เสบียงใหม่กับสายตาแห่งความริษยา
คำถามของบุรุษในอาภรณ์สีเขียวมรกตนั้นแหลมคมดุจศรที่ยิงตรงเข้าสู่จุดตาย ซูเยว่ซินสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่แล่นผ่านสันหลัง หัวใจที่เคยสงบพลันเต้นระรัวอย่างมิอาจควบคุม
นางเป็นเพียงเชฟจากโลกอนาคต แม้จะมีความรู้ด้านสรรพคุณของวัตถุดิบทำอาหารอยู่บ้าง แต่จะไปเทียบกับหมอเทวดาผู้ช่ำชองในศาสตร์แห่งการปรุงยาได้อย่างไร? การตอบคำถามนี้ผิดพลาดเพียงนิดเดียว อาจนำมาซึ่งปัญหาที่คาดไม่ถึง
ซูเยว่ซินสูดลมหายใจลึก พยายามข่มความตื่นตระหนกไว้ภายใต้ดวงหน้าที่เรียบเฉย นางประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม ก้มศีรษะลงเล็กน้อยเพื่อซ่อนแววตาที่อาจเผยพิรุธ
“นายท่านไป๋กล่าวหนักเกินไปแล้วเจ้าค่ะ” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบและแผ่วเบาที่สุด “หญิงชาวบ้านเช่นข้าไหนเลยจะมีความรู้ลึกซึ้งถึงเพียงนั้น สมุนไพรเหล่านี้ล้วนเป็นของขวัญจากพงไพรที่สวรรค์ประทานให้ ข้าเป็นเพียงผู้โชคดีที่บังเอิญไปพบเจอ ส่วนวิธีการปรุงยาอันซับซ้อนนั้น ย่อมต้องอาศัยผู้มีภูมิความรู้สูงส่งดั่งนายท่านจึงจะสามารถดึงคุณค่าของมันออกมาได้อย่างแท้จริง”
คำตอบของนางทั้งถ่อมตนและยกย่องอีกฝ่ายไปในคราเดียวกัน เป็นการปฏิเสธอย่างสุภาพและแนบเนียนที่สุด ไป๋จื่อเซวียนจ้องมองนางนิ่งงันไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มสุภาพบนใบหน้ายังคงอยู่ แต่แววตาที่ลุ่มลึกนั้นกลับฉายแววครุ่นคิด เขาพยักหน้าเบาๆ ราวกับยอมรับในคำตอบนั้น
“เป็นเช่นนั้นเองหรือ... เช่นนั้นข้าคงไม่รบกวนแม่นางแล้ว”
เมื่อได้รับอนุญาต ซูเยว่ซินไม่รอช้า นางคารวะอีกครั้งแล้วรีบหมุนกายจากไปทันที ฝีเท้าของนางเร่งรีบกว่าปกติเล็กน้อย ราวกับมีเงาที่มองไม่เห็นไล่ตามมา จนกระทั่งพ้นจากประตูโรงหมอหุยชุนถังและเลี้ยวเข้าสู่ตรอกที่ผู้คนพลุกพล่าน นางจึงได้ผ่อนลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่
เงินหนึ่งตำลึงในถุงผ้ายังคงหนักอึ้งอยู่ในอกเสื้อ ความหนักของมันคือความหวัง คือชีวิตรอดของนางและเสี่ยวรุ่ย!
