ตอนที่ 1

***บทที่ 1: ตื่นขึ้นในกระท่อมร้างกับญาติหน้าเลือด***

ความหนาวเย็นเสียดแทงคือความรู้สึกแรกที่เสิ่นโหรวเจียสัมผัสได้ มันแทรกซึมผ่านเสื้อผ้าฝ้ายหยาบกระด้างเข้ามาในทุกอณูของร่างกาย พร้อมกับความเจ็บปวดระบมไปทั่วทุกข้อกระดูกราวกับเพิ่งถูกทุบตีมาอย่างสาหัส

นางพยายามลืมตาขึ้น เปลือกตาหนักอึ้งราวกับมีหินถ่วงไว้ ภาพเบื้องหน้าพร่าเลือน ก่อนจะค่อยๆ ปรับความคมชัด เผยให้เห็นขื่อคานไม้ที่ดำทะมึนไปด้วยเขม่าควันและหยากไย่ที่เกาะกันเป็นแผงหนา

ที่นี่...ที่ไหนกัน?

นางขยับตัวอย่างยากลำบาก ความเจ็บแปลบแล่นปราดจากแผ่นหลังสู่ศีรษะ พลันนั้นเอง ความทรงจำที่ไม่ใช่ของตนก็หลั่งไหลเข้าสู่ห้วงสมองราวกับเขื่อนแตก!

ภาพของเด็กสาวนาม ‘เสิ่นโหรวเจีย’ เจ้าของร่างนี้ปรากฏขึ้น...ภาพบิดามารดาที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดินถล่ม...ภาพลุงใหญ่เสิ่นต้าฝูและป้าสะใภ้หวังชุ่ยเจียวที่เข้ามาปลอบโยนด้วยใบหน้าเปี่ยมเมตตา ก่อนจะฮุบเอาที่นาผืนสุดท้ายและบ้านหลังเดิมไปเป็นของตน อ้างว่าเพื่อดูแลนางในฐานะเด็กกำพร้า...จากนั้นก็ขับไล่นางออกมาอยู่ที่กระท่อมท้ายหมู่บ้านหลังนี้ ทิ้งไว้เพียงหม้อเหล็กขึ้นสนิมใบหนึ่งกับข้าวสารติดก้นไห...และสุดท้ายคือภาพที่นางล้มป่วยด้วยความหนาวและความหิวโหย สิ้นใจไปอย่างเงียบเชียบเพียงลำพัง

เสิ่นโหรวเจียในภพนี้...ตายไปแล้ว!

เสิ่นโหรวเจียในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดถอนหายใจยาว นางคือเชฟหญิงระดับมิชลินผู้โด่งดัง คืนก่อนยังกำลังฉลองให้กับรางวัลล่าสุดอยู่แท้ๆ เพียงแต่เกิดอุบัติเหตุไฟฟ้าลัดวงจรในครัว...แล้วเหตุใดจึงมาตื่นขึ้นในร่างของเด็กสาวผู้น่าสงสารคนนี้ได้!

"แค่กๆ!"

นางไอออกมาอย่างรุนแรง ลำคอแห้งผากราวกับกระดาษทราย ความหิวโหยกัดกินกระเพาะจนปวดแสบปวดร้อนไปหมด นางต้องหาอะไรกิน...ต้องเอาชีวิตรอดให้ได้! นี่คือความคิดแรกที่ผุดขึ้นในหัวของเชฟมือหนึ่ง

แอ๊ด...

เสียงประตูไม้ผุพังที่ส่งเสียงเสียดสีบาดหูดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของสตรีร่างท้วมในชุดผ้าเนื้อดีกว่าเจ้าของร่างหลายเท่านางหนึ่ง นางคือหวังชุ่ยเจียว ป้าสะใภ้ใจดำผู้นั้น!

