การปะทะกับหมอเถื่อน
เสียงครวญครางและเสียงเกาแกรกๆ ดังลอดออกมาจากเรือนใหญ่ไม่ขาดสายตลอดทั้งราตรี คล้ายกับมีภูตผีตนใดกำลังขูดขีดผนังไม้ด้วยเล็บอันแหลมคม สร้างบรรยากาศอันน่าขนพองสยองเกล้าให้แก่บ้านตระกูลหลิวในยามวิกาล
กระทั่งแสงอรุณแรกเริ่มทาบทาท้องฟ้า เสียงโหยหวนของหลี่เจียวก็ยังไม่จางหาย มีแต่จะยิ่งทวีความน่าเวทนาขึ้นทุกขณะ หวังชุ่ยฮวาที่ไม่ได้หลับนอนตลอดคืนมีขอบตาคล้ำดำราวกับหมีแพนด้า นางนั่งเฝ้าบุตรสะใภ้คนโปรดด้วยใจที่ร้อนรนดั่งไฟเผา ภาพของหลี่เจียวที่นอนดิ้นทุรนทุราย ผิวหนังทั่วร่างเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนจนเลือดซิบ ช่างบีบคั้นหัวใจของนางเหลือเกิน
ในกระท่อมหลังเล็ก ซูป้านเซี่ยลืมตาขึ้นในความสงบ นางได้ยินเสียงโกลาหลจากเรือนใหญ่เช่นกัน แต่ในใจกลับเยียบเย็นดุจน้ำในบ่อร้าง นางลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า ขยับร่างกายที่เริ่มฟื้นฟูกลับมามีเรี่ยวแรงอีกครั้ง ขณะที่กำลังจะไปตักน้ำล้างหน้า สายตาก็พลันเหลือบไปเห็นร่างสูงของหลิวเหอผิงกำลังขยับตัวอย่างยากลำบากอยู่ข้างโอ่งดินเผา เขาพยายามจะใช้กระบวยตักน้ำ แต่ท่อนขาที่บาดเจ็บกลับสั่นเทาจนแทบจะยืนไม่อยู่
หัวใจของซูป้านเซี่ยกระตุกวูบหนึ่ง นางนึกถึงคำมั่นที่ให้ไว้กับตนเองว่าจะรักษาขาของเขาให้ได้ ในเมื่อนางใช้ของจากมิติโอสถกับคนชั่วช้าอย่างหลี่เจียวได้ เหตุใดจะใช้กับผู้มีพระคุณอย่างเขาบ้างไม่ได้เล่า
คิดได้ดังนั้น นางจึงเดินเข้าไปในครัวที่มืดสลัว ทำทีเป็นรินน้ำใส่ถ้วยชาใบหนึ่ง จังหวะที่หันหลังให้ทุกคน นางอาศัยแขนเสื้อบดบัง พลันเรียกน้ำจากบ่อน้ำพุวิเศษในมิติออกมาหนึ่งหยดเล็กๆ ให้หยดลงในถ้วยอย่างรวดเร็วและแนบเนียน หยดน้ำใสบริสุทธิ์ละลายหายไปในน้ำธรรมดาโดยไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ
“ท่านพี่ ดื่มน้ำก่อนเถิด” นางยื่นถ้วยชาให้เขาด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย
หลิวเหอผิงหันมามองนางด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ารับแล้วดื่มน้ำในถ้วยจนหมด เขามิได้รู้สึกถึงสิ่งผิดปกติใดๆ นอกจากความเย็นสดชื่นที่ไหลผ่านลำคอเท่านั้น
ทางด้านเรือนใหญ่ ในที่สุดความอดทนของหวังชุ่ยฮวาก็ขาดสะบั้นลง!
“ทนดูต่อไปไม่ไหวแล้ว! ต้าหนิว! เจ้าจงรีบไปตามท่านหมอซุนที่ท้ายหมู่บ้านมาเร็วเข้า!” นางตะโกนสั่งบุตรชายคนโตเสียงกร้าว “บอกเขาว่าสะใภ้ใหญ่ป่วยหนัก หากรักษาหายได้ เงินทองไม่ใช่ปัญหา!”
