
"หุบปาก!" หม่าชุนฮวาตวาดลั่นจนร่างของเจียงต้าฝูสะดุ้ง "ปกป้องน้องรึ? แล้วจื่อเป่าไม่ใช่หลานของข้ารึ! เขาเป็นหลานชายคนโตของบ้านหลัก เป็นแก้วตาดวงใจของข้า! นังเด็กเหลือขอนั่นทำร้ายจิตใจหลานรักของข้าปานนี้ เจ้ายังจะกล้าแก้ตัวให้มันอีกหรือ!"
นางชี้ไปยังเจียงหว่านหนิงที่ยืนสงบนิ่งอยู่ด้านหลัง "ข้าจะบอกให้เจ้ารู้ ต้าฝู! ที่ครอบครัวเจ้าต้องตกอยู่ในสภาพนี้ก็เพราะนังตัวหายนะนี่! ตั้งแต่มันฟื้นขึ้นมา ก็มีแต่เรื่องวุ่นวายไม่หยุดหย่อน! หากเจ้ายังเห็นข้าเป็นแม่ของเจ้าอยู่ ก็จงลากตัวมันมาโขกศีรษะขอขมาหลานรักของข้าเสีย!"
เจียงต้าฝูก้มหน้านิ่งงัน ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความขมขื่นที่อัดแน่นในอก เขารู้ดีว่าสิ่งที่มารดาเรียกร้องนั้นเป็นไปไม่ได้ และถึงแม้เป็นไปได้ เขาก็ไม่อาจทำร้ายจิตใจบุตรสาวของตนเองได้อีกแล้ว ความกตัญญูที่เคยยึดถือมาตลอดชีวิต บัดนี้มันช่างหนักอึ้งและเชือดเฉือนหัวใจของเขายิ่งนัก
ขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดจนแทบระเบิด เจียงหว่านหนิงก็ก้าวออกมาข้างหน้าอย่างช้าๆ นางยื่นมือไปพยุงบิดาให้ลุกขึ้นยืนพลางปัดฝุ่นดินที่หัวเข่าให้เขาอย่างแผ่วเบา ท่วงท่าของนางสงบนิ่งราวกับผืนน้ำในบ่อร้าง ปราศจากความหวาดหวั่นหรือร้อนรนใดๆ
"ท่านพ่อ ท่านไม่ต้องขอร้องผู้ใดอีกแล้ว" น้ำเสียงของนางเรียบสนิท แต่กลับแฝงไว้ด้วยอำนาจที่ทำให้ผู้คนต้องหยุดฟัง
นางหันไปเผชิญหน้ากับหม่าชุนฮวาโดยตรง มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่เย็นเยียบ "ท่านย่าพูดได้ถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ ในเมื่อท่านไม่เต็มใจจะให้ พวกเราบ้านรองก็ไม่บังควรจะรับ"
คำพูดนั้นทำให้หม่าชุนฮวาชะงักไปครู่หนึ่ง นางขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ "เจ้าหมายความว่าอย่างไร?"
เจียงหว่านหนิงยืดตัวตรง ดวงตาคมกริบสบตากับหญิงชราอย่างไม่เกรงกลัว ก่อนจะประกาศด้วยน้ำเสียงที่ดังฟังชัดไปทั่วทั้งลาน "ข้า เจียงหว่านหนิง ในฐานะบุตรสาวคนโตของบ้านรอง ขอประกาศไว้ ณ ที่นี้...นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ครอบครัวของเจียงต้าฝู จะไม่ขอรับส่วนแบ่งเสบียงอาหารจากบ้านหลักอีกแม้แต่เมล็ดเดียว!"
สิ้นเสียงประกาศ ความโกลาหลระลอกใหม่ก็ปะทุขึ้นในหมู่ผู้คน แต่เจียงหว่านหนิงยังคงกล่าวต่อไปโดยไม่หยุดพัก "พวกเราจะหาอาหารประทังชีวิตด้วยสองมือของเราเอง และอาหารทุกคำที่พวกเราหามาได้ ก็จะไม่มีวันแบ่งปันไปให้ผู้ใดที่ไม่ใช่คนในครอบครัวของเราเช่นกัน!"
นี่คือการประกาศแยกตัวอย่างเป็นทางการ!
ใบหน้าของหม่าชุนฮวาแปรเปลี่ยนจากแดงเป็นเขียว จากเขียวเป็นม่วงคล้ำ นางนึกว่าการตัดเสบียงจะบีบให้ครอบครัวนี้ยอมคุกเข่าอ้อนวอน แต่นางคิดผิดถนัด นังเด็กนี่ไม่เพียงไม่กลัว แต่ยังกล้าใช้คำพูดของนางมาตบหน้านางกลับอย่างเจ็บแสบ!
"ดี! ดีมาก!" หม่าชุนฮวาเค้นเสียงลอดไรฟัน "ในเมื่อเจ้าปากดีถึงเพียงนี้ ข้าก็จะรอดูว่าพวกเจ้าจะเอาชีวิตรอดไปได้สักกี่น้ำ! อย่าหาว่าข้าใจร้ายก็แล้วกัน!"
