มิติลับโอสถสวรรค์

ความรู้สึกราวกับถูกฉีกกระชากออกจากร่างนั้นรุนแรงและฉับพลัน! ซูป้านเซี่ยกรีดร้องในใจอย่างตื่นตระหนก ทว่าไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากที่แห้งผากของนาง สติสัมปชัญญะที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดถูกพลังลึกลับดูดกลืนเข้าไปในวังวนอันมืดมิด สรรพเสียงรอบกายเงียบงัน ความเจ็บปวดจากพิษไข้เลือนหายไป เหลือเพียงความรู้สึกว่างเปล่าและหนาวเหน็บราวกับล่องลอยอยู่ในห้วงอวกาศอันไร้ที่สิ้นสุด

นางกำลังจะตายอีกครั้งจริงๆ หรือ? ชะตาชีวิตของนางช่างน่าขันสิ้นดี ทะลุมิติมาเพียงเพื่อจะสิ้นใจในห้องเก็บฟืนโทรมๆ เช่นนี้...

แต่แล้ว ในขณะที่จิตวิญญาณของนางกำลังจะแตกสลาย ความมืดมิดนั้นพลันปรากฏจุดแสงสว่างวาบขึ้น แสงนั้นขยายตัวอย่างรวดเร็ว สาดส่องขับไล่ความมืดมิดจนสิ้น พลังที่ดูดกลืนนางอยู่แปรเปลี่ยนเป็นแรงผลักอันอ่อนโยน ส่งจิตของนางให้ลอยละล่องไปสู่ดินแดนแห่งใหม่

วูบ!

ซูป้านเซี่ยรู้สึกราวกับเท้าของนางได้สัมผัสกับพื้นดินที่อ่อนนุ่ม กลิ่นหอมสดชื่นของดินและพืชพรรณนานาชนิดโชยเข้าปะทะอย่างจัง ความร้อนรุ่มที่แผดเผาอยู่ภายในพลันมลายหายไปสิ้น ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกเย็นสบายอย่างน่าอัศจรรย์

นางค่อยๆ ลืมตาขึ้น และภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้นางต้องตะลึงจนลืมหายใจ

ที่นี่...คือที่ใดกัน?

เบื้องหน้าของนางคือดินแดนอันพิสุทธิ์ที่โอบล้อมด้วยม่านหมอกสีขาวนวลตา พื้นดินที่นางยืนอยู่หาใช่ดินสีเหลืองแห้งแล้งในห้องเก็บฟืนไม่ แต่มันคือผืนดินสีนิลดำขลับราวกับรัตติกาล ส่องประกายระยิบระยับราวกับมีชีวิต ดินทุกอณูอัดแน่นไปด้วยพลังปราณอันบริสุทธิ์ที่นางสามารถสัมผัสได้แม้ไม่ต้องใช้มือแตะต้อง ผืนดินนี้กินอาณาบริเวณกว้างประมาณหนึ่งหมู่ (ราว 1,600 ตารางเมตร) ว่างเปล่ารอคอยการเพาะปลูก

ซูป้านเซี่ยในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรย่อมรู้ดีในทันที นี่คือ ‘ดินปราณโอสถ’ ชั้นเลิศ! ดินที่แม้แต่ในบันทึกโบราณก็กล่าวถึงเพียงน้อยนิด เป็นดินวิเศษที่สามารถย่นระยะเวลาการเติบโตของสมุนไพรและเพิ่มพูนสรรพคุณทางยาให้สูงขึ้นนับสิบเท่า!

นางก้มลงมอง ‘ร่าง’ ของตนเอง มันเป็นเพียงกลุ่มก้อนพลังงานโปร่งแสงที่มีรูปลักษณ์คล้ายกับตัวนาง ดูเหมือนว่ามีเพียงจิตวิญญาณของนางเท่านั้นที่ถูกดึงเข้ามายังสถานที่แห่งนี้

พลันเสียงน้ำไหลรินแผ่วเบาดังมาจากที่แห่งหนึ่ง ซูป้านเซี่ยหันไปตามเสียงนั้น ในใจพลันบังเกิดความหวังขึ้นมาอย่างท่วมท้น นางก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ผ่านทุ่งดินสีนิลไปยังใจกลางของมิติแห่งนี้

และแล้วนางก็ได้พบบ่อน้ำพุขนาดเล็กที่ซ่อนตัวอยู่เงียบๆ บ่อน้ำพุนี้มีขนาดไม่ใหญ่นัก เส้นผ่านศูนย์กลางเพียงหนึ่งวาเศษ แต่น้ำในบ่อนั้นใสกระจ่างจนมองเห็นกรวดหินเบื้องล่างได้อย่างชัดเจน เหนือผิวน้ำมีไอหมอกสีขาวจางๆ ลอยอ้อยอิ่ง ส่งกลิ่นหอมสดชื่นที่คล้ายกลิ่นสมุนไพรและกลิ่นดินหลังฝนตกผสมผสานกันอย่างลงตัว