หลิวต้าหนิวที่ง่วงงุนอยู่รีบผุดลุกขึ้นแล้ววิ่งหน้าตั้งออกไปจากบ้าน ไม่นานนัก ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งก็เดินตามเขาเข้ามา ชายผู้นี้สวมเสื้อผ้าสีเทาเก่าๆ ท่าทางดูภูมิฐานแต่แววตากลับฉายแววเจ้าเล่ห์และละโมบอย่างปิดไม่มิด เขาคือซุนเถี่ย หมอเพียงคนเดียวในหมู่บ้านชิงซี ผู้มีชื่อเสียงด้านการขูดรีดเงินทองมากกว่าฝีมือการรักษา
“โอ้สวรรค์! นี่มันอาการอันใดกัน!” ซุนเถี่ยร้องอุทานเสียงดังเมื่อเห็นสภาพของหลี่เจียว เขาทำทีเป็นตกใจสุดขีด เดินเข้าไปจับชีพจรที่ข้อมือของนาง พลางขมวดคิ้วทำหน้าครุ่นคิดอย่างล้ำลึก
หวังชุ่ยฮวาเห็นท่าทีของหมอ ก็รีบเอ่ยถามด้วยความหวัง “ท่านหมอซุน บุตรสะใภ้ของข้าเป็นอะไรไปหรือเจ้าคะ? พอจะรักษาได้หรือไม่?”
ซุนเถี่ยลูบเคราแพะของตนเองช้าๆ กล่าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงความนัย “อืม... จากการตรวจชีพจร ดูเหมือนว่าสะใภ้ใหญ่จะไปต้องโดน ‘พิษร้อน’ อะไรบางอย่างเข้า พิษชนิดนี้ซึมเข้าสู่ผิวหนัง ทำให้เกิดอาการคันคะเยออย่างรุนแรง หากปล่อยไว้นานกว่านี้ เกรงว่าผิวหนังจะเน่าเปื่อยได้”
คำพูดของเขาทำให้หวังชุ่ยฮวาหน้าซีดเผือด “แล้ว...แล้วจะทำอย่างไรดีเจ้าคะท่านหมอ?”
“ไม่ต้องกังวลไป” ซุนเถี่ยโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “ข้าพอจะมียาทาขนานพิเศษอยู่ แต่ตัวยาที่ใช้ล้วนเป็นของล้ำค่า หายากยิ่งนัก...” เขาจงใจลากเสียงยาว ทอดสายตามองไปรอบๆ บ้านราวกับกำลังประเมินราคาทรัพย์สิน
หวังชุ่ยฮวาเข้าใจความนัยทันที แม้จะเจ็บใจที่ต้องเสียเงิน แต่เพื่อบุตรสะใภ้คนโปรดนางก็จำต้องยอม “ท่านหมอไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องเงินทอง ขอเพียงรักษาเจียวเอ๋อร์ให้หายได้ ข้ายอมจ่ายไม่อั้น!”
รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏขึ้นที่มุมปากของซุนเถี่ย เขาหยิบห่อยาเล็กๆ ออกมาจากย่าม เทผงสมุนไพรหลายชนิดลงในชามแล้วผสมกับน้ำอย่างลวกๆ กลิ่นฉุนของยาโชยออกมา จากนั้นเขาก็ยื่นชามยาให้หวังชุ่ยฮวา “นี่คือยาทาชั้นเลิศ ทาเช้าเย็นสามวันอาการจะทุเลาลง ค่ารักษาและค่ายาทั้งหมดก็...ห้าร้อยอีแปะก็แล้วกัน”
“หะ...ห้าร้อยอีแปะ!” หวังชุ่ยฮวาเบิกตากว้าง นี่มันเท่ากับรายได้เกือบครึ่งปีของครอบครัวชาวนาเลยทีเดียว!
