ตอนที่ 10
***บทที่ 10: พ่อค้าเขียงหมูใจซื่อ***
เสียงทุ้มต่ำทรงพลังนั้นเปรียบดั่งสายฟ้าฟาดลงกลางตลาดที่กำลังวุ่นวาย หยุดทุกการเยาะเย้ยและสายตาดูแคลนที่พุ่งตรงมายังสองนายบ่าว พ่อค้าหน้าเลือดที่กำลังตอแยเสิ่นโหรวเจียชะงักงันไปชั่วขณะ ส่วนนางกับอาชิงนั้นหันขวับไปยังต้นเสียงนั้นพร้อมเพรียงกันราวกับนัดหมาย
ณ มุมอับของตลาดอู่อิน ที่ซึ่งผู้คนเดินผ่านน้อยที่สุด มีแผงไม้เก่าคร่ำคร่าตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว บุรุษร่างสูงใหญ่กำยำราวกับหมีดำยืนตระหง่านอยู่หลังแผง เขาสวมเพียงเสื้อกั๊กผ้าหยาบ เผยให้เห็นมัดกล้ามแขนเป็นลอนน่าเกรงขาม ใบหน้าคมคายติดจะบึ้งตึง คิ้วหนาดุจพู่กันขมวดเข้าหากันเล็กน้อย บนแผงไม้เบื้องหน้าเขานั้น มีกองกระดูกติดเนื้อและเครื่องในหมูที่ยังสดใหม่วางกองอยู่จริง ๆ
“ไปกันเถอะอาชิง” เสิ่นโหรวเจียกล่าวเสียงเรียบ ดวงตาฉายประกายแห่งความหวังขึ้นมาวูบหนึ่ง นางก้าวเดินนำหน้าอย่างมั่นคงไปยังมุมตลาดนั้นทันที โดยไม่แม้แต่จะปรายตามองพ่อค้าหน้าโลภที่บัดนี้ยืนหน้าซีดเผือดสลับแดงก่ำ
เมื่อทั้งสองมาถึงหน้าแผง กลิ่นคาวเลือดจาง ๆ แต่สดใหม่ก็ลอยปะทะจมูก เสิ่นโหรวเจียในฐานะเชฟมืออาชีพย่อมแยกแยะได้ในทันที ของตรงหน้าอาจไม่เป็นที่ต้องการของคนอื่น แต่มันคือวัตถุดิบที่ถูกชำแหละมาในเช้านี้อย่างแน่นอน
นางกวาดสายตาสำรวจอย่างรวดเร็ว ตับ ม้าม ปอด หัวใจ และไส้หมูถูกแยกกองไว้อย่างเป็นระเบียบ แม้จะวางรวมกันบนแผงไม้ แต่ก็เห็นได้ว่าคนชำแหละใส่ใจในการจัดการอยู่ไม่น้อย ผิวของเครื่องในยังคงชุ่มชื้นและเป็นสีธรรมชาติ ไม่คล้ำหรือแห้งแข็ง กระดูกซี่โครงและกระดูกข้อก็ยังมีเศษเนื้อแดงสดติดอยู่มากมาย
“เถ้าแก่ ของเหล่านี้ขายอย่างไรหรือ?” เสิ่นโหรวเจียเอ่ยถาม เสียงของนางสงบนิ่ง ไม่แสดงท่าทีตื่นเต้นหรือรังเกียจ
พ่อค้าเขียงหมูร่างยักษ์ปรายตามองนางและเด็กหนุ่มผอมแห้งข้างกายแวบหนึ่ง ก่อนจะตอบเสียงห้วน “เครื่องในพวกนี้เหมาไปให้หมด ข้าคิดแค่สิบอีแปะ ส่วนกระดูกกองนั้น ข้าให้ฟรีด้วยซ้ำ ถือว่าช่วยข้าเก็บร้าน”
คำตอบของเขาทำให้อาชิงเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อหู เครื่องในกองมหึมาขนาดนี้ พ่อค้าคนอื่น ๆ เรียกรวมกันหลายร้อยอีแปะ แต่ชายผู้นี้กลับคิดแค่สิบอีแปะ!
