เก็บเกี่ยวครั้งแรกในมิติ
เสียงโอดครวญของหวังชุ่ยฮวายังคงดังระงมก้องป่า แข่งกับเสียงตะโกนด่าทออย่างหัวเสียของฉู่ต้าเฉียง ท่ามกลางความโกลาหลของสายหลักที่กำลังตื่นตระหนกกับอาการปวดท้องประหลาดของสะใภ้ใหญ่ ฉู่ลั่วปิงเพียงนั่งนิ่งอยู่หลังพุ่มไม้ นัยน์ตาดำขลับทอดมองภาพนั้นด้วยความเย็นชา ไร้ซึ่งระลอกคลื่นแห่งความเห็นใจใดๆ
ผู้ใดก่อกรรม ผู้นั้นย่อมรับผล นี่คือสัจธรรมที่นางยึดถือ
เมื่อแน่ใจว่าความสนใจของทุกคนในค่ายพักพิงถูกดึงดูดไปยังร่างอวบอูมที่นอนกลิ้งเกลือกอยู่บนพื้นจนหมดสิ้นแล้ว เด็กสาวจึงค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างเงียบเชียบ นางหันไปกระซิบกับเสิ่นหว่านเจียวผู้เป็นมารดาว่าขอตัวไปปลดทุกข์ในป่าลึกสักครู่ ก่อนจะเร้นกายกลืนหายไปกับความมืดมิดของยามราตรี
เมื่อก้าวล่วงเข้ามาในจุดที่ลับตาคนและปลอดภัยจากการถูกสอดแนม ฉู่ลั่วปิงหลับตาลง กำหนดจิตเชื่อมต่อกับระบบปัญญาประดิษฐ์ในห้วงวิญญาณ
พริบตาเดียว ร่างบางก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางมิติสวนสมุนไพร
อากาศภายในมิติแห่งนี้บริสุทธิ์และสดชื่น แตกต่างจากความแห้งแล้งธุลีดินภายนอกราวฟ้ากับเหว เบื้องหน้าของนางคือแปลงเพาะปลูกขนาดหนึ่งหมู่ที่บัดนี้เต็มไปด้วยสีเขียวขจีของใบผักกาดและสีขาวอวบอิ่มของหัวไชเท้าที่แทงยอดโผล่พ้นดินร่วนซุยขึ้นมา ดินเร่งการเจริญเติบโตสิบเท่าได้แสดงอานุภาพอันน่าอัศจรรย์ใจ มันเนรมิตเมล็ดพันธุ์ที่เหี่ยวเฉาให้กลายเป็นพืชผลที่สมบูรณ์พร้อมในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน
"ระบบ ทำการเก็บเกี่ยวและจัดเก็บเข้าสู่โกดังเสบียง" นางออกคำสั่งผ่านความคิด
[รับทราบ ยืนยันคำสั่งเก็บเกี่ยวและจัดสรรพื้นที่จัดเก็บ] เสียงกลไกตอบรับอย่างรวดเร็ว
เพียงชั่วอึดใจ พืชผลทั้งหมดก็ถูกดึงขึ้นจากดินอย่างนุ่มนวล รากที่เปื้อนดินถูกทำความสะอาดจนหมดจด ก่อนจะลอยละลิ่วเข้าไปเรียงรายอย่างเป็นระเบียบในโกดังเก็บของของมิติอย่างเป็นหมวดหมู่ ฉู่ลั่วปิงมองดูเสบียงที่กองพะเนินอยู่ภายในนั้นด้วยแววตาเป็นประกาย ในที่สุดครอบครัวสายรองของนางก็มีแหล่งอาหารที่มั่นคงและยั่งยืนเสียที ไม่ต้องคอยหวาดกลัวว่าจะต้องอดตายอยู่กลางทางอีกต่อไป
นางเลือกหัวไชเท้าอวบน้ำขนาดกำลังดีมาสองหัว ซุกซ่อนไว้ในสาบเสื้ออย่างมิดชิด ก่อนจะดึงสติกลับคืนสู่โลกความเป็นจริง
เมื่อกลับมาถึงขอบค่ายพักพิง ฉู่ลั่วปิงสะกิดเรียกมารดาและฉู่เสี่ยวเฉินน้องชายที่กำลังนอนขดตัวด้วยความหิวโหย นางส่งสัญญาณให้ทั้งสองลุกขึ้นอย่างเงียบที่สุด แล้วพากันลัดเลาะเข้าไปหลังโขดหินใหญ่ห่างจากจุดที่สายหลักกำลังวุ่นวาย
"ท่านแม่ เสี่ยวเฉิน ดูนี่สิเจ้าคะ"
ท่ามกลางแสงจันทร์สลัว ฉู่ลั่วปิงหยิบหัวไชเท้าขาวสะอาดและอวบอิ่มออกมาจากสาบเสื้อ กลิ่นหอมสดชื่นของพืชผักสดใหม่เตะจมูกผู้ที่ไม่ได้ลิ้มรสอาหารดีๆ มานานนับเดือนทันที
ดวงตาของฉู่เสี่ยวเฉินเบิกกว้างราวกับไข่ห่าน เขากลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผากโดยไม่รู้ตัว "พี่รอง... นี่มัน... ของกินจริงๆ หรือขอรับ?"
