ขึ้นเขาไป่เฉ่าครั้งแรก

แสงอรุณรุ่งสาดส่องลอดผ่านรอยแตกของกำแพงดินปลุกซูป้านเซี่ยให้ตื่นจากภวังค์ นางมิได้นอนหลับอย่างแท้จริงตลอดคืน ความคิดทั้งหมดวนเวียนอยู่กับภาพบาดแผลบวมแดงที่ข้อเท้าของหลิวเหอผิง และแผนการขึ้นเขาไป่เฉ่าที่ต้องทำให้สำเร็จในวันนี้

นางขยับกายอย่างแช่มช้า บำรุงร่างกายด้วยน้ำพุวิเศษในมิติมาหลายวัน ทำให้อาการป่วยไข้แทบจะหายเป็นปลิดทิ้ง แม้ยังคงซูบผอมแต่ก็มีเรี่ยวแรงกลับคืนมาบ้างแล้ว นางลุกขึ้นจัดแจงเสื้อผ้าเก่าขาด ก่อนจะเดินออกไปยังลานบ้านซึ่งมีเสียงตึงตังดังมาแต่ไกล

หวังชุ่ยฮวาและหลี่เจียวกำลังง่วนอยู่กับการเตรียมอาหารเช้า กลิ่นข้าวต้มธัญพืชหยาบๆ ลอยมาปะทะจมูก ซูป้านเซี่ยเหลือบมองหม้อดินบนเตาอย่างเรียบเฉย นางรู้ดีว่าส่วนของนางและสามีคงมีเพียงน้ำข้าวใสๆ กับเศษธัญพืชติดก้นหม้อเท่านั้น

“จะยืนบื้ออยู่ตรงนั้นอีกนานหรือไม่! ไม่เห็นหรือว่าฟืนใกล้จะหมดแล้ว!” เสียงแหลมแสบแก้วหูของหวังชุ่ยฮวาดังขึ้น ทำลายความเงียบในยามเช้า

นี่คือโอกาสที่นางรอคอย

ซูป้านเซี่ยหมุนกายเผชิญหน้ากับแม่สามี ดวงตาของนางสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น “ข้าจะไปหาฟืนบนเขาเจ้าค่ะ”

คำตอบที่ราบเรียบผิดปกติทำให้หวังชุ่ยฮวาชะงักไปครู่หนึ่ง นางหรี่ตามองสำรวจสะใภ้รองตั้งแต่หัวจรดเท้า เห็นเพียงร่างผอมบางในชุดมอซอ แต่แววตาที่เคยหวาดกลัวและอ่อนแอกลับหายไปสิ้น ถูกแทนที่ด้วยความสงบนิ่งที่ยากจะหยั่งถึง

“เพิ่งจะหายไข้ คิดจะมีแรงขึ้นเขาแล้วหรือ?” หลี่เจียวแค่นเสียงหยัน “อย่าหาเรื่องไปนอนซมให้เปลืองข้าวสุกอีกก็แล้วกัน!”

ซูป้านเซี่ยไม่แม้แต่จะชายตามองนาง นางเพียงกล่าวกับหวังชุ่ยฮวาว่า “หากไม่มีฟืน ก็ไม่มีไฟหุงข้าว ท่านแม่คงไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น”

คำพูดของนางแม้จะเรียบง่ายแต่กลับแฝงนัยยะทิ่มแทงใจดำ หวังชุ่ยฮวาขบกรามแน่น แม้จะไม่พอใจแต่ก็เถียงไม่ออก สุดท้ายจึงได้แต่โบกมือไล่อย่างรำคาญใจ “ไปก็ไปสิ! แล้วจงเก็บมาให้เต็มตะกร้า อย่าได้อู้งาน!”