หวังชุ่ยเจียวกวาดตามองไปทั่วกระท่อมอันว่างเปล่าด้วยสายตาดูแคลน ก่อนจะหยุดลงที่ร่างของเสิ่นโหรวเจียที่นอนซมอยู่บนเตียงฟางแข็งๆ

"นึกว่าตายไปแล้วเสียอีก ช่างอึดเสียจริงนะ" นางแค่นเสียงเย็นชา "ข้ามาดูว่าเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง...ดูท่าคงไม่รอดพ้นคืนนี้เป็นแน่"

เสิ่นโหรวเจียข่มความเจ็บปวดและโทสะไว้ในใจ จ้องมองการกระทำของอีกฝ่ายเงียบๆ

หวังชุ่ยเจียวไม่ได้สนใจ ‘หลานสาว’ ที่กำลังจะตายแม้แต่น้อย สายตาของนางจับจ้องไปยังมุมครัว ที่นั่นมีหม้อเหล็กใบเล็กวางคว่ำอยู่ มันเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายที่ครอบครัวนี้มี

"ไหนๆ เจ้าก็ไม่รอดแล้ว หม้อเหล็กใบนี้นับว่าน่าเสียดาย ปล่อยทิ้งไว้ให้ขึ้นสนิมก็เปล่าประโยชน์ เอาไปให้บ้านข้าใช้ยังจะดีกว่า" พูดจบนางก็เดินดุ่มๆ ตรงไปยังหม้อเหล็กทันที

ในเสี้ยววินาทีนั้น สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของเสิ่นโหรวเจียก็พลุ่งพล่านขึ้นมา!

นั่นคือเครื่องมือทำมาหากินชิ้นสุดท้ายของนาง! ในฐานะเชฟ จะไม่มีเครื่องครัวได้อย่างไร!

"หยุดนะ!" เสียงที่เปล่งออกมาแหบพร่าและเบาหวิว แต่มันแฝงไปด้วยอำนาจบางอย่างที่ทำให้หวังชุ่ยเจียวชะงักไปชั่วครู่

"อะไรของเจ้า? เด็กเหลือขอ! ยังมีแรงปากดีอีกรึ!" หวังชุ่ยเจียวหันขวับมาตวาดแว๊ด

เสิ่นโหรวเจียใช้แรงทั้งหมดที่มี พยุงตัวเองลุกขึ้นจากเตียงฟาง นางก้าวโซซัดโซเซไปยังโต๊ะเล็กๆ ข้างครัว คว้าบางสิ่งขึ้นมาด้วยแรงเฮือกสุดท้าย!

มันคือมีดทำครัวที่ขึ้นสนิมเล็กน้อยด้ามหนึ่ง!

ประกายเย็นเยียบวูบผ่านดวงตาของเสิ่นโหรวเจีย นางไม่ได้ชี้ปลายมีดไปที่หวังชุ่ยเจียว แต่กลับจ่อมันเข้าที่ลำคอของตัวเองอย่างแช่มช้า

"ท่านป้าใหญ่" นางเรียกด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นจนน่าขนลุก "หากท่านก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว หรือแตะต้องหม้อใบนั้น ข้าจะเชือดคอตัวเองให้ตายตรงนี้!"

หวังชุ่ยเจียวเบิกตากว้าง อ้าปากค้างอย่างตกตะลึง นางไม่คิดว่าเด็กสาวที่ใกล้ตายผู้นี้จะกล้าทำถึงเพียงนี้

"เจ้า...เจ้าบ้าไปแล้วรึ!"

"ข้าไม่ได้บ้า" เสิ่นโหรวเจียยิ้มหยัน "แต่คนใกล้ตายย่อมไม่กลัวอะไรอยู่แล้วมิใช่หรือ? หากข้าตายในกระท่อมหลังนี้ โดยมีท่านป้าใหญ่เป็นคนสุดท้ายที่พบเห็น...ท่านลองทายสิว่าผู้ใหญ่บ้านจะเชื่อคำพูดของท่านหรือไม่? โดยเฉพาะเมื่อท่านลุงใหญ่เพิ่งจะ 'รับฝาก' ที่นาของบ้านข้าไปดูแล"

นางจงใจเน้นคำว่า 'รับฝาก' อย่างหนักหน่วง

คำพูดนี้ราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจของหวังชุ่ยเจียว!

เรื่องที่สามีของนางใช้เล่ห์กลหลอกเอาที่นาและโฉนดบ้านของเด็กกำพร้ามานั้นเป็นเรื่องจริง! หากเสิ่นโหรวเจียตายอย่างมีเงื่อนงำในตอนนี้จริง ชาวบ้านจะต้องสงสัยพวกเขาเป็นอันดับแรก ชื่อเสียงของสามีที่กำลังเตรียมตัวสอบเป็นบัณฑิตจะต้องพังพินาศย่อยยับ!