"กินเสียสิ เคี้ยวให้เบาที่สุด อย่าให้มีเสียงเล็ดลอดออกไป" นางหักครึ่งหัวไชเท้าแล้วยื่นให้น้องชายและมารดา
เด็กน้อยรับมาด้วยมือที่สั่นเทา ทันทีที่เขากัดลงไปบนเนื้อหัวไชเท้า น้ำหวานฉ่ำและรสชาติกรุบกรอบก็แผ่ซ่านไปทั่วโพรงปาก มันชุ่มคอและดับความกระหายหิวได้อย่างชะงัดนัก เสิ่นหว่านเจียวเองก็ค่อยๆ กัดกินทีละคำ น้ำตารื้นขึ้นมาคลอเบ้าตา ความสดชื่นที่ได้รับทำให้ร่างกายที่อ่อนล้าของนางมีเรี่ยวแรงขึ้นมาอย่างประหลาด
ทว่า เมื่อกินไปได้ครู่หนึ่ง เสิ่นหว่านเจียวก็ชะงัก นางมองหัวไชเท้าในมือสลับกับใบหน้าเรียบเฉยของบุตรสาว ความสงสัยเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ ในดินแดนที่แตกระแหงจนแม้แต่เปลือกไม้ยังถูกปอกกินจนเกลี้ยงเช่นนี้ เหตุใดจึงมีหัวไชเท้าที่สดใหม่ อวบน้ำ และไร้รอยแมลงกัดกินถึงเพียงนี้ได้?
"ลั่วปิง..." น้ำเสียงของมารดาแผ่วเบาแต่แฝงด้วยความจริงจัง "ของสดใหม่ปานนี้ เจ้าไปเอามาจากที่ใดกัน?"
ฉู่ลั่วปิงลอบถอนหายใจในใจ นางเตรียมคำตอบไว้แล้ว "ข้าเดินลึกเข้าไปในป่าเพื่อปลดทุกข์ บังเอิญสะดุดปากโพรงสัตว์ที่ถูกทิ้งร้างเจ้าค่ะ เมื่อลองคุ้ยดูก็พบว่ามีเสบียงพวกนี้ซ่อนอยู่ลึกสุดโพรง คาดว่าคงเป็นสัตว์ป่าที่เก็บกักตุนไว้ตั้งแต่ก่อนเกิดภัยแล้ง ดินในโพรงนั้นชื้นมาก มันจึงยังสดใหม่อยู่ ข้าเห็นว่าปลอดภัยจึงแอบหยิบติดมือมา"
คำแก้ตัวนี้มีช่องโหว่มากมาย สัตว์ป่าที่ใดจะเก็บหัวไชเท้าไว้จนสะอาดสะอ้านปานนี้? ทว่าเสิ่นหว่านเจียวมิใช่สตรีโง่งม นางมองลึกลงไปในดวงตาที่แน่วแน่และกระจ่างใสของบุตรสาว สัมผัสได้ถึงความปรารถนาดีที่แผ่ซ่านออกมา
ผู้เป็นมารดาเลือกที่จะไม่ซักไซ้ไล่เลียงให้มากความ นางรู้เพียงว่าสวรรค์เมตตา และบุตรสาวผู้นี้กำลังพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อประคับประคองครอบครัวให้รอดพ้นจากความตาย
