ลืมตาตื่นในร่างเด็กขี้โรค

แสงแดดร้อนระอุแผดเผาลงมาจากเบื้องบน ราวกับจะย่างสดทุกสรรพสิ่งบนแผ่นดินที่แตกระแหง ความรู้สึกแรกที่ปลุกให้สติสัมปชัญญะอันเลือนรางตื่นขึ้นมา คือความแห้งผากในลำคอที่เจ็บปวดราวกับถูกกรีดด้วยคมมีด และความหิวโหยที่กัดกินก้นบึ้งของกระเพาะอาหาร

ฉู่ลั่วปิง ค่อยๆ ปรือตาที่หนักอึ้งขึ้น ภาพตรงหน้าพร่ามัวก่อนจะค่อยๆ ปรากฏชัดเจนขึ้นพร้อมกับความทรงจำสายหนึ่งที่ไหลทะลักเข้าสู่สมองราวกับเขื่อนแตก อนิจจา... นางผู้เป็นถึงแพทย์หญิงอัจฉริยะ ผู้เชี่ยวชาญด้านพิษวิทยาและสมุนไพรแห่งยุคอนาคต กลับต้องมาจบชีวิตลงเพราะความผิดพลาดในการทดลองยาแก้พิษ ทว่าสวรรค์กลับเล่นตลก ส่งดวงวิญญาณของนางข้ามกาลเวลามาสถิตอยู่ในร่างของเด็กสาววัยสิบสี่ปีที่มีชื่อเดียวกันในแคว้นต้าฉิน

ร่างนี้เพิ่งจะสิ้นลมหายใจไปเมื่อครู่เพราะความอดอยากและเหนื่อยล้าจากการอพยพหนีภัยแล้งและตั๊กแตนระบาด ท่ามกลางแผ่นดินที่กันดารไร้ซึ่งพืชพรรณและหยดน้ำ

"สะใภ้รอง! เจ้าส่งชามน้ำนั่นมาให้ข้าเดี๋ยวนี้ จินเป่าลูกข้ากำลังหิวจนตาลายหมดแล้ว หากหลานชายคนโตของตระกูลต้องเป็นอันใดไป เจ้าจะรับผิดชอบไหวหรือ!"

เสียงแหลมปรี๊ดของสตรีผู้หนึ่งดังขึ้นขัดจังหวะความคิดของฉู่ลั่วปิง นางหันไปมองตามเสียง จึงเห็นหญิงวัยกลางคนรูปร่างอวบอัดเกินกว่าจะเป็นผู้อพยพหนีตาย กำลังยื้อแย่งชามกระเบื้องบิ่นๆ ในมือของสตรีร่างผอมบางที่ซูบซีดจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก

สตรีร่างผอมบางผู้นั้นคือ เสิ่นหว่านเจียว มารดาของเจ้าของร่างเดิม นางกอดชามน้ำเปล่าขุ่นๆ ที่มีเศษข้าวต้มเพียงไม่กี่เม็ดติดก้นชามไว้แนบอก น้ำตาไหลอาบแก้มที่เปรอะเปื้อนฝุ่นดิน "พี่สะใภ้ใหญ่ ข้าร้องขอความเมตตาเถิด น้ำอึกนี้ข้าขอเก็บไว้ให้เสี่ยวเฉินเถิด เขากำลังจะตายแล้ว หากไม่ได้น้ำอึกนี้ ลั่วปิงก็เพิ่งจะ... เพิ่งจะจากไป ข้าทนเสียลูกไปอีกคนไม่ได้แล้ว!"

"ถุย! นังตัวกาลกิณีสายรอง! เด็กเหลือขอกับนังเด็กขี้โรคจะอยู่หรือตายก็มีค่าเท่ากับเศษดิน แต่จินเป่าคือความหวังของตระกูล ส่งมานี่!" หวังชุ่ยฮวา ป้าใหญ่แห่งตระกูลฉู่ ตวาดลั่นพร้อมกับเงื้อมือขึ้นหมายจะตบหน้าเสิ่นหว่านเจียวเพื่อแย่งชามน้ำ

ฉู่ลั่วปิงในร่างใหม่หรี่ตาลง ประกายความเย็นชาเยือกเย็นวาบผ่านดวงตาคู่สวยที่เคยหม่นหมอง นางตระหนักถึงสถานการณ์อันเลวร้ายนี้ได้ในทันที ญาติสายหลักของตระกูลฉู่นั้นเห็นแก่ตัวและโหดเหี้ยมยิ่งกว่าเดรัจฉาน ในขณะที่ครอบครัวสายรองของนางถูกกดขี่ข่มเหงราวกับทาสรับใช้

