ลืมตาตื่นในเรือนซอมซ่อ
ความหนาวเย็นที่เสียดแทงเข้าสู่กระดูกปลุกสติของซูป้านเซี่ยให้ตื่นขึ้นจากห้วงนิทราอันมืดมิด กลิ่นอับชื้นของดินและไม้ผุพังลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ ผสมปนเปกับกลิ่นสาบของหยากไย่และฝุ่นละอองที่สะสมมาเนิ่นนาน เมื่อเปลือกตาที่หนักอึ้งราวกับมีหินถ่วงค่อยๆ ปรือขึ้น ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือเพดานไม้สีดำคล้ำที่เต็มไปด้วยใยแมงมุม แลเห็นคานไม้ที่ถูกปลวกแทะจนเกือบจะผุกร่อน
นางขยับกายอย่างเชื่องช้า ความเจ็บปวดรวดร้าวแล่นปราดไปทั่วสรรพางค์ราวกับถูกเข็มนับพันทิ่มแทง ศีรษะปวดตุบๆ ดุจมีค้อนทุบซ้ำแล้วซ้ำเล่า ร่างกายร้อนผ่าวราวกับอยู่ในเตาหลอม ทว่าปลายมือปลายเท้ากลับเย็นเฉียบจนแทบไร้ความรู้สึก
ที่นี่...ที่ไหนกัน?
ซูป้านเซี่ยขมวดคิ้วมุ่น ความทรงจำสุดท้ายของนางคือห้องปฏิบัติการที่สว่างไสวด้วยแสงไฟนีออน นางเป็นหัวหน้าเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญด้านยาสมุนไพร กำลังวิเคราะห์ส่วนประกอบของยาตัวใหม่อย่างขะมักเขม้นจนลืมวันลืมคืน แล้วก็...วูบไป ความเหนื่อยล้าสะสมคงทำให้หัวใจหยุดทำงานกะทันหัน
แต่เรือนเก็บฟืนที่ใกล้จะพังทลายหลังนี้ย่อมไม่ใช่โรงพยาบาลอย่างแน่นอน!
ทันใดนั้นเอง ความทรงจำที่ไม่ใช่ของนางก็หลั่งไหลเข้าสู่สมองราวกับเขื่อนแตก ‘ซูป้านเซี่ย’ เจ้าของร่างนี้คือสะใภ้รองของตระกูลหลิว แต่งเข้ามาได้เพียงครึ่งปีก็ถูกแม่สามีและสะใภ้ใหญ่โขกสับใช้งานราวกับทาส ไม่กี่วันก่อน นางถูกสั่งให้ขึ้นเขาไปเก็บฟืนกลางสายฝนพรำจนจับไข้ป่า กลับมาไม่เพียงไม่มียาให้กิน แต่ยังถูกผลักไสให้มานอนรอความตายในห้องเก็บฟืนแห่งนี้ ด้วยเหตุผลที่ว่ากลัวจะนำพาความป่วยไข้ไปติดคนในบ้าน
ช่างเป็นเหตุผลที่ฟังดูดีเสียเหลือเกิน! ทั้งที่ความจริงแล้ว พวกเขาเพียงรังเกียจและต้องการกำจัดนางให้พ้นทางเท่านั้น!
ครอบครัวเดิมของเจ้าของร่างยากจนข้นแค้น สินเดิมที่ติดตัวมามีเพียงผ้าห่มป่านวมเก่าๆ หนึ่งผืน เมื่อนางล้มป่วย พวกเขาก็ไม่คิดจะสิ้นเปลืองเงินทองเพื่อรักษาคนไร้ค่าเช่นนางอีกต่อไป
"เหอะ... คนใจดำอำมหิตเช่นนี้ก็มีอยู่จริง" ซูป้านเซี่ยแค่นเสียงเย้ยหยันในลำคอที่แห้งผาก นางคือผู้เชี่ยวชาญด้านยาและพิษ แต่กลับต้องมาอยู่ในร่างของสตรีที่ถูกทอดทิ้งให้ตายเพราะไข้ธรรมดาๆ ช่างน่าขันสิ้นดี!