ซูป้านเซี่ยไม่กล่าววาจาใดอีก นางเดินไปหยิบตะกร้าสานใบใหญ่ที่วางพิงอยู่ข้างฝา กับเคียวเก่าขึ้นสนิมอีกหนึ่งเล่ม ก่อนจะเดินออกจากประตูบ้านตระกูลหลิว มุ่งหน้าสู่ทิวเขาไป่เฉ่าที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหลังหมู่บ้านชิงซี

เส้นทางขึ้นเขานั้นสูงชันและขรุขระกว่าที่คิด ทุกย่างก้าวต้องใช้เรี่ยวแรงอย่างมหาศาลสำหรับร่างกายที่ยังไม่ฟื้นฟูเต็มที่ ทว่าในใจของซูป้านเซี่ยกลับเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า นางพักเป็นระยะ สูดลมหายใจลึก พลางใช้สายตาสำรวจพืชพรรณรอบกาย

ทันทีที่นางเพ่งสมาธิไปยังพงหญ้าข้างทาง โลกในสายตาของนางก็เปลี่ยนไป พืชใบเขียวธรรมดาพลันปรากฏตัวอักษรโปร่งแสงลอยขึ้นมาเบื้องหน้า

*【หญ้าหางสุนัข, อายุสามเดือน, สรรพคุณ: ไม่มี, สถานะ: ปกติ】*

*【ต้นโชวู, อายุหนึ่งปี, สรรพคุณ: บำรุงเลือด ตับ และไต, สถานะ: ขาดน้ำเล็กน้อย】*

นี่คือ ‘ดวงตาประเมินพืช’! ความสามารถที่ติดตัวมาพร้อมกับมิติลับโอสถสวรรค์ มันเปลี่ยนภูเขาทั้งลูกให้กลายเป็นตำราสมุนไพรมีชีวิตต่อหน้านาง!

ซูป้านเซี่ยรู้สึกตื่นเต้นจนหัวใจเต้นระรัว นางเดินลึกเข้าไปในป่าอย่างไม่รู้เหนื่อย สายตาไล่สำรวจพืชพรรณนานาชนิดราวกับกำลังค้นหาสมบัติล้ำค่า แล้วในที่สุด...สายตาของนางก็พลันสว่างวาบ

บริเวณชายป่าที่แดดส่องถึง มีไม้เลื้อยเถาหนึ่งพันเกี่ยวอยู่บนต้นไม้ใหญ่ มันออกดอกเป็นช่อสีขาวอมเหลือง ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ โชยมาตามลม

*【จินอิ๋นฮวาป่า (สายน้ำผึ้ง), อายุสองปี, สรรพคุณ: ขับพิษร้อน ขจัดสารพิษ ลดอาการบวมอักเสบ, สถานะ: เติบโตเต็มที่】*

พบนางแล้ว! สมุนไพรชั้นเลิศสำหรับรักษาอาการอักเสบ!

ซูป้านเซี่ยไม่รอช้า นางวางตะกร้าลงแล้วใช้เคียวเกี่ยวเถาจินอิ๋นฮวาลงมาอย่างระมัดระวัง นางบรรจงเด็ดดอกที่บานสะพรั่งใส่ลงในผ้าสะอาดที่เตรียมมาต่างหาก จากนั้นจึงใช้ปลายเคียวขุดดินรอบๆ โคนต้นอย่างเบามือ เพื่อขุดต้นกล้าเล็กๆ ที่เพิ่งงอกใหม่ขึ้นมาสองสามต้นโดยให้มีรากติดมามากที่สุด นี่คือสมบัติที่จะนำไปทดลองปลูกในมิติของนาง

ขณะที่นางกำลังง่วนอยู่กับการเก็บสมุนไพร ก็มีเสียงฝีเท้าเบาๆ ดังมาจากด้านหลัง ซูป้านเซี่ยชะงักมือ ร่างกายตื่นตัวในทันที นางรีบซ่อนต้นกล้าไว้ด้านหลังก่อนจะหันไปมอง

ผู้มาใหม่เป็นหญิงสาววัยไล่เลี่ยกับนาง รูปร่างท้วมเล็กน้อย สวมเสื้อผ้าป่านเนื้อหยาบแต่สะอาดสะอ้าน ใบหน้าหมดจดมีรอยยิ้มที่เป็นมิตรประดับอยู่ ในมือของนางถือตะกร้าที่เต็มไปด้วยผักป่า

“แม่นางสะใภ้รองตระกูลหลิวใช่หรือไม่?” หญิงสาวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

ซูป้านเซี่ยพยักหน้ารับ นางจำได้เลาๆ ว่าหญิงผู้นี้คือเฉินอาเจียว สะใภ้ของบ้านตระกูลเฉินที่อยู่ถัดไปสองหลังคาเรือน

“ข้าชื่อเฉินอาเจียว ไม่นึกว่าจะมาเจอเจ้าที่นี่” เฉินอาเจียวยิ้มอย่างอบอุ่น “ข้าได้ยินว่าเจ้าไม่สบาย ดีขึ้นแล้วหรือ?”

