สามีขาเป๋ผู้เงียบขรึม
น้ำเสียงที่แหบพร่าแต่เยียบเย็นของซูป้านเซี่ยลอยกระทบโสตประสาทของหวังชุ่ยฮวา ราวกับน้ำแข็งที่สาดใส่กลางเปลวเพลิงโทสะ หญิงวัยกลางคนที่เคยเกรี้ยวกราดดั่งพยัคฆ์ร้ายพลันตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป คำพูดที่เตรียมจะพ่นออกมาติดค้างอยู่ในลำคอ ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองสะใภ้รองที่ยืนสงบนิ่งอยู่ตรงหน้าด้วยความหวาดระแวงและสับสน
นางคือปีศาจตนใดกัน? เหตุใดนังเด็กที่ควรจะนอนรอความตายบนกองฟางจึงได้มีแววตาเช่นนี้? มันไม่ใช่สายตาของคนป่วยใกล้สิ้นใจ แต่เป็นสายตาของผู้ที่กุมชะตาชีวิตผู้อื่นไว้ในกำมือ
“เจ้า...เจ้า...” หวังชุ่ยฮวาอ้าปากค้าง ตัวสั่นระริก ไม่รู้ว่าควรจะด่าทอหรือกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวดี
ซูป้านเซี่ยเพียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาเรียบเฉยยังคงจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าบิดเบี้ยวของผู้เป็นแม่สามี ไม่มีความกลัวหลงเหลืออยู่แม้เพียงเสี้ยวเดียว จิตวิญญาณของเภสัชกรสาวจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดได้หลอมรวมเข้ากับความทรงจำอันเจ็บปวดของร่างนี้จนสมบูรณ์แล้ว ความอ่อนแอในอดีตได้ถูกเผาไหม้ไปพร้อมกับพิษไข้ เหลือทิ้งไว้เพียงเถ้าถ่านแห่งความแค้นที่รอวันปะทุ
ขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออกนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ และเสียงพูดคุยก็ดังมาจากทางประตูรั้ว ทำให้สถานการณ์ที่กำลังจะระเบิดพลันชะงักงัน
“พี่รอง วันนี้ได้ค่าจ้างมาเท่าใดกัน? ท่านเศรษฐีจางให้มาพอค่าสุราของข้าหรือไม่?” เสียงนั้นทั้งเกียจคร้านและแฝงไว้ด้วยความละโมบ เป็นเสียงของหลิวต้าหนิว พี่ชายคนที่สามของตระกูลหลิว
“เงียบเถอะน่าต้าหนิว” เสียงทุ้มต่ำและแหบแห้งดังขัดขึ้น แม้จะแฝงไว้ด้วยความเหนื่อยล้า แต่กลับหนักแน่นมั่นคง
หวังชุ่ยฮวาได้ยินเสียงบุตรชายคนโปรดก็ราวกับได้สติคืนมา นางรีบหันขวับไปมองยังต้นเสียงทันที แววตาที่เคยหวาดหวั่นแปรเปลี่ยนเป็นความยินดีระคนหงุดหงิด นางถลึงตาใส่ซูป้านเซี่ยอีกครั้ง ก่อนจะสะบัดหน้าเดินกระแทกเท้าไปยังลานบ้านเพื่อต้อนรับบุตรชายทั้งสอง
ซูป้านเซี่ยไม่ได้สนใจท่าทีของนางอีกต่อไป สายตาของนางกวาดมองไปยังบุรุษสองคนที่กำลังก้าวผ่านประตูรั้วเข้ามา
คนแรกคือหลิวต้าหนิว รูปร่างสูงใหญ่แต่ดูเผละเพราะความขี้เกียจ เขาสวมเสื้อผ้าที่ดูใหม่กว่าใครในบ้าน ใบหน้าเต็มไปด้วยความอิ่มเอมใจอย่างคนที่ไม่เคยต้องลำบากตรากตรำ ส่วนอีกคน...คือสามีในนามของนาง หลิวเหอผิง
หลิวเหอผิงมีรูปร่างสูงโปร่ง แม้จะสวมเสื้อผ้าผ้าป่านเก่าซีดที่มีรอยปะชุนอยู่หลายแห่ง แต่ก็ไม่อาจปิดบังโครงร่างที่แข็งแกร่งของบุรุษผู้เคยเป็นพรานป่าได้ ผิวของเขาคล้ำแดด ใบหน้าคมคายติดจะเย็นชาแฝงความเหนื่อยล้าไว้ลึกๆ ทว่าสิ่งที่สะดุดตานางที่สุดคือขาขวาของเขา
