บทเรียนของคนโลภ

อรุณรุ่งของวันใหม่มาเยือนพร้อมกับแสงตะวันอันอบอุ่นที่สาดส่องลงมายังลานบ้านตระกูลหลิว ซูป้านเซี่ยตื่นขึ้นมาก่อนไก่โห่ตามความเคยชิน นางขยับกายอย่างแช่มช้าเพื่อไม่ให้รบกวนหลิวเหอผิงที่ยังคงหลับใหลอยู่บนเตียงดินอีกฟากหนึ่งของห้อง

หลังจากจัดการธุระส่วนตัวและดื่มน้ำจากบ่อน้ำพุวิเศษในมิติเพื่อบำรุงร่างกายแล้ว นางก็เดินออกมานอกเรือนเพื่อเริ่มทำงานบ้านอย่างเงียบเชียบ วันนี้นางตั้งใจจะไปเก็บผักป่าที่ชายป่าหลังหมู่บ้านเพื่อนำมาทำอาหารเย็น เป็นการสร้างเหตุผลอันสมควรที่จะไม่อยู่ในห้องเป็นเวลานานพอสมควร

นางกวาดลานบ้านจนสะอาดสะอ้าน ตักน้ำใส่ตุ่มจนเต็ม แล้วจึงหยิบตะกร้าสานกับมีดขอเล็กๆ เตรียมตัวจะออกจากบ้าน ขณะที่เดินผ่านเรือนใหญ่ นางเหลือบเห็นหลี่เจียวกำลังยืนอยู่ที่ประตูห้องครัว สายตาของสะใภ้ใหญ่จับจ้องมาที่นางด้วยแววตาประเมินค่าและแฝงไว้ด้วยความละโมบอย่างไม่ปิดบัง

ซูป้านเซี่ยเพียงแค่ปรายตามองกลับไปอย่างเย็นชา ก่อนจะเดินออกจากประตูบ้านไปโดยไม่เอ่ยวาจาใดๆ รอยยิ้มเย้ยหยันผุดขึ้นที่มุมปากของนางชั่วครู่แล้วจางหายไป... เหยื่อกำลังจะติดกับแล้ว

เมื่อเห็นแผ่นหลังของซูป้านเซี่ยลับหายไปจากสายตา หลี่เจียวก็รีบวิ่งกลับเข้าไปในเรือนใหญ่ นางชะโงกหน้ามองซ้ายมองขวา เมื่อแน่ใจว่าหวังชุ่ยฮวาผู้เป็นแม่สามียังคงอยู่ในห้องของตนและหลิวต้าหนิวสามีของนางออกไปทำงานที่นาแล้ว หัวใจที่เต็มไปด้วยความโลภของนางก็พองโตขึ้น

“เจ้าคนไร้ประโยชน์นั่นคงจะซุกซ่อนของดีเอาไว้เป็นแน่!” นางพึมพำกับตนเองด้วยความมั่นใจ ไม่เช่นนั้น เหตุใดหญิงม่ายไร้ค่าเช่นนั้นจึงกล้าแข็งข้อกับนางและท่านแม่ได้ถึงเพียงนี้? ต้องมีของมีค่าจากตระกูลเดิมที่ยังไม่ได้มอบให้ตระกูลหลิวเป็นแน่แท้!

ความคิดนั้นกระตุ้นต่อมความอยากรู้อยากเห็นและความอิจฉาริษยาของหลี่เจียวให้ลุกโชน นางย่องไปยังเรือนเล็กซอมซ่อของน้องสามีอย่างระแวดระวัง ประตูถูกลงกลอนจากด้านในอย่างแน่นหนา แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับนาง

หลี่เจียวเดินอ้อมไปทางด้านหลังเรือน ที่นั่นมีหน้าต่างไม้บานเล็กๆ อยู่บานหนึ่งซึ่งดูเก่าคร่ำคร่า นางแสยะยิ้มอย่างมีเลศนัย ก่อนจะใช้เล็บที่ยาวแหลมของตนเองสอดเข้าไปในร่องไม้แล้วค่อยๆ ออกแรงงัดแงะ

ไม้เก่าผุพังมิอาจต้านทานแรงของนางได้นานนัก สลักไม้ด้านในส่งเสียงดัง ‘แกรก’ เบาๆ แล้วหลุดออก หน้าต่างถูกแง้มเปิดออกเป็นช่องว่างพอให้คนผู้หนึ่งมุดเข้าไปได้ ฝุ่นผงที่เกาะอยู่ตามขอบหน้าต่างร่วงกราวลงมาพร้อมกับผงละเอียดสีน้ำตาลเข้มที่ซูป้านเซี่ยโรยทิ้งไว้ มันติดอยู่ตามร่องเล็บและปลิวฟุ้งขึ้นมาเกาะตามข้อมือและแขนของหลี่เจียวจนทั่ว