พริบตานั้น ร่างสั่นเทาที่ดูราวกับกิ่งไม้แห้งของฉู่ลั่วปิงก็หยัดกายลุกขึ้น แม้จะไร้ซึ่งเรี่ยวแรง แต่วิชาแพทย์และสรีระวิทยาที่ฝังรากลึกอยู่ในวิญญาณทำให้นางกะระยะและตำแหน่งได้อย่างแม่นยำ นางพุ่งตัวเข้าประชิดหวังชุ่ยฮวาอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางที่ผอมเกร็ง งุ้มเข้าหากันแล้วกระแทกจุดชีพจร 'หมาเสวีย' (จุดชา) ที่ข้อศอกของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด

"โอ๊ย!"

หวังชุ่ยฮวาร้องเสียงหลง แขนข้างที่ง้างขึ้นเตรียมจะตบสั่นกระตุกก่อนจะทิ้งตัวลงอย่างไร้เรี่ยวแรง ความรู้สึกชาหนึบแล่นพล่านตั้งแต่ปลายนิ้วจรดหัวไหล่ ชามกระเบื้องในมือที่กำลังจะถูกแย่งชิงหลุดร่วงลง แต่ฉู่ลั่วปิงอาศัยความรวดเร็วยื่นมือไปรับชามใบนั้นไว้ได้อย่างมั่นคง โดยที่น้ำขุ่นๆ ไม่หกเลยแม้แต่หยดเดียว

"ลั่ว... ลั่วปิง? เจ้ายังไม่ตาย!" เสิ่นหว่านเจียวเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงระคนดีใจ น้ำตาแห่งความปีติเอ่อท้น

"นังผีหลอก! เจ้า... เจ้าทำอันใดกับแขนข้า ข้าขยับไม่ได้!" หวังชุ่ยฮวาแผดเสียงร้องด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าอวบอูมซีดเผือด ถอยกรูดไปด้านหลังราวกับเห็นปีศาจ

ฉู่ลั่วปิงไม่แม้แต่จะปรายตาเคารพป้าใหญ่ นางเพียงแค่นขบขันในลำคออย่างเย็นชา ก่อนจะย่อตัวลงประคองศีรษะเล็กๆ ของ ฉู่เสี่ยวเฉิน น้องชายวัยเจ็ดหนาวที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้นดินแห้งแล้ง ริมฝีปากของเด็กน้อยแตกเป็นขุย เลือดซึม

"เสี่ยวเฉิน ดื่มน้ำเสีย พี่ใหญ่อยู่นี่แล้ว" เสียงของนางแหบพร่าแต่แฝงไปด้วยความอ่อนโยน นางค่อยๆ ป้อนน้ำขุ่นๆ พร้อมเศษข้าวต้มเข้าปากน้องชายอย่างระมัดระวัง เมื่อน้ำหยดแรกไหลลงคอ เด็กน้อยก็พยายามกลืนกินสัญชาตญาณเอาชีวิตรอด ร่างกายที่เย็นชืดเริ่มมีสีสันแห่งชีวิตกลับคืนมาเล็กน้อย

ในจังหวะนั้นเอง ชายร่างสูงผิวคล้ำที่เต็มไปด้วยคราบเหงื่อและฝุ่นดินก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา บนหลังของเขาแบกฟืนแห้งกิ่งเล็กๆ ไว้มัดหนึ่ง เขาคือ ฉู่ต้าจื้อ บิดาของเจ้าของร่าง เมื่อเห็นภรรยาน้ำตานองหน้าและลูกสาวที่เพิ่งฟื้นคืนสติกำลังป้อนน้ำให้ลูกชาย เขาก็รีบโยนฟืนทิ้งแล้วถลันเข้ามา

"หว่านเจียว! เกิดอันใดขึ้น ลั่วปิงฟื้นแล้วหรือ!" เสียงของชายผู้ซื่อสัตย์เต็มไปด้วยความปีติ ทว่าความสุขนั้นอยู่ได้เพียงชั่วพริบตา

"ต้าจื้อ! เจ้าดูเอาเถิด ลูกสาวตัวดีของเจ้ามันถูกผีสิง! มันลุกขึ้นมาทำร้ายข้า แขนข้าขยับไม่ได้แล้ว โอ๊ยย ท่านแม่ ช่วยข้าด้วย!" หวังชุ่ยฮวาที่เห็นว่าสถานการณ์มีคนมาเพิ่มก็รีบเปลี่ยนท่าทีเป็นทรุดลงไปนั่งร้องห่มร้องไห้บีบน้ำตา กรีดร้องโวยวายเรียกหาที่พึ่ง