ทุกย่างก้าวที่เขาเหยียบลงบนพื้นดิน ขาข้างนั้นจะกะเผลกอย่างเห็นได้ชัด กล้ามเนื้อบนใบหน้าของเขากระตุกเล็กน้อยทุกครั้งที่ลงน้ำหนัก เป็นสัญญาณของความเจ็บปวดที่พยายามเก็บงำเอาไว้
“ท่านแม่ ข้ากลับมาแล้ว” หลิวต้าหนิวเดินอาดๆ เข้ามาหาหวังชุ่ยฮวา ทำทีเป็นมองไม่เห็นซูป้านเซี่ยที่ยืนอยู่หน้าเรือนฝืน
“กลับมาแล้วรึต้าหนิวของแม่ เหนื่อยหรือไม่?” หวังชุ่ยฮวาปรี่เข้าไปลูบแขนลูบขาบุตรชายคนโปรดราวกับเขาไปออกรบมาก็ไม่ปาน
“ไม่เหนื่อยเท่าใดหรอกท่านแม่ แต่น่าเสียดายที่วันนี้พี่รองได้ค่าจ้างมาน้อยนิด ไม่พอให้ข้าไปดื่มสุราดีๆ ที่ร้านเถ้าแก่หวังเลย” หลิวต้าหนิวพูดพลางชายตามองไปยังพี่ชายที่เดินตามมาอย่างเชื่องช้า
หลิวเหอผิงไม่ได้สนใจคำพูดเสียดสีนั้น เขาก้มศีรษะให้มารดาเล็กน้อย ก่อนจะเดินตรงมายังเรือนฟืนซึ่งเป็นที่พักของตนกับซูป้านเซี่ย แต่ยังไม่ทันจะถึงประตู หลิวต้าหนิวก็ก้าวเข้ามาขวางทางไว้
“เดี๋ยวก่อนพี่รอง เงินค่าจ้างของท่านล่ะ? เอามาให้ข้าก่อนสิ ข้าจะเอาไปซื้อสุรามาดื่มแก้เมื่อย” เขายื่นมือออกไปตรงหน้าหลิวเหอผิงอย่างไม่ละอาย
หลิวเหอผิงขมวดคิ้วแน่น ดวงตาที่สงบนิ่งฉายแววขุ่นเคืองขึ้นมาวูบหนึ่ง “ข้าไม่มีเงิน”
“เป็นไปได้อย่างไร! ข้าเห็นกับตาว่าท่านเศรษฐีจางให้เหรียญทองแดงท่านมาหลายอีแปะ!” หลิวต้าหนิวขึ้นเสียง “ท่านคิดจะเก็บไว้ให้เมียป่วยๆ ของท่านหรืออย่างไร? นังนั่นใกล้จะตายแล้ว เก็บเงินไว้ก็เสียเปล่า สู้เอามาให้ข้าใช้ยังจะดีกว่า!”
คำพูดอันไร้น้ำใจนั้นทำให้ดวงตาของซูป้านเซี่ยทอประกายเย็นเยียบขึ้นมาทันที นางเห็นหลิวเหอผิงกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน แต่สุดท้ายเขาก็คลายออกด้วยความอดกลั้น
ก่อนที่หลิวเหอผิงจะทันได้ทำอะไร ร่างผอมบางของซูป้านเซี่ยก็ขยับเข้ามาอยู่ข้างกายเขาอย่างเงียบเชียบ นางยื่นมือที่ผอมแห้งราวกับกิ่งไม้ออกไป แตะลงบนข้อมือของหลิวต้าหนิวที่ยื่นค้างอยู่กลางอากาศเบาๆ
“พี่สาม ท่านอยากได้เงินหรือเจ้าคะ?” น้ำเสียงของนางยังคงแหบพร่า แต่กลับไม่มีความอ่อนแอเจือปน
หลิวต้าหนิวชะงัก มองมือนางด้วยความรังเกียจ “ไสหัวไปนังตัวซวย! อย่ามาแตะต้องตัวข้า!” เขาพยายามจะสะบัดมือออก แต่กลับพบว่าไม่อาจขยับได้
ซูป้านเซี่ยเพียงยิ้มบางๆ นิ้วหัวแม่มือของนางกดลงบนจุดชีพจรเหนือข้อมือของเขาอย่างนุ่มนวล ทว่ากลับใช้แรงกดที่แม่นยำและหนักหน่วงราวกับคีมเหล็ก เป็นจุดฝังเข็มที่นางรู้จักดียิ่งกว่าใคร
“อ๊ะ!” หลิวต้าหนิวร้องเสียงหลง ความเจ็บแปลบแล่นปราดจากข้อมือขึ้นไปยังข้อศอก ตามมาด้วยอาการชาหนึบที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วจนทั่วทั้งแขนราวกับมีมดนับพันตัวกำลังไต่วูบวาบอยู่ใต้ผิวหนัง แขนของเขาพลันไร้เรี่ยวแรงและหนักอึ้งราวกับท่อนไม้
“เจ้า...เจ้าทำอะไรข้า!” เขาเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก พยายามขยับแขนแต่ก็ทำไม่ได้ดังใจนึก
ซูป้านเซี่ยค่อยๆ ปล่อยมือออกแล้วถอยกลับไปยืนข้างหลิวเหอผิงตามเดิม นางปรายตามองเขาอย่างเย็นชา “ข้าเพียงช่วยนวดคลายเส้นให้พี่สามเท่านั้น กลัวว่าท่านจะเมื่อยแขนจากการแบมือขอเงินนานเกินไป”