ทว่าในยามนั้น ความตื่นเต้นที่จะได้พบสมบัติบดบังทุกสิ่งทุกอย่าง นางไม่ได้ใส่ใจกับฝุ่นผงสกปรกเหล่านั้นแม้แต่น้อย นางปัดมืออย่างลวกๆ แล้วรีบปีนเข้าไปในห้องทันที

ภายในห้องของซูป้านเซี่ยว่างเปล่าและเรียบง่ายจนน่าใจหาย มีเพียงเตียงดินเก่าๆ โต๊ะไม้ผุๆ หนึ่งตัว และหีบเสื้อผ้าใบเล็กที่มุมห้องเท่านั้น หลี่เจียวรุดเข้าไปเปิดหีบใบนั้นเป็นอันดับแรก แต่ภายในกลับมีเพียงเสื้อผ้าเก่าปะชุนสองสามชุด ไม่มีแม้แต่เครื่องประดับสักชิ้นหรือเศษเงินสักอีแปะ

“เป็นไปได้อย่างไร!” นางสบถออกมาอย่างหัวเสีย ก่อนจะเริ่มรื้อค้นทุกซอกทุกมุมในห้องอย่างบ้าคลั่ง นางเทข้าวของทุกอย่างออกมา ค้นใต้เตียง พลิกดูตามร่องอิฐบนพื้น แต่ก็ยังไม่พบสิ่งใดที่มีค่าเลยแม้แต่น้อย

เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม หลี่เจียวก็เริ่มหงุดหงิดและกระวนกระวายใจ นางกลัวว่าซูป้านเซี่ยจะกลับมาพบเข้า ในที่สุดนางจึงยอมแพ้ด้วยความผิดหวัง “ชิ! นังสารเลวนี่มันยากจนข้นแค้นจริงๆ!”

นางปีนกลับออกมาทางหน้าต่างอย่างทุลักทุเล ไม่ลืมที่จะปิดมันกลับเข้าไปดังเดิมเพื่อทำลายหลักฐาน แม้จะทำได้ไม่เรียบร้อยนักก็ตาม จากนั้นนางก็รีบกลับไปยังเรือนของตนเอง โดยไม่รู้เลยว่า ‘ของขวัญ’ ล้ำค่าได้ติดตามแขนและมือของนางไปด้วยแล้ว

ช่วงบ่ายคล้อย เมื่อแสงแดดเริ่มอ่อนแรงลง ซูป้านเซี่ยก็กลับมาพร้อมกับผักป่าเต็มตะกร้า นางเดินสวนกับหลี่เจียวที่กำลังจะไปตักน้ำ นางสังเกตเห็นว่าสะใภ้ใหญ่มีท่าทีหงุดหงิดผิดปกติ และที่สำคัญ... นางเห็นอีกฝ่ายยกมือขึ้นมาเกาที่แขนเบาๆ สองสามครั้ง

มุมปากของซูป้านเซี่ยยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น... ถึงเวลาเก็บเกี่ยวผลแล้ว

ยามเย็นมาถึง ทุกคนในตระกูลหลิวมารวมตัวกันเพื่อรับประทานอาหารเย็นเช่นทุกวัน บรรยากาศบนโต๊ะอาหารวันนี้ดูแปลกไปเล็กน้อย หลี่เจียวมีสีหน้าบูดบึ้งและขยับตัวอยู่ไม่สุข นางใช้ตะเกียบคีบข้าวเข้าปากอย่างขอไปที พลางใช้มืออีกข้างลอบเกาแขนของตนเองใต้โต๊ะไม่หยุด

“เป็นอะไรของเจ้า ทำไมต้องยุกยิกเหมือนลิงโดนเห็บกัดด้วย” หวังชุ่ยฮวาเอ่ยถามอย่างรำคาญใจ

“ข้า... ข้าแค่รู้สึกคันๆ นิดหน่อยเจ้าค่ะท่านแม่” หลี่เจียวตอบเสียงอ่อย พยายามบังคับตัวเองไม่ให้เกาแรงจนเกินไป

แต่พิษคันคะเยอตำรับพิเศษของซูป้านเซี่ยไหนเลยจะธรรมดาสามัญเพียงนั้น ยิ่งเวลาผ่านไป อาการคันก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นราวกับทวีคูณ จากความรู้สึกคันยุบยิบในตอนแรก บัดนี้มันแปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกราวกับมีมดนับแสนตัวกำลังไต่ชอนไชอยู่ใต้ผิวหนังของนางอย่างบ้าคลั่ง

หลี่เจียวเริ่มทนไม่ไหว นางวางตะเกียบลงแล้วใช้เล็บขูดเกาลงบนแขนของตนเองอย่างแรงจนผิวหนังแดงเถือกเป็นปื้นยาว