“หากท่านนายหญิงหลิวคิดว่าแพงเกินไป ก็หาหมอคนอื่นได้ตามสบาย” ซุนเถี่ยกล่าวอย่างเย็นชา ทำทีเป็นจะเก็บยาคืน
“อย่าเจ้าค่ะ! ข้าจ่าย! ข้าจ่าย!” หวังชุ่ยฮวาจำใจต้องเข้าไปในห้องแล้วหยิบห่อเงินที่ซ่อนไว้ออกมานับให้ซุนเถี่ยด้วยมืออันสั่นเทา
ขณะที่ซุนเถี่ยกำลังรับเงินด้วยใบหน้ายิ้มแย้มนั้นเอง เสียงใสดุจระฆังแก้วก็ดังขึ้นจากทางประตู
“ท่านหมอซุน ที่ท่านว่ายานี้เป็นยาชั้นเลิศ ไม่ทราบว่าท่านใช้ ‘หวงเหลียน’ ผสมกับ ‘ไป๋จื่อ’ ด้วยเหตุผลอันใดหรือเจ้าคะ?”
ทุกคนหันไปมองตามเสียง ก็เห็นซูป้านเซี่ยยืนกอดอกพิงกรอบประตูอยู่ นางมองชามยาในมือหวังชุ่ยฮวาด้วยแววตาเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยความคมปราชญ์
ซุนเถี่ยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะ “สะใภ้รองหลิว เจ้าเป็นเพียงสตรีในห้องหอ จะไปรู้อะไรเรื่องยา ข้าเป็นหมอ ย่อมรู้ดีว่าควรใช้อะไร!”
ซูป้านเซี่ยคลี่ยิ้มบางเบา “ข้าอาจไม่รู้เรื่องยาดีเท่าท่าน แต่พอดีเคยอ่านเจอในตำราแพทย์เก่าแก่มาบ้างว่า หวงเหลียนมีฤทธิ์เย็นจัด ใช้ขับพิษร้อนได้จริง แต่ไป๋จื่อมีฤทธิ์อุ่น ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต เมื่อนำมาใช้ร่วมกันในการทาภายนอก ฤทธิ์ยาจะขัดแย้งกันเอง ไม่เพียงไม่ช่วยบรรเทาอาการคัน แต่จะยิ่งทำให้พิษร้อนกระจายตัวกว้างขึ้นอีก ยิ่งไปกว่านั้น กลิ่นฉุนของ ‘ชะมดเชียง’ ที่ท่านแอบใส่ลงไปเพื่อกลบกลิ่นสมุนไพรอื่น แม้จะทำให้รู้สึกเย็นในตอนแรก แต่เมื่อหมดฤทธิ์แล้วจะยิ่งกระตุ้นอาการคันให้รุนแรงกว่าเดิมเสียอีก ข้าพูดถูกหรือไม่เจ้าคะ ท่านหมอซุน?”
ทุกคำพูดของซูป้านเซี่ยล้วนตรงประเด็นและเต็มไปด้วยหลักการแพทย์ที่ชัดเจนราวกับจับวาง สีหน้าของซุนเถี่ยแปรเปลี่ยนจากขาวเป็นเขียว จากเขียวเป็นม่วง เขายืนนิ่งอึ้งราวกับถูกฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ หยาดเหงื่อเย็นเยียบผุดขึ้นเต็มหน้าผาก
เขาเป็นเพียงหมอกำมะลอที่อาศัยการจำขี้ปากคนอื่นมาเท่านั้น จะไปมีความรู้ลึกซึ้งถึงขั้นวิเคราะห์ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรได้อย่างไร! การที่ถูกสตรีบ้านป่าผู้หนึ่งจับไต๋ได้ต่อหน้าลูกหนี้เช่นนี้ นับเป็นความอัปยศอดสูอย่างหาที่เปรียบมิได้!
“เจ้า...เจ้าพูดจาเหลวไหล!” ซุนเถี่ยตะคอกเสียงดังเพื่อกลบเกลื่อนความผิด “ข้าไม่ขอเสวนากับคนโง่เขลาเช่นเจ้า!”