หวังชุ่ยฮวาที่ยืนดูอยู่ถึงกับอ้าปากค้าง ส่วนหลิวเหอผิงมองซูป้านเซี่ยด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย...มีความประหลาดใจฉายชัดอยู่ในนั้น
หลิวต้าหนิวหน้าซีดเผือด ความรู้สึกชาหนึบที่แขนทำให้เขาทั้งกลัวทั้งโกรธ เขามองซูป้านเซี่ยราวกับเห็นภูตผี ก่อนจะกุมแขนข้างที่ชาแล้วรีบถอยห่างไปสองก้าว “ฝะ...ฝากไว้ก่อนเถอะ!” สิ้นคำ เขาก็รีบวิ่งแจ้นไปฟ้องมารดาอย่างน่าสมเพช
เมื่อร่างเกะกะหายไปแล้ว ซูป้านเซี่ยจึงหันกลับมามองหลิวเหอผิง เขายังคงยืนนิ่งเงียบ มองนางด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะเดินขากะเผลกผ่านธรณีประตูเข้าไปในห้องที่มืดและอับทึบ
ซูป้านเซี่ยเดินตามเข้าไปอย่างเงียบงัน ภายในห้องมีเพียงเตียงไม้เก่าๆ ที่ปูด้วยฟาง และโต๊ะไม้เล็กๆ ที่ขาโยกเยกอยู่หนึ่งตัว หลิวเหอผิงทรุดกายนั่งลงบนขอบเตียงอย่างเหนื่อยอ่อน เขาก้มหน้าลง ถอนหายใจยาวก่อนจะล้วงเข้าไปในอกเสื้ออย่างระมัดระวัง
สิ่งที่เขาหยิบออกมาคือหมั่นโถวสีเหลืองก้อนหนึ่ง มันทั้งแข็งและเย็นชืด แต่เขากลับห่อมันไว้ในผ้าสะอาดผืนเล็กๆ อย่างดี เขาค่อยๆ ยื่นมันส่งมาให้นาง
ซูป้านเซี่ยชะงักไปเล็กน้อย นี่คืออาหารที่เขาแอบซ่อนมาจากค่าจ้างแบกหาม เพื่อเก็บไว้ให้นางโดยเฉพาะ
นางรับหมั่นโถวก้อนนั้นมาไว้ในมือ ความรู้สึกซับซ้อนบางอย่างก่อตัวขึ้นในใจ แม้บุรุษผู้นี้จะเงียบขรึมและเย็นชา แต่เขาก็ยังมีความดีงามหลงเหลืออยู่ เป็นเสาหลักเพียงหนึ่งเดียวของนางในบ้านที่โหดร้ายหลังนี้
ทว่านางไม่ได้สนใจหมั่นโถวในมือมากนัก สายตาของนางจับจ้องอยู่ที่ขาขวาของเขาที่เหยียดออกมาอย่างเกร็งๆ บาดแผลเก่าที่ข้อเท้าซึ่งเคยถูกกับดักสัตว์หนีบเมื่อครั้งยังเป็นพรานป่า บัดนี้มันบวมแดงและอักเสบขึ้นมาอีกครั้งจากการทำงานหนัก
ด้วย 'ดวงตาประเมิน' ในฐานะเภสัชกร นางมองปราดเดียวก็รู้แจ้งแก่ใจ... นี่คืออาการเส้นเอ็นอักเสบเรื้อรังที่ถูกปล่อยปละละเลยมานาน หากยังคงใช้งานหนักและไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ไม่ช้าก็เร็ว ขาข้างนี้จะต้องพิการไปตลอดชีวิต!
แต่แล้ว...ข้อมูลอีกสายหนึ่งก็แล่นเข้ามาในความคิดของนาง มันยังไม่สายเกินไป! อาการอักเสบเช่นนี้ หากได้สมุนไพรที่ถูกต้อง สกัดตัวยาสำคัญออกมาเพื่อประคบและต้มดื่มบำรุงจากภายใน ขาของเขายังมีโอกาสกลับมาหายดีเป็นปกติได้!
ความคิดนี้จุดประกายความหวังอันสว่างวาบขึ้นในใจของซูป้านเซี่ย นางไม่ใช่หญิงสาวผู้อ่อนแอคนเดิมอีกต่อไปแล้ว นางมีความรู้ มีมิติลับ และมีเป้าหมายที่ชัดเจน
นางจะรักษาเขา! นางจะรักษาเสาหลักของครอบครัวเล็กๆ ของนางให้กลับมาแข็งแกร่งดังเดิมให้จงได้!
ซูป้านเซี่ยเงยหน้าขึ้น ดวงตาของนางทอประกายแห่งความมุ่งมั่นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน นางกำหมั่นโถวในมือแน่น ก่อนจะหันไปมองทะลุผ่านช่องหน้าต่างเล็กๆ ไปยังทิวเขาไป่เฉ่าที่ทอดตัวตระหง่านอยู่ไกลลิบ...ขุมทรัพย์แห่งสมุนไพรนับร้อยพันกำลังรอนางอยู่บนนั้น