ซูเยว่ซินไม่เสียเวลาอีกต่อไป นางมุ่งหน้าตรงไปยังตลาดทันที เป้าหมายแรกของนางคือร้านขายข้าวสารที่ใหญ่ที่สุดในตลาด กลิ่นข้าวสารใหม่หอมกรุ่นลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ นางใช้ทักษะ ‘เนตรประเมิน’ ที่ติดตัวมาสำรวจข้าวสารแต่ละกระสอบอย่างรวดเร็ว ก่อนจะตัดสินใจเลือกซื้อข้าวสารคุณภาพปานกลางที่ให้ปริมาณมากที่สุดในราคาย่อมเยาที่สุด
“เถ้าแก่ ข้าวสารชนิดนี้ขอสิบชั่ง”
เถ้าแก่ร้านข้าวเหลือบมองนางด้วยความประหลาดใจ หญิงม่ายผู้นี้เขายังพอจดจำได้ คราวก่อนนางมาขอซื้อเพียงเศษข้าวปลายข้าวด้วยเงินไม่กี่อีแปะ แต่วันนี้กลับสั่งซื้อข้าวสารถึงสิบชั่ง! ถึงแม้จะแปลกใจแต่เมื่อมีการซื้อขาย เถ้าแก่ก็ยิ้มกว้างรีบตักข้าวสารใส่กระสอบผ้าใบเล็กให้อย่างรวดเร็ว
หลังจากจ่ายเงินค่าข้าวไปส่วนหนึ่งแล้ว เงินในถุงก็พร่องลงไปบ้าง แต่ซูเยว่ซินกลับรู้สึกอุ่นใจยิ่งขึ้น นางแบกกระสอบข้าวสารไว้บนหลัง มุ่งหน้าต่อไปยังแผงขายเนื้อ กลิ่นคาวเลือดจางๆ และกลิ่นไขมันที่หอมหวนยามถูกความร้อนลอยมาแตะจมูก
สายตาเยี่ยงเชฟมืออาชีพของนางกวาดมองไปทั่วแผงอย่างรวดเร็ว นางเลือกเนื้อหมูสามชั้นส่วนท้องที่มีชั้นไขมันและเนื้อสลับกันอย่างงดงาม มันเป็นส่วนที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการนำไปเคี่ยวทำน้ำมันหมูและได้กากหมูหอมกรอบไว้กินกับข้าวสวยร้อนๆ อีกทั้งเนื้อส่วนนี้ยังให้พลังงานสูง เหมาะสำหรับร่างกายที่ผ่ายผอมของเสี่ยวรุ่ย
“พ่อค้า ข้าขอเนื้อส่วนนี้หนึ่งชั่ง”
นางจ่ายเงินอีกจำนวนหนึ่ง ก่อนจะรับห่อเนื้อหมูที่ห่อด้วยใบไผ่อย่างดีมาถือไว้ในมือ สุดท้าย นางเดินไปยังร้านขายเครื่องนอน เป้าหมายของนางคือผ้าห่มผืนใหม่สักผืน อากาศเริ่มเย็นลงทุกขณะ ผ้าห่มเก่าที่กระท่อมนั้นทั้งบางและขาดจนแทบจะกันความหนาวไม่ได้อีกต่อไป
นางเลือกผ้าห่มที่บุด้วยนุ่นอย่างหนา แม้ราคาจะค่อนข้างสูง แต่นางก็กัดฟันซื้อมันมาโดยไม่ลังเล เมื่อนึกถึงรอยยิ้มของเสี่ยวรุ่ยยามได้ซุกกายอยู่ใต้ผ้าห่มอุ่นๆ ความเหนื่อยล้าทั้งหมดก็พลันมลายหายไปสิ้น
บัดนี้ ตะกร้าไม้ไผ่สานที่นางนำมาด้วยนั้นเต็มไปด้วยข้าวของจนพูนล้น ทั้งกระสอบข้าวสาร ห่อเนื้อหมู และผ้าห่มผืนใหม่ที่หนานุ่ม สองมือของนางยังต้องหอบหิ้วสัมภาระอื่นอีกเล็กน้อย มันหนักอึ้งจนนางต้องเดินโงนเงนไปบ้าง แต่หัวใจกลับเบาหวิวและพองฟูด้วยความสุข
ระหว่างทางกลับกระท่อมท้ายหมู่บ้าน นางต้องเดินผ่านลำธารที่เหล่าสตรีมักจะมารวมตัวกันซักผ้าและพูดคุยสัพเพเหระ และที่นั่นเอง... สายตาคู่หนึ่งก็จับจ้องมาที่นางดุจเหยี่ยวที่เห็นเหยื่อ
หวังจินจวี๋กำลังขยี้ผ้าอย่างแรงด้วยความหงุดหงิด นางเพิ่งมีปากเสียงกับจางชุ่ยฮวาเรื่องเงินค่ากับข้าวมาหมาดๆ พอเงยหน้าขึ้นมา ก็เห็นร่างที่คุ้นตาของซูเยว่ซินกำลังเดินหอบข้าวของพะรุงพะรังผ่านมาพอดี
ตอนแรกนางแทบไม่เชื่อสายตา! นั่นมันซูเยว่ซินมิใช่หรือ? สตรีที่ถูกไล่ออกจากบ้านไปตัวเปล่าพร้อมกับลูกป่วยหนัก!
ทว่า... สิ่งของในตะกร้าของนางคืออะไรกัน!