ซูป้านเซี่ยเหลือบมองภาพนั้นด้วยหางตา นางตักข้าวเข้าปากอย่างเชื่องช้า ทำทีเป็นไม่รับรู้เรื่องราวใดๆ บนใบหน้าเรียบเฉยนั้นไม่มีใครอ่านความรู้สึกออก ทว่าในใจกลับกำลังเยาะเย้ยอย่างเย็นชา... นี่เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น

หลิวเหอผิงซึ่งนั่งเงียบๆ อยู่ข้างกายนาง สังเกตเห็นทุกอย่าง เขามองอาการทุรนทุรายของพี่สะใภ้สลับกับใบหน้าที่สงบนิ่งของภรรยาตนเอง แววตาของเขาฉายประกายซับซ้อนขึ้นมาวูบหนึ่ง เขาจำได้ว่าเมื่อเช้าภรรยาของเขาออกจากบ้านไปพร้อมตะกร้าเปล่า และกลับมาในช่วงบ่าย ขณะที่หลี่เจียวมีท่าทีแปลกไปหลังจากนั้น... ความเชื่อมโยงบางอย่างก่อตัวขึ้นในใจของเขาอย่างเงียบงัน

เมื่ออาหารมื้อค่ำสิ้นสุดลง หลี่เจียวก็ไม่อาจอดทนได้อีกต่อไป นางวิ่งกลับเข้าไปในห้องของตนเอง แล้วเสียงร้องโอดโอยก็ตามมาแทบจะในทันที

“โอ๊ย! คัน! คันเหลือเกิน! เหตุใดจึงคันเช่นนี้!”

เสียงกรีดร้องและเสียงขูดเกาเนื้อหนังของตัวเองดังออกมาไม่ขาดสายจนน่าขนลุก หวังชุ่ยฮวาและหลิวต้าหนิวรีบวิ่งตามเข้าไปดูด้วยความตกใจ ภาพที่เห็นทำให้ทั้งสองเบิกตากว้าง หลี่เจียวกำลังนอนดิ้นทุรนทุรายอยู่บนเตียง นางใช้เล็บจิกข่วนไปทั่วแขนและลำคอจนผิวหนังถลอกปอกเปิกเป็นรอยแดงช้ำน่ากลัว

“เจียวเอ๋อร์! เจ้าเป็นอะไรไป!” หวังชุ่ยฮวาร้องถามด้วยความตื่นตระหนก

“คันเจ้าค่ะ! ท่านแม่ ข้าคันไปทั้งตัวเหมือนจะขาดใจตาย!” หลี่เจียวร่ำไห้ฟูมฟาย ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความทุกข์ทรมาน

ซูป้านเซี่ยยืนพิงกรอบประตูห้องของตนเอง มองดูฉากความวุ่นวายในเรือนใหญ่ด้วยแววตาเรียบเฉย นางกอดอก มองดูหญิงที่เคยรังแกตนเองอย่างสาหัสกำลังได้รับบทเรียนราคาแพงด้วยความรู้สึกพึงพอใจอย่างเย็นเยียบ

ทันใดนั้นเอง นางรู้สึกได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่กำลังจับจ้องมาที่นาง เมื่อหันไปมองก็สบเข้ากับดวงตาคมกริบของหลิวเหอผิง เขายืนอยู่ข้างเสาเรือนในเงามืด จ้องมองนางนิ่งๆ แววตาของเขาไม่ได้ตำหนิ ไม่ได้สอบสวน แต่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ ความสงสัย และ... อะไรบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่านั้น

เขารู้สึกได้ว่าภรรยาของเขาเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ นางไม่ได้อ่อนแอ เปราะบาง และยอมให้ใครรังแกได้อีกต่อไป ในทางกลับกัน นางกลับสงบนิ่งและเยือกเย็นได้อย่างน่าประหลาดใจท่ามกลางความโกลาหลนี้ ราวกับทุกอย่างล้วนอยู่ในความคาดหมายของนาง

ซูป้านเซี่ยสบตากับเขานิ่งนานชั่วอึดใจ ก่อนจะเป็นฝ่ายละสายตาไปก่อน นางหมุนตัวกลับเข้าห้อง ปิดประตูลงกลอน ทิ้งเสียงร้องโหยหวนของหลี่เจียวและความวุ่นวายไว้เบื้องหลัง

ในความมืดมิดของห้องพัก รอยยิ้มที่แท้จริงจึงปรากฏขึ้นบนใบหน้าของซูป้านเซี่ย มันเป็นรอยยิ้มแห่งชัยชนะที่เยียบเย็นและสาสมใจ นี่เป็นเพียงบทเรียนแรกสำหรับคนโลภในบ้านหลังนี้เท่านั้น และมันยังไม่จบลงง่ายๆ แค่นี้แน่... ค่ำคืนนี้ยังอีกยาวไกลนักสำหรับหลี่เจียว