ซูป้านเซี่ยสัมผัสได้ถึงความห่วงใยที่จริงใจในน้ำเสียงนั้น ซึ่งแตกต่างจากคนในตระกูลหลิวราวฟ้ากับเหว นางจึงคลี่ยิ้มบางเบาตอบกลับไป “ดีขึ้นมากแล้ว ขอบคุณที่เป็นห่วง วันนี้พอมีแรงจึงออกมาหาฟืนบ้าง”

สายตาของเฉินอาเจียวเหลือบไปเห็นร่างที่ยังซูบผอมของซูป้านเซี่ย นางถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนขอนไม้ใกล้ๆ แล้วเปิดห่อใบตองในตะกร้าของตนเองออก ข้างในคือเต้าหู้สีขาวนวลสองชิ้นที่ยังอุ่นๆ อยู่

“มาพักก่อนเถิด นี่เป็นเต้าหู้ที่บ้านข้าเพิ่งทำเมื่อเช้า เจ้ารองท้องสักหน่อยเป็นไร” ว่าแล้วนางก็ยื่นเต้าหู้ชิ้นหนึ่งส่งให้ซูป้านเซี่ย

ซูป้านเซี่ยตะลึงงันไปชั่วขณะ ในยุคสมัยที่อาหารขาดแคลนเช่นนี้ แม้แต่เต้าหู้ธรรมดาก็ถือเป็นของดี การที่เฉินอาเจียวซึ่งไม่ได้สนิทสนมกันมาก่อนเต็มใจแบ่งปันให้ นับเป็นน้ำใจที่หาได้ยากยิ่ง

“ข้า...ข้ารับไว้ไม่ได้หรอก” นางปฏิเสธตามมารยาท แต่ท้องของนางกลับร้องประท้วงเบาๆ

เฉินอาเจียวหัวเราะคิกคัก “รับไปเถอะน่า ถือว่าเป็นของขวัญต้อนรับเพื่อนบ้านใหม่ก็ได้ บ้านเจ้ากับบ้านข้าอยู่ใกล้กัน ต่อไปจะได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน”

น้ำมิตรที่บริสุทธิ์เช่นนี้ทำให้หัวใจที่เย็นชาของซูป้านเซี่ยอบอุ่นขึ้นมาวูบหนึ่ง นางไม่ปฏิเสธอีกต่อไป รับเต้าหู้มาไว้ในมือแล้วกล่าวขอบคุณเสียงเบา เต้าหู้เนื้อนุ่มละมุนลิ้น รสชาติหอมหวานของถั่วเหลืองกระจายไปทั่วโพรงปาก นี่อาจเป็นอาหารที่อร่อยที่สุดเท่าที่นางได้กินนับตั้งแต่ทะลุมิติมา

ทั้งสองนั่งพูดคุยกันเล็กน้อย ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการหาของป่าและเรื่องสัพเพเหระในหมู่บ้าน ทำให้ซูป้านเซี่ยได้เรียนรู้วิถีชีวิตของที่นี่มากขึ้น และได้มิตรสหายคนแรกในโลกที่ไม่คุ้นเคยแห่งนี้

หลังจากแยกกับเฉินอาเจียว ซูป้านเซี่ยก็มุ่งหน้าสำรวจป่าลึกเข้าไปอีก เป้าหมายของนางไม่ใช่แค่จินอิ๋นฮวา นางต้องการสมุนไพรอีกชนิดหนึ่ง...สมุนไพรที่จะใช้เป็น ‘อาวุธ’ ป้องกันตัว