เสิ่นหว่านเจียวยื่นมือที่หยาบกร้านมาลูบศีรษะฉู่ลั่วปิงอย่างอ่อนโยน "ช่างเป็นความโชคดีของครอบครัวเรานัก... ลั่วปิง จำไว้ให้ดี เรื่องโพรงสัตว์นี้ห้ามแพร่งพรายให้ผู้ใดล่วงรู้เด็ดขาด โดยเฉพาะคนของสายหลัก เข้าใจหรือไม่? แม่จะถือเสียว่าของสิ่งนี้คือพรจากสวรรค์ที่ประทานมาให้พวกเรา"
"เจ้าค่ะท่านแม่ ข้าจะเก็บเป็นความลับ" ฉู่ลั่วปิงยิ้มบางๆ รู้สึกอบอุ่นในหัวใจที่มารดาเลือกที่จะเชื่อใจและปกป้องนาง
สามแม่ลูกจัดการเสบียงมื้อดึกจนหมดเกลี้ยงและกลบร่องรอยอย่างแนบเนียน ก่อนจะลอบกลับมาล้มตัวลงนอนที่เดิม ราตรีนั้น ครอบครัวสายรองหลับสนิทด้วยความอิ่มท้องเป็นคืนแรก ในขณะที่เสียงครวญครางของป้าใหญ่ยังคงดังเป็นระยะจนรุ่งสาง
เมื่อแสงแรกของวันใหม่สาดส่อง ฉู่ต้าจื้อผู้เป็นบิดาตื่นขึ้นมาด้วยความมุ่งมั่น วันนี้เขาตั้งใจอย่างเด็ดขาดว่าจะไม่ออกแรงเพื่อคนสายหลักอีก เขาเดินเลี่ยงออกไปทางชายป่า หวังจะหาหญ้าหรือรากไม้ที่พอจะกินได้มาต้มบำรุงภรรยาที่ร่างกายอ่อนแอ
ทันใดนั้น หูของเขาก็ได้ยินเสียงสวบสาบเบาๆ กอหญ้าแห้งใกล้ตอไม้ผุสั่นไหว สัญชาตญาณความเป็นพ่อที่ต้องการหาอาหารให้ลูกเมียทำให้เขาพุ่งตัวตะครุบสิ่งนั้นด้วยความรวดเร็วและแม่นยำ!
เมื่อเปิดมือออก ดวงตาของชายซื่อสัตย์ก็เบิกกว้างด้วยความดีใจสุดขีด มันคือหนูนาตัวอ้วนพีที่น่าจะพลัดหลงมาจากแหล่งน้ำที่ไหนสักแห่ง!
ฉู่ต้าจื้อรีบจัดการทำความสะอาดซากหนูนาอย่างรวดเร็ว เขาใช้ไม้เสียบและเริ่มก่อกองไฟเล็กๆ เพื่อย่างมันอย่างระมัดระวัง กลิ่นหอมของเนื้อสัตว์ที่กำลังถูกความร้อนแผ่ซ่านไปในอากาศ ชายหนุ่มยิ้มกริ่มในใจ นึกภาพเสิ่นหว่านเจียวและลูกๆ ได้กินเนื้อบำรุงกำลัง
ทว่า เขาหาตระหนักไม่ว่า กลิ่นเนื้อย่างอันหอมหวนนั้นได้ลอยไปแตะจมูกของผู้ที่ซุ่มซ่อนอยู่หลังพุ่มไม้ไม่ไกลนัก ดวงตาละโมบที่เต็มไปด้วยความริษยากำลังจ้องเขม็งมาที่หนูนาเสียบไม้ เงาร่างของฉู่ต้าเฉียงค่อยๆ คืบคลานเข้ามาใกล้ราวกับสุนัขหิวโซที่จ้องจะฉกฉวยอาหารจากปากผู้อื่น
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: เสบียงที่ถูกขโมย]**