ดวงตาของหวังจินจวี๋หรี่ลง จับจ้องไปยังสัมภาระของซูเยว่ซินอย่างไม่วางตา กระสอบผ้าใบนั้นดูจากขนาดแล้วน่าจะเป็นข้าวสารไม่ต่ำกว่าสิบชั่ง! ข้างๆ กันนั้นคือผ้าห่มผืนใหม่เอี่ยมที่ยังเห็นความหนาฟูของนุ่นด้านในได้อย่างชัดเจน ยังไม่นับห่อใบไผ่ที่ส่งกลิ่นเนื้อสดจางๆ ออกมานั่นอีก!
หวังจินจวี๋ถึงกับหยุดมือที่กำลังซักผ้า ใบหน้าของนางบิดเบี้ยวด้วยความอิจฉาริษยาที่พุ่งขึ้นมาจุกอกราวกับไฟเผาผลาญ ความเป็นไปได้เช่นนี้มันมาจากที่ใดกัน? นังแพศยานั่นไปเอาเงินมากมายมาจากไหน! หรือว่า... หรือว่านางแอบขโมยเงินของตระกูลหลินซ่อนเอาไว้ก่อนจะถูกไล่ออกไป!
เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัว หวังจินจวี๋ก็รู้สึกราวกับตนได้ค้นพบความจริงอันน่าตกตะลึง นางลุกพรวดขึ้นทันที เดินปรี่เข้าไปขวางหน้าซูเยว่ซินเอาไว้
“โอ้... นี่มิใช่สะใภ้สามหรอกหรือ? ไม่สิ... ต้องเรียกว่าอดีตสะใภ้สามสินะ” หวังจินจวี๋เอ่ยด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน ดวงตาถลึงมองสำรวจข้าวของในตะกร้าของซูเยว่ซินอย่างจงใจ “ดูท่า... ชีวิตนอกบ้านตระกูลหลินจะสุขสบายดีนี่ มีทั้งข้าวสาร เนื้อสัตว์ ผ้าห่มใหม่... ช่างน่าอิจฉาเสียจริง ข้าสงสัยนักว่าแม่ม่ายยากจนที่ลูกชายป่วยหนักเช่นเจ้า ไปนำเงินทองมากมายมาจากที่ใดกัน?”
ซูเยว่ซินหยุดฝีเท้าลง นางมองหวังจินจวี๋ด้วยสายตาเย็นชา พลังจากเงินตำลึงที่นางหามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเองมอบความกล้าหาญให้นางจนหมดสิ้นซึ่งความหวาดกลัวใดๆ
“เรื่องของข้า ไม่จำเป็นต้องรายงานให้สะใภ้ใหญ่รับทราบ” นางตอบกลับเสียงเรียบ พยายามจะเดินเลี่ยงไปอีกทาง
แต่หวังจินจวี๋ไหนเลยจะยอมปล่อยนางไปง่ายๆ นางก้าวเข้ามาขวางอีกครั้ง สายตาจิกกัดราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
“หึ! ปากเก่งขึ้นนี่! ตอบข้ามา! เจ้าไปขโมยของใครมา หรือว่า... เงินที่เจ้าใช้อยู่นี้ คือเงินที่เจ้าแอบยักยอกจากบ้านตระกูลหลินไปใช่หรือไม่!”
คำกล่าวหาที่ไร้มูลความจริงทำให้ซูเยว่ซินขมวดคิ้วแน่น “โปรดระวังคำพูดของเจ้าด้วย ข้าหาเงินมาด้วยความสุจริต หลีกทางให้ข้า”
“สุจริตอย่างนั้นรึ? สตรีอย่างเจ้าเนี่ยนะจะหาเงินมากมายเพียงนี้ได้ในวันเดียว! อย่ามาโกหก! หากเจ้าไม่ยอมรับมาตามตรง ข้าจะไปฟ้องท่านแม่ ให้ท่านแม่มาจัดการกับเจ้า!”
ซูเยว่ซินเหลือบมองสตรีตรงหน้าด้วยความสมเพช นางไม่คิดจะเสียเวลาต่อปากต่อคำกับคนพาลอีกต่อไป นางเพียงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบว่า “อยากจะฟ้องก็เชิญ แต่หากข้าต้องเดือดร้อนเพราะคำพูดใส่ร้ายของเจ้า ข้าก็จะไปตีกลองร้องทุกข์ที่ว่าการอำเภอเช่นกัน ฟ้องร้องเรื่องที่ตระกูลหลินขับไล่แม่ม่ายและหลานชายออกจากบ้านยามป่วยหนัก และฟ้องร้องเจ้าในข้อหาหมิ่นประมาทให้ข้าเสื่อมเสียชื่อเสียง!”