เพียงได้สูดกลิ่นไอเย็นนั้นเข้าไป จิตวิญญาณของนางก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที ความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะได้ลิ้มรสน้ำพุวิเศษนี้ผุดขึ้นในใจอย่างไม่อาจต้านทาน

ด้วยสัญชาตญาณ นางยื่น ‘มือ’ ที่เป็นกลุ่มก้อนพลังงานโปร่งแสงของตนเองลงไปรองน้ำในบ่อ ความรู้สึกเย็นเยียบแต่เปี่ยมด้วยพลังชีวิตแผ่ซ่านจากปลายนิ้วเข้าสู่ทั่วทั้งดวงจิต นางไม่ลังเลที่จะยกขึ้นดื่มในทันที

ทันทีที่น้ำพุวิเศษสัมผัสกับ ‘ริมฝีปาก’ ของนาง มันก็แปรเปลี่ยนเป็นกระแสธาราอันเย็นสดชื่นไหลเข้าสู่ใจกลางจิตวิญญาณ ความรู้สึกร้อนรุ่มและความเจ็บปวดจากพิษไข้ที่ยังคงหลงเหลือเป็นเงาตามติดมาพลันถูกชะล้างจนหมดสิ้น ความอ่อนล้าที่เกาะกุมมาเนิ่นนานสลายไปในพริบตา ถูกแทนที่ด้วยพลังชีวิตอันเปี่ยมล้นที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

“นี่มัน... น้ำพุวิเศษจริงๆ!” ซูป้านเซี่ยพึมพำกับตนเองด้วยความยินดี นางรู้สึกได้ว่าจิตวิญญาณของนางแข็งแกร่งและมั่นคงขึ้นกว่าเดิมหลายส่วน ราวกับได้รับการบำรุงฟื้นฟูจนกลับสู่สภาพสมบูรณ์อีกครั้ง

เมื่อความรู้สึกดีขึ้น นางจึงเริ่มสำรวจรอบกายอย่างละเอียดถี่ถ้วนอีกครั้ง สายตาของนางพลันเหลือบไปเห็นต้นหญ้าเล็กๆ ต้นหนึ่งที่งอกอยู่ริมบ่อน้ำพุ มันเป็นเพียงวัชพืชธรรมดาที่ดูไม่มีราคาค่างวดใดๆ ทว่าในขณะที่นางจ้องมองมันนั้นเอง พลันมีตัวอักษรโปร่งแสงสีเขียวมรกตปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของนางอย่างน่าอัศจรรย์!

[ชื่อพืช: หญ้าหางจิ้งจอก]

[อายุ: สามวัน]

[สรรพคุณ: ไม่มีพิษ, รากสามารถใช้เป็นอาหารสัตว์เคี้ยวเอื้องได้]

[สถานะ: สมบูรณ์แข็งแรง]

ซูป้านเซี่ยผงะไปชั่วขณะ นี่มันอะไรกัน? นางลองหันไปมองต้นหญ้าอีกต้นหนึ่งที่อยู่ถัดไป

[ชื่อพืช: หญ้าปมด้อย]

[อายุ: สองวัน]

[สรรพคุณ: ไม่มี, เป็นวัชพืช]

[สถานะ: สมบูรณ์แข็งแรง]

หัวใจของนางเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น นี่คือ ‘ดวงตาประเมินพืช’! ความสามารถพิเศษที่ติดตัวนางมาพร้อมกับการทะลุมิติครั้งนี้ใช่หรือไม่! ทั้งมิติลับโอสถสวรรค์ ทุ่งดินปราณโอสถ น้ำพุวิเศษ และดวงตาประเมินพืช... สวรรค์! ท่านไม่ได้ทอดทิ้งข้า! ท่านมอบขุมทรัพย์อันยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับเภสัชกรให้แก่ข้า!

ความหวังฉายประกายเจิดจ้าขึ้นในแววตาของซูป้านเซี่ยอีกครั้ง ในเมื่อมีมิติวิเศษนี้อยู่ในมือ ต่อให้ต้องเผชิญกับครอบครัวสามีที่โหดร้ายเพียงใด นางก็มีความมั่นใจว่าจะสามารถพลิกชะตาชีวิตของตนเองได้อย่างแน่นอน!

ทว่าขณะที่นางกำลังดื่มด่ำกับความยินดีนั้นเอง พลังดูดกลืนอันคุ้นเคยก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง ดึงรั้งจิตวิญญาณของนางออกจากมิติลับแห่งนี้อย่างรุนแรง ภาพทุ่งดินสีนิลและบ่อน้ำพุวิเศษพลันเลือนหายไป ความมืดมิดเข้าครอบงำอีกครั้งเพียงชั่วพริบตา...

แอ๊ด...

เสียงเปิดประตูไม้ที่หนักอึ้งและฝืดเฝือดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ซูป้านเซี่ยลืมตาขึ้นช้าๆ สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือกลิ่นอับชื้นและกลิ่นฟางแห้งอันคุ้นเคย นางกลับมาอยู่ในห้องเก็บฟืนแล้ว

แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไป... ร่างกายของนางไม่ร้อนเป็นไฟอีกต่อไป แม้จะยังรู้สึกอ่อนเพลียอยู่บ้าง แต่ความปวดร้าวทรมานได้มลายหายไปสิ้น สมองปลอดโปร่ง ความคิดแจ่มชัด นางหายไข้แล้ว! น้ำพุวิเศษนั่น...มันได้รักษาอาการป่วยของนางจากภายในจริงๆ!