“เหตุใดจึงถูกราวกับได้เปล่าเช่นนี้?” เสิ่นโหรวเจียถามต่ออย่างไม่วางใจ แม้ในใจจะยินดี แต่ความรอบคอบจากการทำธุรกิจสอนให้นางต้องระวังเสมอ
ชายร่างยักษ์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ คล้ายระบายความอัดอั้น “แม่นางน้อย ท่านดูรอบ ๆ สิ มีใครเขาอยากกินของพรรค์นี้บ้าง? คนรวยก็รังเกียจ คนจนก็ทำไม่เป็น ข้าชำแหละหมูทุกวัน ของดี ๆ เนื้อแดง ๆ พวกนั้นมีคนจองหมดแล้ว เหลือแต่ของไร้ค่าพวกนี้ หากไม่รีบขายก็ต้องทิ้งให้เน่าเสียเปล่า ๆ ข้าเพียงอยากได้ค่าเหนื่อยที่ต้องมานั่งสับกระดูกและควักไส้พวกนี้เท่านั้น”
คำอธิบายของเขาสมเหตุสมผล เสิ่นโหรวเจียพยักหน้าเข้าใจ ในยุคนี้การจัดการกลิ่นคาวของเครื่องในเป็นเรื่องยากยิ่ง คนทั่วไปจึงไม่นิยมกินนัก
“เช่นนั้นข้าเอาทั้งหมด” นางตัดสินใจอย่างรวดเร็วพร้อมกับยื่นถุงเงินออกไป
“ทั้งหมดเลยรึ?” พ่อค้าเขียงหมูเลิกคิ้วสูงด้วยความประหลาดใจ เขาคาดว่านางคงจะเลือกซื้อไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น “แม่นางจะเอาไปทำอะไรมากมายขนาดนี้?”
“เอาไปทำของอร่อยขายอย่างไรเล่า” เสิ่นโหรวเจียยิ้มบางเบา “ข้าไม่เพียงจะซื้อของท่านในวันนี้ แต่อยากจะทำสัญญาซื้อขายกับท่านในระยะยาวด้วย ทุกเช้าที่ท่านชำแหละหมูเสร็จ ข้าจะมารับซื้อเครื่องในและกระดูกทั้งหมดที่ไม่มีผู้ใดต้องการ ท่านไม่ต้องเสียเวลานั่งรอขายอีกต่อไป เพียงแค่รวบรวมไว้ให้ข้าก็พอ”
ข้อเสนอนี้ทำให้บุรุษร่างใหญ่ถึงกับนิ่งอึ้งไป เขาจ้องมองเด็กสาวรูปร่างบอบบางตรงหน้าอย่างพิจารณา นางดูไม่เหมือนคนพูดจาเหลวไหล ดวงตาคู่นั้นฉายแววแน่วแน่และเฉลียวฉลาดเกินวัย
“แม่นางน้อย ท่านพูดจริงรึ?” เขาถามย้ำเพื่อความแน่ใจ “ของพวกนี้บางวันก็มาก บางวันก็น้อยนะ”
“ข้าพูดจริง เถ้าแก่มีชื่อแซ่ว่าอะไร?”
“ข้าแซ่จ้าว ชื่อเถี่ยเฉียว”
“ดี พี่ใหญ่จ้าว” เสิ่นโหรวเจียเปลี่ยนคำเรียกขานให้ดูสนิทสนมขึ้น “ข้าแซ่เสิ่น ชื่อโหรวเจีย ต่อไปนี้เราถือว่าเป็นคู่ค้ากัน ทุกเช้าข้าจะมารับของที่นี่ จ่ายเงินกันวันต่อวันตามจำนวนของ ท่านตกลงหรือไม่?”
จ้าวเถี่ยเฉียวครุ่นคิดเพียงครู่เดียวก็พยักหน้าตอบตกลงทันที “ตกลง! เหตุใดข้าจะไม่ตกลงเล่า ในเมื่อมันช่วยให้ข้าประหยัดเวลาไปได้มากโข!”