พูดจบนางก็สะบัดแขนเสื้อเดินกลับไปยังที่พักของบ้านหลักอย่างฉุนเฉียว หวังชุ่ยเจียวและเจียงหว่านชิวรีบเดินตามไปติดๆ ไม่วายหันมาส่งสายตาเย้ยหยันให้ครอบครัวของเจียงหว่านหนิงเป็นครั้งสุดท้าย
เมื่อสิ้นสุดการเผชิญหน้า เจียงต้าฝูก็ทรุดกายนั่งลงบนพื้นอย่างหมดแรง สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความทุกข์ระทมและสิ้นหวัง เสิ่นอวี้จู๋ที่ประคองเจียงหว่านชิงอยู่ก็มีใบหน้าซีดเผือด น้ำตาคลอหน่วยด้วยความกังวล
"หว่านหนิง...ลูกแม่..." นางเอ่ยเสียงสั่น "แล้วเราจะทำอย่างไรกันต่อดี"
เจียงหว่านหนิงเดินเข้าไปกอดบ่ามารดาและบิดาไว้แน่น "ท่านพ่อ ท่านแม่ ไม่ต้องเป็นห่วงนะเจ้าคะ ข้าเตรียมการไว้แล้ว"
นางประคองทั้งสองคนกลับไปยังมุมพักพิงเล็กๆ ของครอบครัว จากนั้นจึงหันไปกระซิบกับเจียงจื่อเซวียนที่ยืนหน้าเครียดอยู่ข้างๆ "จื่อเซวียน เฝ้าน้องไว้ดีๆ อย่าให้ใครเข้ามาใกล้"
น้องชายพยักหน้ารับคำอย่างแข็งขัน ดวงตาของเขาฉายแววมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เจียงหว่านหนิงอาศัยความมืดและความชุลมุนวุ่นวายของผู้คนรอบข้าง นางแสร้งทำเป็นจัดข้าวของในห่อสัมภาระที่แทบจะว่างเปล่า มือข้างหนึ่งล้วงเข้าไปในห่อผ้า ขณะที่จิตของนางจมลึกลงสู่มิติลับส่วนตัวอย่างรวดเร็ว
ในโกดังเสบียงที่อุดมสมบูรณ์ นางไม่ได้หยิบข้าวสารหรือเนื้อแห้งออกมาให้เป็นที่น่าสงสัย แต่เลือกหยิบมันเทศหัวขนาดกำลังดีที่เปลือกยังเปื้อนดินออกมาสามสี่หัว มันเป็นของที่นางแอบนำเข้าไปเก็บไว้ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่ได้มิติมา
นางกำมันเทศไว้ในห่อผ้าแล้วดึงมือออกมาอย่างแนบเนียน ก่อนจะหันไปพูดกับครอบครัวด้วยรอยยิ้ม "ดูสิเจ้าคะ ข้ายังมีมันเทศที่แอบซ่อนไว้อยู่เลย นี่เป็นส่วนที่ข้าเก็บไว้เผื่อฉุกเฉินโดยเฉพาะ"
เสิ่นอวี้จู๋และเจียงต้าฝูเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจระคนดีใจ แม้จะรู้ว่าบุตรสาวมีความลับ แต่การได้เห็นอาหารปรากฏขึ้นตรงหน้าในยามที่สิ้นหวังที่สุด ก็ทำให้ความหวาดวิตกในใจของพวกเขาคลายลงไปได้มาก
เจียงหว่านหนิงไม่รอช้า นางใช้เศษไม้เขี่ยกองเถ้าถ่านที่ยังร้อนระอุอยู่ข้างๆ ที่พักจนเป็นโพรง แล้วฝังมันเทศลงไป ก่อนจะกลบด้วยเถ้าถ่านร้อนๆ อีกชั้นหนึ่ง "รอสักครู่นะเจ้าคะ เดี๋ยวเราจะได้กินมันเทศเผาหอมๆ กัน"
นางรินน้ำจากกระบอกไม้ไผ่ส่งให้ทุกคนดื่ม น้ำในกระบอกนั้นแน่นอนว่าได้หยดน้ำพุวิญญาณลงไปผสมเล็กน้อยเพื่อช่วยฟื้นฟูกำลังและปลอบประโลมจิตใจที่ตื่นตระหนกของทุกคน
ไม่นาน กลิ่นหอมหวานของมันเทศเผาก็ลอยฟุ้งออกมาจากกองเถ้าถ่าน เป็นกลิ่นหอมที่เปรียบประดุจแสงสว่างท่ามกลางความมืดมิด
ณ อีกฟากหนึ่งของกองไฟ หม่าชุนฮวาที่กำลังเคี้ยวแป้งจี่แข็งๆ อย่างฝืดคอพลันชะงักงัน จมูกของนางขยับสูดกลิ่นหอมที่ลอยมาตามลม ดวงตาที่หรี่มองไปยังมุมมืดของครอบครัวบ้านรอง พลันลุกวาบขึ้นด้วยเปลวไฟแห่งความเกลียดชังและสงสัยระคนกัน
นังเด็กนั่น...มันไปเอาอาหารมาจากที่ใดกัน