ผลผลิตแรกและผงคันคะเยอ

วาจาที่แฝงด้วยเจตนาร้ายและสายตาดูแคลนของหวังชุ่ยฮวาไม่ได้ทำให้ซูป้านเซี่ยสะทกสะท้านแม้แต่น้อย นางเพียงวางตะกร้าที่หนักอึ้งลงบนพื้นดินอย่างเชื่องช้า สุ้มเสียงราบเรียบไร้ระลอกคลื่น “ท่านแม่ สามีของข้าขาพิการ ข้าที่เป็นภรรยาย่อมต้องหาฟืนหุงหาอาหาร นี่เป็นหน้าที่ที่ข้ามิอาจละเลย ในตะกร้ามีเพียงกิ่งไม้แห้ง จะมี ‘สมบัติ’ ใดให้ท่านดูได้”

หวังชุ่ยฮวาแค่นเสียงหยัน “หน้าที่รึ? เจ้าเพิ่งฟื้นไข้ได้ไม่กี่วัน กลับมีเรี่ยวแรงขึ้นเขาไปตัดฟืน ดูท่าทางจะหายดีแล้วจริงๆ สิ” นางกวาดสายตามองซูป้านเซี่ยตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า “ในเมื่อแข็งแรงดีแล้ว ก็อย่าได้อู้งาน ในบ้านยังมีเรื่องให้เจ้าทำอีกมาก!”

พูดจบนางก็ทำท่าจะก้มลงไปรื้อค้นในตะกร้า แต่ซูป้านเซี่ยกลับขยับกายไปยืนขวางไว้เล็กน้อยอย่างเป็นธรรมชาติ ดวงตาที่เคยขลาดกลัวบัดนี้กลับทอประกายเยือกเย็น “ท่านแม่ นี่เป็นฟืนที่ข้าลำบากไปหามาเพื่อเรือนรอง หากท่านแม่ต้องการใช้ โปรดแจ้งบุตรชายของท่านไปหามาเองเถิดเจ้าค่ะ”

คำพูดนี้ไม่ต่างจากน้ำเย็นที่สาดลงบนกระทะน้ำมันร้อน! หวังชุ่ยฮวาชี้หน้าด่านางด้วยความเดือดดาล “นังลูกสะใภ้สารเลว! เจ้ากล้าต่อปากต่อคำกับข้าแล้วรึ? แค่ฟืนไม่กี่กิ่งเจ้ายังจะหวงก้างอีกหรือไร! บ้านนี้ข้าเป็นใหญ่ ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเป็นของข้า!”

ซูป้านเซี่ยยังคงสงบนิ่ง นางเหลือบมองไปยังกองเสื้อผ้าสกปรกกองมหึมาที่วางอยู่ข้างบ่อน้ำ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เย็นชายิ่งกว่าเดิม “หากทุกสิ่งเป็นของท่านแม่ เช่นนั้นกองเสื้อผ้านั่น ท่านแม่ก็คงต้องจัดการเองแล้วกระมัง”

หวังชุ่ยฮวาชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อหันไปเห็นกองผ้าที่นางตั้งใจจะสั่งให้ซูป้านเซี่ยซัก ก็ยิ่งทวีความโกรธาขึ้นไปอีก “ดี! ดียิ่งนัก! ปีกกล้าขาแข็งแล้วสินะ! ได้! วันนี้เจ้าไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น ไปซักผ้ากองนั้นให้หมดเดี๋ยวนี้! หากไม่เสร็จก็ไม่ต้องกินข้าว!”