เสียงไม้เท้ากระทบพื้นดินแห้งๆ ดังขึ้นอย่างหนักหน่วง หลินซื่อ หญิงชราผู้มีใบหน้าเหี่ยวย่นและดุดันราวกับพยัคฆ์ร้ายก้าวเดินฝ่ากลุ่มผู้อพยพเข้ามา สายตาที่มองมายังครอบครัวสายรองเต็มไปด้วยความรังเกียจและชิงชัง

"พวกเนรคุณ! สายรองอย่างพวกเจ้ามันเลี้ยงไม่เชื่อง!" หลินซื่อตวาดลั่น "ต้าจื้อ! เจ้าเห็นหรือไม่ว่าลูกสาวขี้โรคของเจ้าบังอาจทำร้ายพี่สะใภ้ใหญ่ของมัน ในยามยากลำบากเช่นนี้ ข้าวสักเม็ด น้ำสักหยดก็ต้องนำมาให้จินเป่าผู้เป็นหลานชายคนโตดื่มกินเพื่อสืบสกุล แต่นี่พวกเจ้ากลับแอบซ่อนของกินเอาไว้ แถมยังทำร้ายคนของสายหลักอีก!"

"ท่านแม่ ข้า... ข้าเปล่านะขอรับ ลั่วปิงเพิ่งจะฟื้น..." ฉู่ต้าจื้อก้มหน้าลงด้วยความหวาดกลัว สัญชาตญาณความกตัญญูที่ถูกฝังหัวมาตั้งแต่เกิดทำให้เขาไม่กล้าแม้แต่จะสบตาผู้เป็นมารดา

"หุบปาก! บังคับให้ลูกสาวเจ้าขอโทษสะใภ้ใหญ่เดี๋ยวนี้ แล้วค้นตัวพวกมันดูว่ามีเสบียงซุกซ่อนไว้อีกหรือไม่ หากไม่ทำตาม ข้าจะไล่พวกเจ้าสายรองออกจากตระกูล ให้ไปตายเอาดาบหน้า!" หญิงชราข่มขู่ด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด

ฉู่ต้าจื้อตัวสั่นเทา เขารักลูกและภรรยา แต่ก็ขี้ขลาดและโง่งมในความกตัญญูจอมปลอม ชายวัยกลางคนค่อยๆ คุกเข่าลงกับพื้นดินที่ร้อนระอุ "ท่านแม่... พี่สะใภ้ใหญ่ ข้าขอโทษแทนลูกและภรรยาด้วย โปรดละเว้นพวกเราเถิด ข้าจะไปหาอาหารมาให้จินเป่าเพิ่ม ข้าจะทำทุกอย่าง..."

เสิ่นหว่านเจียวสะอื้นไห้ด้วยความอดสู มองสามีที่ยอมจำนนต่อความอยุติธรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฉู่ลั่วปิงมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาที่เย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง แววตาของนางปราศจากความหวาดกลัว มีเพียงความสมเพชและตระหนักรู้... ตระกูลนี้เน่าเฟะเกินกว่าจะเยียวยา การอดทนมีแต่จะพาครอบครัวนี้ไปสู่ความตาย นางจะต้องทำบางอย่างเพื่อตัดขาดจากปลิงดูดเลือดพวกนี้ให้จงได้!

แต่ก่อนที่ฉู่ลั่วปิงจะได้เอื้อนเอ่ยถ้อยคำเชือดเฉือนใดๆ ออกไป จู่ๆ ร่างกายที่อ่อนล้าของนางก็เกิดอาการสั่นสะท้าน คลื่นความร้อนขุมหนึ่งปะทุขึ้นจากส่วนลึกของจุดตันเถียน พุ่งพล่านขึ้นสู่สมองจนอุณหภูมิในร่างกายพุ่งสูงปรี๊ดราวกับถูกต้มในน้ำเดือด นางเซถลาล้มลงกับพื้น สายตาเริ่มพร่ามัวอีกครั้ง

ในห้วงแห่งความสับสนและเจ็บปวดนั้นเอง เสียงที่ไร้ซึ่งอารมณ์และราบเรียบราวกับเครื่องจักร ก็ดังก้องขึ้นในโสตประสาทของนาง...

*[ตรวจพบสัญญาณชีพที่คงที่... กำลังทำการซิงโครไนซ์ระบบปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์...]*

ฉู่ลั่วปิงเบิกตากว้างท่ามกลางสติที่กำลังจะดับวูบลง นี่มัน... เสียงแจ้งเตือนของระบบผู้ช่วยที่นางใช้ก่อนตายไม่ใช่หรือ!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: เปิดใช้งานปัญญาประดิษฐ์และมิติสวนสมุนไพร]**