"ท่านป้าใหญ่คงไม่อยากให้เรื่องเล็กน้อยเช่นหม้อเหล็กใบเดียว ไปทำลายอนาคตอันรุ่งโรจน์ของท่านลุงใหญ่ใช่หรือไม่?" เสิ่นโหรวเจียรุกต่ออย่างไม่ปรานี "ที่ดินผืนที่กระท่อมนี้ตั้งอยู่ก็ยังเป็นชื่อของบิดาข้า...หากเกิดเรื่องอัปมงคลขึ้นมา เกรงว่าที่ดินผืนนี้ก็จะกลายเป็นที่ดินต้องสาป ขายไม่ได้ราคาไปเสียเปล่าๆ"

ทุกคำพูดของเสิ่นโหรวเจียแทงตรงจุดอ่อนของหวังชุ่ยเจียวอย่างแม่นยำ!

สตรีหน้าเลือดผู้นี้มองหน้าหลานสาวนอกคอกด้วยสายตาเหลือเชื่อ นางไม่เข้าใจว่าเด็กสาวโง่งมที่เคยเอาแต่ร้องไห้คนนั้น หายไปไหนเสียแล้ว! เด็กตรงหน้านี้...สายตาคู่นั้น...มันช่างเฉียบคมและน่าหวาดหวั่นเกินไป!

"เจ้า...เจ้าคนอกตัญญู! เลี้ยงไม่เชื่อง!" หวังชุ่ยเจียวสบถออกมาได้เพียงเท่านั้น นางรู้ดีว่าวันนี้ตนเองพ่ายแพ้แล้ว

นางสะบัดหน้าพรืด เดินกระทืบเท้าปึงปังออกจากกระท่อมไป ทิ้งท้ายไว้ด้วยคำขู่ "ข้าจะรอดูว่าเจ้าจะอวดดีไปได้อีกกี่น้ำ!"

ปัง!

เมื่อประตูถูกกระแทกปิดลง เสิ่นโหรวเจียก็ทรุดกายลงกับพื้นทันที เรี่ยวแรงทั้งหมดมลายหายไปในพริบตา มีดทำครัวในมือหลุดร่วงลงพื้นเสียงดังเคร้ง

นางหอบหายใจอย่างหนักหน่วง เหงื่อกาฬไหลท่วมตัว แม้จะขับไล่ญาติหน้าเลือดไปได้ แต่สถานการณ์ของนางยังคงเลวร้ายถึงขีดสุด

ท้องของนางส่งเสียงร้องประท้วงดังก้องไปทั่วกระท่อมอันเงียบงัน ความหิวโขมดลอยขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอจนแทบขาดใจ นางต้องหาอะไรกิน...เดี๋ยวนี้!

สายตาของนางกวาดไปทั่วกระท่อมที่ว่างเปล่า...มีเพียงฟืนเปียกชื้นไม่กี่ท่อน ข้าวสารหยิบมือ และ...มีดทำครัวที่ตกอยู่บนพื้น

ในวินาทีที่นางเอื้อมมือไปจะหยิบมีดขึ้นมานั้นเอง ความอ่อนล้าและความหิวโหยก็เข้าจู่โจมจนสติเลือนลาง นางรู้สึกราวกับจิตวิญญาณจะหลุดออกจากร่าง ในห้วงความคิดสุดท้ายก่อนสติจะดับวูบ นางได้แต่อ้อนวอนในใจ ‘ใครก็ได้...ช่วยข้าที...ขอแค่น้ำซุปร้อนๆ สักชามก็ยังดี...’

ฉับพลันนั้นเอง นางกลับรู้สึกถึงความว่างเปล่าอันประหลาดที่เชื่อมโยงกับจิตสำนึกของนางโดยตรง มันเป็นห้วงมิติที่กว้างใหญ่ไพศาลและเงียบสงัด...ราวกับโกดังเก็บของที่ว่างเปล่า...

แล้วทุกอย่างก็ดับมืดลง ทิ้งไว้เพียงเสียงลมหายใจรวยรินของหญิงสาว กับความหิวโหยที่ยังคงกัดกินร่างกายและจิตใจของนางอย่างไม่หยุดยั้ง รอคอยการตัดสินของโชคชะตาในรุ่งอรุณของวันใหม่...