นี่คือการประกาศสงครามอย่างเป็นทางการ ซูป้านเซี่ยรู้ดีว่าหากนางยอมถอยในวันนี้ วันข้างหน้าก็จะถูกกดขี่ข่มเหงไม่สิ้นสุด นางจึงยืดอกเชิดหน้าขึ้น เอ่ยตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ข้าเป็นสะใภ้เรือนรอง หน้าที่ของข้าคือปรนนิบัติสามีและดูแลเรือนของตนเอง เสื้อผ้าของพี่ใหญ่และพี่สะใภ้ใหญ่ ย่อมมิใช่ธุระของข้าเจ้าค่ะ”

นางกล่าวจบก็ไม่รอให้หวังชุ่ยฮวาได้โต้ตอบอีก ก้มลงหยิบเสื้อผ้าของตนเองและของหลิวเหอผิงสองสามชิ้นออกจากกองมหึมานั้น แล้วเดินตรงไปยังริมลำธารหลังบ้านอย่างไม่ไยดี ทิ้งให้หวังชุ่ยฮวายืนตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธอยู่ตรงนั้น เสียงก่นด่าสาปแช่งไล่หลังมาไม่ขาดสาย แต่ซูป้านเซี่ยกลับทำหูทวนลมเสียสิ้น

นางรู้ดีว่าการกระทำของนางในวันนี้ ได้หักหน้าผู้เป็นแม่สามีอย่างรุนแรง และคงจะนำมาซึ่งปัญหาอีกมากมาย แต่เพื่ออิสรภาพและอนาคต นางไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องแข็งข้อ

ค่ำคืนนั้นเงียบสงัดราวป่าช้า หลังจากปรนนิบัติหลิวเหอผิงที่ยังคงมีสีหน้าซับซ้อนเข้านอนแล้ว ซูป้านเซี่ยจึงค่อยๆ ลุกขึ้นจากเตียงอย่างแผ่วเบา นางจุดตะเกียงน้ำมันจนสว่างเรืองรอง ก่อนจะหลับตาลงแล้วส่งจิตเข้าสู่มิติลับโอสถสวรรค์อีกครั้ง

ภาพที่ปรากฏทำให้นางแทบจะหยุดหายใจ!

ต้นกล้าจินอิ๋นฮวาทั้งสามต้นที่นางเพิ่งปลูกไปเมื่อตอนกลางวัน บัดนี้กลับเติบใหญ่ขึ้นหลายส่วน เถาของมันเลื้อยพันกันเป็นพุ่มเล็กๆ ใบสีเขียวเข้มดูสดชื่นอวบอิ่ม ที่น่าอัศจรรย์ใจที่สุดคือ ปลายยอดบางกิ่งเริ่มปรากฏตุ่มดอกเล็กๆ สีขาวอมเขียวให้เห็นแล้ว!

“สวรรค์! นี่มัน... เร็วกว่าที่คาดไว้มาก!” ซูป้านเซี่ยพึมพำกับตนเองด้วยความตื่นเต้นยินดี ดินปราณโอสถและน้ำพุวิเศษในมิตินี้ ช่างมีอานุภาพเหนือจินตนาการนัก เพียงแค่คืนเดียวก็เทียบเท่ากับการเติบโตในโลกภายนอกนับสิบวัน หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่นานนางก็จะมีสมุนไพรคุณภาพเยี่ยมไว้ในครอบครองแล้ว!

ความสำเร็จขั้นแรกช่วยปลุกเร้าจิตใจของนางให้ฮึกเหิม หลังจากชื่นชมผลผลิตแรกของตนจนพอใจแล้ว นางจึงหันมาสนใจวัตถุดิบสำคัญอีกอย่างที่เก็บซ่อนไว้ในมุมหนึ่งของมิติ

—ฝักหมามุ่ยป่า!

นางนำมันออกมาวางบนโต๊ะไม้เก่าๆ ในเรือนอย่างระมัดระวังที่สุด ภายใต้แสงตะเกียงริบหรี่ ขนสีน้ำตาลทองบนฝักดูราวกับเข็มพิษนับหมื่นเล่มที่พร้อมจะทิ่มแทงผู้ที่แตะต้องมัน ซูป้านเซี่ยสวมถุงมือผ้าที่เตรียมไว้หลายชั้น ก่อนจะใช้มีดปลายแหลมค่อยๆ ขูดขนละเอียดเหล่านั้นออกมาอย่างใจเย็น