ขณะที่นางกำลังปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ใหม่ ประตูไม้ผุพังก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง เสียงเสียดสีบาดหูจนน่ารำคาญ ร่างของสตรีผู้หนึ่งในชุดผ้าเนื้อหยาบสีตุ่นปรากฏขึ้นที่หน้าประตู นางมีรูปหน้าแหลม ดวงตาเรียวเล็กฉายแววเจ้าเล่ห์และดูถูกดูแคลนอย่างไม่ปิดบัง
หลี่เจียว... สะใภ้ใหญ่ของตระกูลหลิว ศัตรูตัวฉกาจของเจ้าของร่างเดิม
"นึกว่าตายไปแล้วเสียอีก ยังหายใจอยู่อีกรึ?" หลี่เจียวเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหลมสูง พลางใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดจมูกราวกับรังเกียจกลิ่นภายในห้องเต็มประดา สายตาของนางกวาดมองไปทั่ว ก่อนจะหยุดลงที่ผ้าห่มผืนเก่าบนร่างของซูป้านเซี่ย แววตาเต็มไปด้วยความโลภ
"อากาศเริ่มเย็นลงแล้ว คนตายไม่จำเป็นต้องใช้ผ้าห่มอุ่นๆ หรอกกระมัง สู้ยกให้ข้าซึ่งเป็นคนเป็นๆ ได้ใช้ประโยชน์ยังจะดีกว่า" พูดจบนางก็เดินปรี่เข้ามาหมายจะกระชากผ้าห่มผืนสุดท้ายที่ให้ความอบอุ่นแก่ซูป้านเซี่ยไป
ในอดีต หากเป็นเจ้าของร่างเดิมคงได้แต่ยอมให้นางรังแกอย่างเงียบๆ ทำได้เพียงนอนมองดูสมบัติชิ้นสุดท้ายของตนถูกช่วงชิงไปต่อหน้าต่อตา
แต่บัดนี้... วิญญาณที่อยู่ในร่างนี้คือซูป้านเซี่ยแห่งศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด!
ในเสี้ยววินาทีที่มือหยาบกร้านของหลี่เจียวเอื้อมมาถึง ซูป้านเซี่ยผู้ซึ่งนอนอ่อนแรงอยู่บนกองฟางกลับรวบรวมพละกำลังทั้งหมดที่เหลืออยู่ลุกพรวดขึ้น!
เพียะ!
เสียงฝ่ามือกระทบใบหน้าดังสนั่นก้องไปทั่วเรือนเก็บฟืนอันเงียบงัน หลี่เจียวเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง นางยกมือกุมแก้มซ้ายที่บัดนี้ปรากฏรอยนิ้วมือห้านิ้วแดงเถือก ความเจ็บแสบแล่นปราดไปทั่วใบหน้า แต่นั่นยังไม่เท่ากับความงุนงงและไม่อยากจะเชื่อ น้องสะใภ้ที่เคยอ่อนแอราวกับลูกไก่ในกำมือ กล้าดีอย่างไรถึงลงมือกับนาง!
"เจ้า! นังสารเลว! เจ้ากล้าตบข้ารึ!" หลี่เจียวแผดเสียงกรีดร้องราวกับถูกเชือด
ซูป้านเซี่ยใช้มือยันพื้นพยุงร่างที่โซซัดโซเซของตนเองให้ตั้งตรง แม้จะรู้สึกหน้ามืดตาลาย แต่ดวงตาของนางกลับสาดประกายเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปี จ้องมองหลี่เจียวเขม็งจนอีกฝ่ายรู้สึกเสียวสันหลังวาบ
"ตบแล้วอย่างไร?" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่ทรงพลัง "พี่สะใภ้ใหญ่ช่างขยันขันแข็งนัก ขนาดคนป่วยใกล้ตายเช่นข้ายังอุตส่าห์แวะเวียนมาเยี่ยมเยือน หรือแท้จริงแล้วท่านมาดูให้แน่ใจว่าข้าตายแล้วหรือยัง จะได้รีบเข้ามาขนสมบัติของข้าไป?"
คำพูดที่เชือดเฉือนราวกับมีดกรีดแทงเข้ากลางใจดำของหลี่เจียว นางหน้าซีดเผือด พูดจาติดๆ ขัดๆ "ขะ...ข้าแค่...แค่จะมาดูว่าเจ้าต้องการอะไรหรือไม่!"
"ต้องการอะไร?" ซูป้านเซี่ยหัวเราะหยัน "สิ่งที่ข้าต้องการคือยาดีๆ สักหม้อ ข้าวต้มร้อนๆ สักชาม ไม่ใช่คนที่จ้องจะขโมยแม้กระทั่งผ้าห่มของคนใกล้ตาย! ของของข้า แม้จะเก่าซอมซ่อเพียงใด แต่ก็ยังเป็นของของข้า หากข้ายังไม่ตาย ใครหน้าไหนก็อย่าหวังว่าจะได้แตะต้อง! ท่านแม่ไม่ได้สอนหรือว่าการลักขโมยของผู้อื่นเป็นเรื่องน่ารังเกียจ โดยเฉพาะการขโมยของจากคนป่วย มันจะนำพาโชคร้ายมาให้!"