คำขู่ว่าจะไปถึงที่ว่าการอำเภอทำให้หวังจินจวี๋ชะงักไปเล็กน้อย นางจ้องมองดวงตาที่แน่วแน่ไม่สั่นคลอนของซูเยว่ซินแล้วก็เกิดความลังเลขึ้นมา หากเรื่องบานปลายไปถึงหูทางการจริงๆ ตระกูลหลินก็อาจจะเดือดร้อนได้
ซูเยว่ซินอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายกำลังสับสน รีบเดินเลี่ยงจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้หวังจินจวี๋ยืนกำหมัดแน่นด้วยความโกรธแค้น ดวงตาของนางยังคงจับจ้องแผ่นหลังของซูเยว่ซินที่กำลังเดินจากไปพร้อมกับข้าวของเต็มตะกร้า ความริษยาและความสงสัยกัดกินหัวใจของนางจนแทบทนไม่ไหว
เมื่อกลับมาถึงกระท่อมผุพัง หลินเสี่ยวรุ่ยที่นั่งรออยู่หน้าประตูก็รีบวิ่งเข้ามาหาทันที
“ท่านแม่! ท่านกลับมาแล้ว!”
เมื่อเห็นข้าวของมากมายในมือมารดา ดวงตาของเด็กน้อยก็เบิกกว้างด้วยความตื่นเต้น แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาเขาได้มากที่สุดคือผ้าห่มผืนหนานุ่มที่วางอยู่บนสุด
ซูเยว่ซินวางของทุกอย่างลง ยิ้มพลางคลี่ผ้าห่มผืนใหม่ออก ความหนาและนุ่มของมันแตกต่างจากผ้าขี้ริ้วผืนเก่าราวฟ้ากับดิน
“เสี่ยวรุ่ย มาดูสิ นี่คือผ้าห่มใหม่ของเรา”
หลินเสี่ยวรุ่ยยื่นมือเล็กๆ ออกไปสัมผัสอย่างลังเล เมื่อปลายนิ้วได้แตะกับความนุ่มนิ่มอุ่นสบาย ความสุขก็ฉายชัดขึ้นมาในดวงตาของเขาทันที เด็กน้อยโผเข้าซบหน้ากับผ้าห่ม สูดดมกลิ่นผ้าใหม่เอี่ยมเข้าไปเต็มปอด
“ท่านแม่... มันอุ่นมากเลยขอรับ! นุ่มมากจริงๆ!” เขาเงยหน้าขึ้นมายิ้มกว้างจนเห็นไรฟัน “คืนนี้... คืนนี้พวกเราจะไม่หนาวแล้วใช่หรือไม่ขอรับ?”
คำพูดใสซื่อของลูกชายทำเอาหัวใจของซูเยว่ซินอ่อนยวบ นางดึงร่างเล็กๆ เข้ามากอดไว้แน่น “ใช่แล้วลูกรัก... ต่อจากนี้ไป พวกเราจะไม่หนาว และจะไม่อดอยากอีกแล้ว”
สองแม่ลูกกอดกันกลมอยู่ท่ามกลางกองเสบียงใหม่ ภาพนั้นช่างอบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยความหวัง ทว่า... พวกเขาทั้งสองหารู้ไม่ว่าพายุลูกใหม่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
ณ อีกฟากหนึ่งของหมู่บ้าน หวังจินจวี๋ได้ตัดสินใจแน่วแน่แล้ว นางไม่เชื่อเด็ดขาดว่าซูเยว่ซินจะหาเงินมาได้อย่างสุจริต มันต้องเป็นเงินของตระกูลหลินอย่างแน่นอน! ความคิดอันชั่วร้ายผุดขึ้นในสมอง นางจะต้องไปบอกจางชุ่ยฮวา... แต่ไม่ใช่แค่บอกความจริง นางจะต้องปรุงแต่งเรื่องราวให้น่าเชื่อถือและรุนแรงยิ่งขึ้น เพื่อให้ท่านแม่สามีโกรธจนคลั่งและบุกไปทวง ‘สมบัติ’ ของตระกูลหลินคืนมาให้จงได้!
คิดได้ดังนั้น หวังจินจวี๋ก็เร่งฝีเท้า มุ่งหน้าตรงไปยังลานบ้านของตระกูลหลินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งร้าย...