ทุกการเคลื่อนไหวของนางเต็มไปด้วยความแม่นยำและรอบคอบราวกับกำลังปรุงยาอายุวัฒนะ ขนพิษที่ร่วงกราวลงบนแผ่นกระดาษถูกรวบรวมไว้อย่างดีไม่ให้ตกหล่นแม้แต่เพียงอณูเดียว จากนั้นนางจึงนำยางไม้เหนียวๆ ที่เก็บมาได้เล็กน้อยไปอังไฟให้อ่อนตัวลง แล้วนำไปคลุกเคล้ากับขนหมามุ่ย ก่อนจะผสมกับผงจากพืชแห้งอีกสองสามชนิดที่หาได้ตามข้างทางซึ่งมีคุณสมบัติช่วยให้ระคายเคือง

นางใช้สากไม้ขนาดเล็กบดส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกันอย่างช้าๆ จนมันกลายเป็นผงละเอียดสีน้ำตาลเข้มที่ดูไม่น่าไว้วางใจ นี่คือ ‘ผงคันคะเยอ’ ตำรับพิเศษของนางเอง มันอาจไม่ร้ายแรงถึงชีวิต แต่ผู้ใดที่ได้สัมผัส จะต้องทนทุกข์ทรมานกับอาการคันยุบยิบราวกับมีมดนับแสนตัวไต่ชอนไชอยู่ใต้ผิวหนังไปเจ็ดทิวาเจ็ดราตรี!

รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นที่มุมปากของซูป้านเซี่ย นางบรรจุผงพิษลงในถุงกระดาษเล็กๆ อย่างมิดชิด จากนั้นจึงดับตะเกียงแล้วย่องออกจากห้องไปในความมืด

รัตติกาลสงัดงัน มีเพียงเสียงลมหายใจของนางและเสียงแมลงกลางคืนที่กรีดร้อง เรือนใหญ่ของตระกูลหลิวนอนหลับใหลอยู่ภายใต้แสงจันทร์สีเงินยวง ซูป้านเซี่ยมุ่งตรงไปยังหน้าต่างและประตูห้องของตนเอง

นางเปิดถุงกระดาษออกอย่างแผ่วเบา ใช้นิ้วที่สวมถุงมือแตะผงคันคะเยอขึ้นมาเล็กน้อย แล้วบรรจงโรยมันไปตามร่องขอบหน้าต่างและสลักกลอนประตูอย่างแนบเนียน ผงละเอียดแทรกซึมเข้าไปในรอยแตกของเนื้อไม้ กลมกลืนไปกับฝุ่นผงจนแทบมองไม่เห็น

นี่คือปราการด่านแรกของนาง ในบ้านที่เต็มไปด้วยสายตาละโมบโลภมากเช่นนี้ การป้องกันย่อมดีกว่าการตามแก้ไข นางไม่รู้ว่าใครจะพยายามเข้ามาในห้องของนางเพื่อขโมยของ หรือทำลายข้าวของ แต่ไม่ว่า kẻ นั้นจะเป็นใคร พวกมันจะต้องได้รับบทเรียนที่ยากจะลืมเลือน

เมื่อโรยผงพิษเสร็จสิ้น ซูป้านเซี่ยก็ลอบยิ้มอย่างพึงพอใจ นางปัดมือจนสะอาดแล้วกลับเข้าไปในห้องอย่างเงียบเชียบ ประหนึ่งภูตพรายในยามค่ำคืนที่ไม่เคยปรากฏกาย

ทุกอย่างกลับสู่ความสงบอีกครั้ง แต่ภายในความสงบนั้น กลับมีกับดักร้ายกาจซ่อนเร้นอยู่

บัดนี้... นางเพียงต้องรอคอยอย่างอดทน ให้หนูสกปรกตัวใดก็ตามที่คิดจะลอบเข้ามาในโพรงของนาง ยื่นมือที่โลภมากของมันออกมาสัมผัสกับ ‘ของขวัญ’ ที่นางเตรียมไว้ให้