แม่ม่ายถูกขับไล่
ลมเหมันต์ต้นฤดูหนาวพัดกรรโชกราวกับใบมีดที่มองไม่เห็น มันกรีดผ่านรอยแตกของบานประตูไม้เก่าคร่ำคร่า นำพาความเยียบเย็นเสียดกระดูกเข้ามาภายในเรือนดินแห่งตระกูลหลิน
ซูเยว่ซินรู้สึกราวกับศีรษะจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ ความทรงจำที่ไม่ใช่ของตนเองไหลบ่าเข้ามาในห้วงสำนึกประดุจคลื่นคลั่ง ภาพของหญิงสาวนามซูเยว่ซินคนเดิม... หญิงสาวผู้โชคร้ายที่สามีตายจากไปตั้งแต่อายุยังน้อย ทิ้งไว้เพียงบุตรชายวัยสี่หนาวและคำครหาว่าเป็น ‘ตัวกาลกิณี’
...และบัดนี้ ร่างของหญิงสาวผู้นั้นกลับกลายเป็นของเธอ ซูเยว่ซิน เชฟสาวมือฉมังจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด!
ยังไม่ทันที่เธอจะทำความเข้าใจกับสถานการณ์อันน่าเหลือเชื่อนี้ได้ทั้งหมด เสียงแหลมเสียดแก้วหูก็กรีดร้องขึ้นข้างใบหูของเธอ
“นังตัวซวย! ไสหัวออกไปจากบ้านข้าบัดเดี๋ยวนี้! ตั้งแต่เจ้าก้าวเท้าเข้ามาในตระกูลหลินของข้า ก็มีแต่เรื่องวิบัติฉิบหาย! ลูกชายข้าต้องตายจากไปก็เพราะเจ้า! ตอนนี้เจ้ายังจะมานอนสำออยทำเป็นอ่อนแออีกรึ คิดจะผลาญข้าวสารของบ้านข้าไปถึงเมื่อใด!”
เจ้าของเสียงเกรี้ยวกราดนั้นคือจางชุ่ยฮวา แม่สามีของร่างนี้ หญิงชราวัยกลางคนผู้มีใบหน้าตอบ ดวงตาขุ่นขวาง ริมฝีปากบางเฉียบเม้มแน่นเป็นเส้นตรงบ่งบอกนิสัยใจคอคับแคบและอำมหิต นางยืนเท้าสะเอว ชี้นิ้วมาที่ซูเยว่ซินซึ่งนอนกองอยู่บนพื้นดินเย็นเฉียบ
ข้างกายนางคือหวังจินจวี๋ สะใภ้ใหญ่ของตระกูลหลิน นางกอดอกมองด้วยแววตาสมเพชและสะใจระคนกัน พลางเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน “ท่านแม่พูดถูกแล้ว น้องสะใภ้สาม... ไม่สิ ต้องเรียกนางว่าแม่ม่ายซูถึงจะถูก ในเมื่ออาซานตายไปแล้ว เจ้าก็ไม่ใช่คนของตระกูลหลินอีกต่อไป สมบัติทุกชิ้นในบ้านนี้เป็นของตระกูลหลิน แม้แต่เสื้อผ้าบนตัวเจ้าก็ด้วย!”
ซูเยว่ซินค่อยๆ ยันกายลุกขึ้น ความเจ็บปวดที่ท้ายทอยยังคงรุนแรง แต่ความเย็นเยียบที่แล่นจับขั้วหัวใจนั้นสาหัสยิ่งกว่า ในอ้อมแขนของเธอ เด็กชายร่างเล็กผอมบางกำลังสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าซีดเผือดเปรอะเปื้อนคราบน้ำตา เขากอดคอผู้เป็นมารดาไว้แน่น นี่คือหลินเสี่ยวรุ่ย บุตรชายคนเดียวของเธอ
“ท่านย่า... ท่านป้าใหญ่... อย่าไล่ท่านแม่ไปเลยนะขอรับ... ฮือๆ...” เด็กน้อยสะอื้นไห้เสียงสั่นเครือ
“หุบปาก! ไอ้ตัวภาระ!” จางชุ่ยฮวาตวาดลั่น ก่อนจะหันไปถลึงตาใส่ซูเยว่ซิน “เห็นรึยัง! เพราะเจ้าคนเดียวที่ทำให้หลานข้าต้องมาตกระกำลำบาก! ข้าจะให้โอกาสเจ้าครั้งสุดท้าย ไสหัวออกไปแต่ตัวพร้อมกับลูกของเจ้า อย่าได้เอาอะไรติดตัวไปแม้แต่เศษผ้า!”
รอบนอกประตูบ้าน ชาวบ้านหลายคนเริ่มมามุงดู ส่งเสียงซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์ แต่กลับไม่มีผู้ใดกล้าก้าวเข้ามาช่วยเหลือ สายตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความสงสารระคนกับความหวาดเกรงอิทธิพลของจางชุ่ยฮวา สตรีปากร้ายที่ขึ้นชื่อลือนามไปทั่วทั้งหมู่บ้านเซียงเหอ
“โหดเหี้ยมเกินไปแล้ว... ไล่แม่ม่ายลูกติดออกจากบ้านในวันที่อากาศเริ่มหนาวเหน็บเช่นนี้”
“ใช่แล้ว... อย่างน้อยก็ควรให้ผ้าห่มติดตัวไปบ้าง เด็กน้อยนั่นยังเล็กนัก”
“ชู่ว์... เบาหน่อย! เดี๋ยวแม่เฒ่าจางได้ยินเข้า พวกเราจะพลอยเดือดร้อนไปด้วย!”