หลี่เจียวตัวสั่นสะท้านด้วยความโกรธและความกลัวระคนกัน นางไม่เคยเห็นซูป้านเซี่ยในท่าทีแข็งกร้าวและมีแววตาที่น่ากลัวเช่นนี้มาก่อน ราวกับเป็นคนละคน นางอยากจะพุ่งเข้าไปจิกทึ้งตบตีนังน้องสะใภ้ตัวดีให้หายแค้น แต่เมื่อสบเข้ากับสายตาคมกริบคู่นั้น ขาของนางกลับก้าวไม่ออก
"ฝากไว้ก่อนเถอะ!" หลี่เจียวขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ทิ้งท้ายไว้เพียงประโยคข่มขู่ตามสูตร ก่อนจะรีบหมุนตัววิ่งหนีออกจากเรือนเก็บฟืนไปราวกับหนีผี
เมื่อแผ่นหลังของหลี่เจียวลับสายตาไป พละกำลังที่ซูป้านเซี่ยเค้นออกมาเมื่อครู่ก็หมดลงทันที นางทรุดกายนั่งลงบนกองฟางอย่างอ่อนแรง ไอความร้อนจากพิษไข้ยังคงคุกคามร่างกายไม่หยุดหย่อน นางรู้ดีว่าหากปล่อยไว้เช่นนี้ มีหวังได้ตายสมใจพวกตระกูลหลิวเป็นแน่
ขณะที่กำลังคิดหาหนทางเอาชีวิตรอด เสียงบานประตูที่เสียดสีกันเบาๆ ก็ดังขึ้นอีกครั้ง ซูป้านเซี่ยตวัดสายตาคมปลาบไปยังประตูด้วยความระแวดระวัง แต่คราวนี้ผู้ที่ปรากฏตัวกลับเป็นเด็กหญิงร่างเล็กผอมบางอายุราวเจ็ดแปดหนาว นางคือหลิวเสี่ยวตง น้องสาวคนสุดท้องของสามีนาง
เด็กหญิงชะโงกหน้าเข้ามาอย่างหวาดๆ ในมือเล็กๆ ประคองชามกระเบื้องบิ่นใบหนึ่งเอาไว้ ดวงตากลมโตของนางฉายแววหวาดกลัวและสงสารระคนกัน นางเหลือบมองซ้ายขวาอย่างรวดเร็ว เมื่อไม่เห็นใครจึงรีบวิ่งเข้ามาหาซูป้านเซี่ย
"พี่สะใภ้รอง... ขะ...ข้าแอบตักน้ำมาให้" หลิวเสี่ยวตงยื่นชามในมือส่งให้นางด้วยมือที่สั่นเทา ในชามมีน้ำสะอาดอยู่เพียงครึ่งหนึ่ง แต่นั่นก็นับว่าเป็นของล้ำค่าสำหรับซูป้านเซี่ยในยามนี้
ซูป้านเซี่ยมองดวงตาที่ใสซื่อและเต็มไปด้วยความห่วงใยของเด็กหญิง ความเย็นชาในแววตาของนางพลันอ่อนแสงลง ในครอบครัวที่เต็มไปด้วยอสรพิษแห่งนี้ ยังมีดอกบัวขาวบริสุทธิ์เช่นนี้หลงเหลืออยู่อีกหนึ่งคน
นางยื่นมือรับชามน้ำมาดื่มรวดเดียวจนหมด ความเย็นของน้ำช่วยบรรเทาความร้อนรุ่มในลำคอได้ชั่วขณะ "ขอบใจเจ้านะ เสี่ยวตง"
"ท่านรีบดื่มเถอะ เดี๋ยวแม่เห็นเข้าข้าจะโดนตี" เด็กหญิงพูดเสียงสั่นเครือ "พี่สะใภ้รอง ท่านต้องรีบหายนะ"
ซูป้านเซี่ยส่งชามเปล่าคืนให้พร้อมกับลูบศีรษะเล็กๆ นั้นเบาๆ "อืม ข้าจะรีบหาย เจ้าเองก็ดูแลตัวเองดีๆ อย่าให้ใครมารังแกได้"
หลิวเสี่ยวตงพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ก่อนจะรีบคว้าชามแล้ววิ่งจากไปอย่างเงียบเชียบ
ซูป้านเซี่ยมองตามแผ่นหลังเล็กๆ นั้นไปจนลับตา นางถอนหายใจยาว ในใจพลันเกิดความรู้สึกผูกพันกับเด็กน้อยผู้นี้ขึ้นมาอย่างประหลาด นางตั้งปณิธานในใจ...ตราบใดที่นางยังมีชีวิตอยู่ นางจะปกป้องเด็กคนนี้ไม่ให้ต้องเผชิญชะตากรรมเลวร้ายในบ้านหลังนี้
ทว่าทันทีที่ความคิดนั้นผุดขึ้นในหัว พิษไข้ที่สงบไปชั่วครู่ก็กำเริบรุนแรงขึ้นกว่าเดิม!
ความร้อนมหาศาลปะทุขึ้นจากภายในร่างราวกับภูเขาไฟระเบิด ศีรษะของนางปวดร้าวจนแทบจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ภาพเบื้องหน้าพร่าเลือนหมุนคว้างไปหมด สติสัมปชัญญะเริ่มเลือนราง นางรู้สึกราวกับมีพลังลึกลับบางอย่างกำลังดูดกลืนจิตวิญญาณของนางให้ดำดิ่งสู่ความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด...
นางกำลังจะตายอีกครั้งจริงๆ หรือ?