และแล้วดวงตาประเมินพืชของนางก็ทำงานอีกครั้ง มันชี้ไปยังไม้เลื้อยชนิดหนึ่งที่ขึ้นรกทึบอยู่บนพื้นดิน ฝักของมันมีขนสีน้ำตาลทองปกคลุมหนาแน่น ดูนุ่มนวลน่าสัมผัส แต่ตัวอักษรโปร่งแสงที่ปรากฏขึ้นกลับทำให้นางต้องยิ้มมุมปาก

*【หมามุ่ยป่า, อายุหกเดือน, สรรพคุณทางการแพทย์: มี, พิษ: ขนบนฝักเมื่อสัมผัสผิวหนังจะปล่อยสารกระตุ้นให้เกิดอาการคันรุนแรงและเป็นผื่นแดง】*

เจอแล้ว! วัตถุดิบชั้นดีสำหรับปรุง ‘ผงคันคะเยอ’ ในตำรับยาพิษโบราณ

ซูป้านเซี่ยแสดงความรอบคอบอย่างถึงที่สุด นางฉีกชายแขนเสื้อเก่าๆ ของตนเองออกมาพันมือไว้หลายชั้น ก่อนจะใช้เคียวเกี่ยวตัดช่อฝักหมามุ่ยมาทั้งยวง บรรจงวางมันลงในมุมหนึ่งของตะกร้าอย่างระมัดระวังที่สุด ไม่ให้ขนพิษร่วงหล่นแม้แต่น้อย

เมื่อได้ของที่ต้องการครบถ้วนแล้ว นางจึงเริ่มเก็บเศษไม้แห้งและกิ่งไม้ใส่ตะกร้าจนเต็มเพื่อใช้บังหน้า จากนั้นจึงหาที่ลับตาคน แสร้งทำเป็นนั่งพักเหนื่อย แล้วอาศัยจังหวะนั้นส่งจิตเข้าสู่มิติลับโอสถสวรรค์

ภาพตรงหน้าเปลี่ยนเป็นทุ่งดินสีดำขลับและบ่อน้ำพุวิเศษที่คุ้นเคย นางนำต้นกล้าจินอิ๋นฮวาทั้งสามต้นออกมา บรรจงปลูกมันลงบนแปลงดินปราณโอสถอย่างเบามือ ก่อนจะตักน้ำจากบ่อน้ำพุวิเศษมารดจนชุ่ม ความรู้สึกของการเป็นผู้ควบคุมและสร้างสรรค์ทำให้จิตใจของนางเปี่ยมสุข

เพียงแค่ปลูกลงไปไม่นาน นางก็รู้สึกได้ว่าต้นกล้าดูดซับพลังจากดินและน้ำอย่างรวดเร็ว ใบของมันดูสดชื่นและมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นางมั่นใจว่าอีกไม่นาน ที่นี่จะกลายเป็นสวนสมุนไพรส่วนตัวที่ให้ผลผลิตไม่รู้จบ!

หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ซูป้านเซี่ยก็กลับออกมาสู่โลกภายนอก นางแบกตะกร้าที่หนักอึ้งขึ้นหลังแล้วเดินลงจากเขาด้วยใจที่เปี่ยมความหวัง ตะกร้านี้ไม่เพียงบรรจุฟืน แต่ยังบรรจุอนาคตของนางและหลิวเหอผิงเอาไว้ด้วย

ทว่าเมื่อนางเดินใกล้จะถึงประตูรั้วโทรมๆ ของบ้านตระกูลหลิว เงาร่างอวบอ้วนที่คุ้นเคยก็ปรากฏขึ้นยืนเท้าสะเอวกั้นทางอยู่ตรงหน้า

หวังชุ่ยฮวานั่นเอง!

ดวงตาของนางหรี่เล็กลงจนแทบจะเป็นเส้นตรง จ้องเขม็งมาที่ตะกร้าบนหลังของซูป้านเซี่ยด้วยแววตาจับผิด พร้อมกับแสยะยิ้มหยัน

“กลับมาแล้วรึ นังตัวดี ให้ข้าดูหน่อยเถอะว่าขึ้นเขาไปทั้งที ได้ ‘สมบัติ’ อะไรกลับมาบ้าง!”