ซูเยว่ซินได้ยินทุกถ้อยคำ เธอสูดลมหายใจลึก ข่มความปวดร้าวและสับสนทั้งหมดลงไป บัดนี้เธอไม่ใช่เชฟโรงแรมห้าดาวอีกแล้ว แต่เป็นแม่ที่ต้องปกป้องลูกน้อยให้อยู่รอด! ดวงตาที่เคยอ่อนแอและเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาของเจ้าของร่างเดิม บัดนี้ทอประกายเย็นชาและเด็ดเดี่ยวขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
“ท่านแม่สามี” เธอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่นผิดกับทุกครั้ง “ข้าจะไปจากที่นี่ แต่มีของบางอย่างที่เป็นของข้า ข้าต้องเอามันไปด้วย”
จางชุ่ยฮวาและหวังจินจวี๋ชะงักไปเล็กน้อยกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของซูเยว่ซิน ปกตินางมักจะเอาแต่ก้มหน้าร้องไห้ ไม่เคยกล้าสู้หน้าพวกตนเช่นนี้
“ของของเจ้างั้นรึ?” หวังจินจวี๋แค่นเสียงหัวเราะ “ในบ้านนี้ไม่มีอะไรเป็นของเจ้า!”
“มีสิ” ซูเยว่ซินสวนกลับทันควัน ดวงตาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาละโมบของสะใภ้ใหญ่ “เสื้อผ้าสองสามชุดที่ข้าเอามาจากบ้านเดิมตอนแต่งเข้าตระกูลหลิน นั่นคือสินเดิมของข้า และผ้าห่มนวมผืนเก่าที่ห้องของข้ากับอาซาน นั่นเป็นของที่เขาสั่งสมเงินซื้อมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง ท่านจะยึดมันไปได้อย่างไร!”
เธอจงใจพูดเสียงดังฟังชัด ให้ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ได้ยินกันถ้วนทั่ว
“สามีข้าทำงานหนักในไร่นาจนร่างกายทรุดโทรม สุดท้ายก็ตายจากไป ทิ้งข้ากับลูกไว้เบื้องหลัง บัดนี้พวกท่านไม่เพียงแต่จะขับไล่เลือดเนื้อเชื้อไขของเขาออกจากบ้าน ยังจะยึดเอาสมบัติชิ้นสุดท้ายที่เขาหามาให้ลูกเมียไว้กันหนาวอีกหรือ! พวกท่านไม่กลัวสวรรค์ลงโทษบ้างหรือไร! ไม่กลัววิญญาณของอาซานจะกลับมาทวงถามความยุติธรรมหรือ!”
คำพูดของเธอราวกับก้อนหินที่โยนลงไปในน้ำนิ่ง ก่อให้เกิดระลอกคลื่นแห่งเสียงวิจารณ์ที่ดังขึ้นเรื่อยๆ จากกลุ่มชาวบ้าน สีหน้าของจางชุ่ยฮวาแปรเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำด้วยความโกรธและความอับอาย นางไม่คิดว่าแม่ม่ายที่นางเหยียบย่ำมาตลอดจะกล้าแข็งข้อและใช้คำพูดเชือดเฉือนนางต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้
“นัง... นังปากดี!” นางชี้หน้าซูเยว่ซินตัวสั่นเทา
“ข้าเพียงแค่พูดความจริง” ซูเยว่ซินยืนหยัดอย่างทระนง “ข้าไม่ขอข้าวสารแม้แต่เมล็ดเดียว ไม่ขอเงินแม้แต่อีแปะเดียว แต่เสื้อผ้าและผ้าห่มกันหนาวของข้ากับลูก ข้าต้องเอาไปด้วย! หากพวกท่านไม่ให้ ข้าจะนั่งคุกเข่าอยู่หน้าประตูบ้านหลังนี้ ประกาศให้คนทั้งหมู่บ้านได้รับรู้ถึงความใจดำอำมหิตของตระกูลหลิน!”
จางชุ่ยฮวาถึงกับผงะ นางแคร์หน้าตาและชื่อเสียงของตระกูลยิ่งกว่าสิ่งใด หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ลูกชายคนรองที่กำลังจะดูตัวคงได้ขายหน้าจนไม่มีแผ่นดินจะอยู่
“ได้! ได้! อยากได้นักใช่ไหม!” นางตวาดอย่างหัวเสีย ก่อนจะหันไปสั่งสะใภ้ใหญ่ “จินจวี๋! ไปเอาผ้าขี้ริ้วเก่าๆ กับผ้าห่มขาดๆ ของมันโยนออกมาให้มัน! แล้วรีบไสหัวไปให้พ้นหน้าข้า!”