พูดจบเขาก็สะบัดแขนเสื้ออย่างแรง หมุนตัวเดินกระทืบเท้าปึงปังจากไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพ้นธรณีประตูไป เขายังหันกลับมาส่งสายตาอาฆาตแค้นให้ซูป้านเซี่ยแวบหนึ่ง แววตานั้นบ่งบอกชัดเจนว่าเรื่องนี้ยังไม่จบง่ายๆ แน่
เมื่อหมอจากไปแล้ว หวังชุ่ยฮวาก็หันมาพ่นไฟใส่ซูป้านเซี่ยทันที นางชี้หน้าด่าด้วยความโกรธเกรี้ยว “นังตัวดี! ทั้งหมดเป็นเพราะเจ้า! เจ้ากล้าดีอย่างไรมาวิจารณ์ท่านหมอ ตอนนี้เขาโกรธจนกลับไปแล้ว แล้วใครจะมารักษาเจียวเอ๋อร์เล่า! เงินห้าร้อยอีแปะของข้าก็เสียไปเปล่าๆ!”
ซูป้านเซี่ยเพียงยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ “ท่านแม่ หากท่านเชื่อยาของเขา ก็ลองทาดูสิเจ้าคะ”
หวังชุ่ยฮวาเหมือนถูกย้ำแผลใจ นางกำชามยาไว้แน่น แต่ในใจกลับไม่กล้าพอที่จะนำไปทาให้บุตรสะใภ้ เพราะคำพูดของซูป้านเซี่ยเมื่อครู่ยังก้องอยู่ในหู
ขณะที่บรรยากาศในเรือนใหญ่กำลังตึงเครียดถึงขีดสุด ในกระท่อมหลังเล็ก หลิวเหอผิงที่นั่งเงียบๆ มาตลอด ลองขยับขาข้างที่บาดเจ็บเบาๆ พลันดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง!
ความเจ็บปวดรวดร้าวที่กัดกินขาของเขามาตลอดหลายปี บัดนี้กลับบรรเทาลงอย่างน่าอัศจรรย์! มันไม่ได้หายไปทั้งหมด แต่ความรู้สึกปวดลึกถึงกระดูกได้ลดลงไปกว่าครึ่ง เหลือเพียงความรู้สึกตึงๆ เท่านั้น เขาขยับขาอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าตนเองไม่ได้ฝันไป...มันเป็นความจริง! ความเจ็บปวดลดลงจริงๆ!
สายตาของหลิวเหอผิงจับจ้องไปยังร่างของซูป้านเซี่ยที่ยืนเผชิญหน้ากับมารดาของเขาอย่างไม่เกรงกลัว ในแววตาเต็มไปด้วยความสับสน ประหลาดใจ และความรู้สึกซับซ้อนที่ยากจะบรรยาย เขานึกถึงน้ำถ้วยนั้นที่นางยื่นให้เมื่อเช้า...หรือว่า?
“อ๊ากกกกก! คัน! ข้าคันจะตายอยู่แล้ว! ท่านแม่! ช่วยข้าด้วย!”
เสียงกรีดร้องที่ดังยิ่งกว่าเดิมของหลี่เจียวดังขัดจังหวะความคิดของทุกคน หวังชุ่ยฮวาหันขวับกลับไปมองบุตรสะใภ้ที่กำลังใช้เล็บจิกทึ้งเนื้อตัวเองจนเลือดไหลซิบยิ่งกว่าเดิม เป็นข้อพิสูจน์ชั้นดีว่ายาของหมอเถื่อนนั้นไร้ผลโดยสิ้นเชิง และบางที...อาจทำให้อาการเลวร้ายลงตามที่ซูป้านเซี่ยว่าไว้ไม่มีผิด!
หวังชุ่ยฮวายืนตัวแข็งทื่อ มองชามยาในมือสลับกับบุตรสะใภ้ที่กำลังทุกข์ทรมานปางตาย ในใจทั้งโกรธ ทั้งเสียดายเงิน ทั้งอับจนหนทาง และในส่วนลึกที่สุด...ก็เริ่มบังเกิดความหวาดหวั่นต่อสะใภ้รองผู้เปลี่ยนไปเป็นคนละคนผู้นี้ขึ้นมาจับใจ