ยังไม่ทันที่นางจะได้สำรวจร่างกายตนเองให้ดี เสียงแหลมสูงอันน่ารำคาญก็ดังขึ้นจากหน้าประตูห้อง

“นังตัวกินไส้! นังสารเลว! ป่วยกระเสาะกระแสะอยู่ได้ ไม่รู้จักรีบๆ ตายไปเสีย จะได้ไม่ต้องเปลืองข้าวสุกของบ้านข้า! เป็นแค่สะใภ้ที่ซื้อมา ยังจะทำตัวเป็นคุณหนูอีกหรือ! เฮอะ! ข้าจะให้เวลามันอีกแค่วันเดียว ถ้าพรุ่งนี้ยังไม่ลุกขึ้นมาทำงาน ข้าจะลากมันไปทิ้งท้ายหมู่บ้านให้หมากิน!”

เสียงนั้นจะเป็นของผู้ใดไปไม่ได้นอกจากหวังชุ่ยฮวา แม่สามีใจยักษ์ของนางนั่นเอง!

ซูป้านเซี่ยได้ยินทุกถ้อยคำอย่างชัดเจน ความเย็นเยียบสายหนึ่งแล่นปราดขึ้นมาในแววตาของนาง ในอดีต ‘ซูป้านเซี่ย’ คนเดิมคงได้แต่ขดตัวร้องไห้อยู่บนกองฟาง แต่สำหรับนางในตอนนี้...ไม่ใช่!

นางใช้แขนยันตัวเองให้ลุกขึ้นนั่งอย่างเชื่องช้า แม้ร่างกายจะยังซูบผอมไร้เรี่ยวแรง แต่แผ่นหลังกลับตั้งตรงอย่างมั่นคง นางปัดเศษฟางออกจากเสื้อผ้าที่เก่าขาด ก่อนจะค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรงไปยังประตูห้อง

หวังชุ่ยฮวายังคงยืนเท้าสะเอวพ่นคำสาปแช่งอย่างต่อเนื่อง ใบหน้าอวบกลมของนางบิดเบี้ยวด้วยความเกลียดชัง “...ข้าจะบอกให้เจ้ารู้ไว้นะนังตัวดี ต่อให้เจ้าตายไป ข้าก็จะเอาศพเจ้าไปขายให้สำนักหมอผี ได้เงินมาสักตำลึงสองตำลึงก็ยังดีกว่านอนให้...”

เคร้ง!

เสียงกลอนไม้ถูกปลดออกดังขัดจังหวะ หวังชุ่ยฮวาชะงักงัน หรี่ตามองไปยังบานประตูที่กำลังแง้มเปิดออกอย่างช้าๆ ด้วยความประหลาดใจ

แอ๊ด...

บานประตูไม้เก่าซอมซ่อเปิดออกจนสุด เผยให้เห็นร่างของซูป้านเซี่ยที่ยืนสงบนิ่งอยู่หลังธรณีประตู นางยังคงอยู่ในชุดผ้าป่านเนื้อหยาบที่ซีดเซียว ร่างกายผ่ายผอมราวกับกิ่งไม้แห้ง ใบหน้าซูบตอบไร้สีเลือด ทว่า...ดวงตาคู่นั้นกลับแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง

มันไม่ใช่ดวงตาที่เลื่อนลอยและหวาดกลัวอีกต่อไป แต่เป็นดวงตาที่สงบนิ่งและเย็นเยียบราวกับน้ำในบ่อลึกยามราตรี ความเฉยเมยในแววตานั้นคมกริบเสียยิ่งกว่าใบมีด ทำให้ผู้ที่ถูกจ้องมองรู้สึกราวกับถูกกระชากวิญญาณ

หวังชุ่ยฮวาที่กำลังอ้าปากเตรียมจะด่าทอต่อพลันตัวแข็งทื่อ คำพูดทุกคำติดอยู่ที่ปลายลิ้น นางเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบสิ้นสติ ภาพของสะใภ้รองที่ควรจะนอนรอความตายอยู่บนกองฟาง กลับมายืนเผชิญหน้ากับนางด้วยท่าทีที่ไม่คุ้นเคยเช่นนี้...มันทำให้นางรู้สึกหวาดหวั่นอย่างประหลาด ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับภูตผีที่ฟื้นคืนจากความตาย!

ซูป้านเซี่ยขยับริมฝีปากที่แห้งผากของนางเล็กน้อย มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ดูราวกับไม่ใช่รอยยิ้ม น้ำเสียงของนางแหบพร่าแต่เยือกเย็นจนถึงกระดูก

“ท่านแม่... กำลังสวดส่งวิญญาณให้ผู้ใดอยู่หรือเจ้าคะ?”