หวังจินจวี๋มีสีหน้าไม่พอใจอย่างยิ่ง นางอยากจะฮุบทุกอย่างไว้เอง แต่เมื่อถูกสายตาอาฆาตของแม่สามีจ้องมอง ก็จำต้องเดินกระทืบเท้าปึงปังเข้าไปในเรือน สักพักนางก็โยนห่อผ้าเก่าๆ ที่มีเสื้อผ้าปะชุนสองสามชิ้น กับผ้าห่มนวมผืนบางที่ทั้งเก่าและมีรอยขาดออกมาที่พื้นราวกับโยนให้สุนัข
ซูเยว่ซินไม่แสดงท่าทีรังเกียจแม้แต่น้อย เธอก้มลงเก็บห่อผ้าและผ้าห่มขึ้นมาอย่างใจเย็น ปัดฝุ่นดินออกอย่างแผ่วเบา ทุกการกระทำของเธอสงบนิ่งและเปี่ยมด้วยศักดิ์ศรีที่น่าประหลาดใจ
เธอบรรจงใช้ผ้าห่มผืนบางนั้นห่อร่างเล็กๆ ของหลินเสี่ยวรุ่ยไว้อีกชั้น แม้จะไม่หนาพอ แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย จากนั้นจึงอุ้มบุตรชายขึ้นแนบอก มืออีกข้างหนีบห่อผ้าเก่าๆ ไว้
สายตาของเธอสบเข้ากับดวงตาของจางชุ่ยฮวาเป็นครั้งสุดท้าย ในแววตานั้นไม่มีความโศกเศร้าวิงวอนอีกต่อไป มีเพียงความเยือกเย็นราวกับน้ำแข็งพันปีที่สลักลึกลงไปในจิตวิญญาณ
“นับจากนี้ไป ข้า ซูเยว่ซิน และลูก ขอตัดขาดจากตระกูลหลิน ตราบใดที่สวรรค์ยังมีตา ข้ากับลูกจะไม่มีวันอดตาย!”
กล่าวจบ เธอก็หันหลังให้บ้านที่เคยเป็นทั้งกรงขังและนรกบนดินอย่างเด็ดขาด โดยไม่คิดจะเหลียวกลับมามองอีกเป็นครั้งที่สอง
ชาวบ้านที่มุงดูต่างแหวกทางให้เธอโดยอัตโนมัติ สายตาที่พวกเขามองมา บัดนี้แปรเปลี่ยนจากความสงสารเป็นความนับถือเล็กๆ ไม่มีใครคาดคิดว่าแม่ม่ายซูผู้ขี้ขลาดจะกลายเป็นคนกล้าหาญได้ถึงเพียงนี้
“ไปตายที่กระท่อมร้างท้ายหมู่บ้านนั่นแหละ! ข้าจะรอดูว่าพวกเจ้าแม่ลูกจะทนความหนาวได้สักกี่คืน!” เสียงสาปแช่งของจางชุ่ยฮวาดังไล่หลังมา แต่ซูเยว่ซินไม่สนใจแม้แต่น้อย
เธอเพียงกระชับอ้อมแขนที่โอบอุ้มบุตรชายให้แน่นขึ้น ก้าวเดินไปตามเส้นทางดินแคบๆ ที่ทอดยาวไปยังทิศที่รกร้างที่สุดของหมู่บ้าน... สู่กระท่อมผุพังท้ายหมู่บ้านที่ถูกทิ้งร้างมานานหลายปี
เมื่อมาถึงเบื้องหน้ากระท่อมหลังนั้น หัวใจของซูเยว่ซินก็พลันร่วงหล่นวูบ นี่มิใช่กระท่อม แต่เป็นเพียงเศษซากของโรงเก็บฟืนเก่าๆ ที่ผนังดินมีรูโหว่ขนาดใหญ่ หลังคาฟางผุพังจนแทบไม่เหลือสภาพ ลมหนาวพัดลอดผ่านเข้ามาได้อย่างอิสระ ราวกับจะเย้ยหยันชะตากรรมอันมืดมนของสองแม่ลูก
หลินเสี่ยวรุ่ยซบหน้ากับอกของมารดา ร่างกายสั่นสะท้านไม่หยุด เขาเงยหน้าขึ้นมองเธอด้วยดวงตากลมโตที่คลอหน่วยด้วยน้ำใสๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน
“ท่านแม่... ข้าหนาว... ข้าหิว...”
คำพูดของลูกชายราวกับค้อนหนักๆ ที่ทุบลงกลางใจของซูเยว่ซิน เธอมองกระท่อมที่ใกล้จะพังทลายตรงหน้า สลับกับมองใบหน้าซีดเผือดของแก้วตาดวงใจ ความสิ้นหวังถาโถมเข้าใส่ แต่ในวินาทีนั้นเอง ประกายไฟแห่งความไม่ยอมแพ้กลับลุกโชนขึ้นในดวงตาของเธออย่างรุนแรง... เธอคือซูเยว่ซิน! เธอจะไม่มีวันยอมให้ลูกต้องอดตายอยู่ที่นี่เด็ดขาด