การได้แหล่งวัตถุดิบที่มั่นคงแห่งแรกทำให้เสิ่นโหรวเจียรู้สึกโล่งใจอย่างยิ่ง นี่คือก้าวสำคัญก้าวแรกของโรงเตี๊ยมในอนาคตของนาง
ขณะที่อาชิงกำลังจะเข้าไปช่วยเก็บของ จ้าวเถี่ยเฉียวก็เหลือบไปเห็นร่างที่ผอมโซและใบหน้าซีดเหลืองของเด็กหนุ่ม แววตาแข็งกร้าวของเขาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
“เจ้าหนูคนนี้เป็นผู้ช่วยของเจ้าหรือ? ผอมเกินไปแล้ว” เขากล่าวพลางเดินไปหยิบกระดูกท่อนขาหลังหมูชิ้นใหญ่เป็นพิเศษซึ่งยังมีเนื้อติดอยู่หนาเตอะ ยื่นส่งให้อาชิง “เอ้านี่ ข้าแถมให้ เอาไปต้มน้ำแกงบำรุงร่างกายเสียบ้าง ทำงานหนักจะได้มีเรี่ยวมีแรง”
อาชิงตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่หันไปมองคุณหนูของตนอย่างขอความเห็น
เสิ่นโหรวเจียยิ้มออกมาอย่างจริงใจเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มาที่ตลาดแห่งนี้ “อาชิง ขอบคุณพี่ใหญ่จ้าวสิ”
“ขะ...ขอบคุณขอรับพี่ใหญ่จ้าว!” อาชิงรับกระดูกชิ้นใหญ่นั้นมาด้วยสองมือที่สั่นเทาเล็กน้อย ความรู้สึกอบอุ่นที่ไม่เคยได้รับจากคนแปลกหน้ามาก่อนแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจ
หลังจากจ่ายเงินและกล่าวขอบคุณแล้ว ปัญหาสุดท้ายก็คือการขนย้าย เครื่องในและกระดูกกองมหึมานี้หนักเกินกว่าที่รถเข็นคันเล็กของพวกเขาจะรับไหว และยังเสี่ยงต่อการหกเรี่ยราดส่งกลิ่นไปทั่วทาง
เสิ่นโหรวเจียกระซิบแผนการกับอาชิงสองสามคำ เด็กหนุ่มพยักหน้ารับรู้อย่างแข็งขัน เขารีบเข็นรถลากเปล่า ๆ เดินนำหน้าไปยังทางออกที่ลับตาคน ทำทีเป็นว่าจะไปรออยู่ตรงนั้น
นางหันไปยิ้มให้จ้าวเถี่ยเฉียว “พี่ใหญ่จ้าว ข้าจะทยอยขนไปทีละน้อย รบกวนท่านช่วยดูของที่เหลือไว้สักครู่”
“ตามสบายเลย” เขากล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
เสิ่นโหรวเจียรอจนจ้าวเถี่ยเฉียวหันไปเก็บมีดและทำความสะอาดแผง นางใช้จังหวะนั้นหันหลังให้ตลาด ใช้ร่างกายของตนเองบังสายตาผู้คนอย่างแนบเนียน มือเรียวขาวข้างหนึ่งแตะลงบนกองเครื่องในที่บรรจุอยู่ในกระสอบผ้าป่านใบใหญ่
เพียงแค่พริบตาเดียว!
กระสอบใบใหญ่นั้นพลันหายวับไปจากพื้นราวกับไม่เคยมีอยู่! นางทำเช่นเดียวกันกับกองกระดูกอีกสองกระสอบ ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบภายในลมหายใจเข้าออกเพียงครั้งเดียว
มิติลับส่วนตัวได้แสดงอานุภาพของมันอีกครั้ง วัตถุดิบทั้งหมดถูกเคลื่อนย้ายเข้าไปเก็บรักษาในสภาพที่สดใหม่ที่สุด รอคอยการรังสรรค์ให้กลายเป็นอาหารเลิศรส
เมื่อเสิ่นโหรวเจียเดินตัวปลิวไปสมทบกับอาชิงที่รถเข็น จ้าวเถี่ยเฉียวที่เพิ่งเก็บของเสร็จก็หันกลับมามองด้วยความตั้งใจจะช่วยนางยกของ แต่เขากลับต้องขยี้ตาตัวเองด้วยความสับสน
แผงไม้ที่เมื่อครู่ยังมีกองกระดูกและเครื่องในวางอยู่ บัดนี้กลับว่างเปล่า...เกลี้ยงเกลาจนน่าใจหาย
“เอ๊ะ?” ชายร่างยักษ์อุทานออกมาเบา ๆ เขามองไปทางเสิ่นโหรวเจียที่กำลังเดินจากไปอย่างสง่างาม แล้วหันกลับมามองแผงที่ว่างเปล่าของตน สลับไปมาอยู่สองสามรอบ
...ของหายไปไหน? นางขนย้ายไปตอนไหนกัน? รวดเร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
จ้าวเถี่ยเฉียวเกาศีรษะที่เริ่มสับสนของตนเอง เขายืนนิ่งงันอยู่ตรงนั้น จ้องมองแผ่นหลังบอบบางของเถ้าแก่เนี้ยน้อยคนใหม่ของเขาที่ค่อย ๆ ลับหายไปจากสายตา ความรู้สึกพิศวงสงสัยเข้าครอบงำจิตใจของพ่อค้าเขียงหมูผู้ซื่อตรงเป็นครั้งแรกในชีวิต...เด็กสาวผู้นี้...นางเป็นใครกันแน่?