เก็บเกี่ยวสมุนไพรภูเขา
ท่ามกลางเสียงกรีดร้องโหยหวนของหลี่เจียวและความโกลาหลภายในเรือนใหญ่ ซูป้านเซี่ยกลับมิได้แยแสแม้แต่น้อย นางปรายตามองภาพอันน่าสมเพชนั้นด้วยแววตาเรียบเฉยราวน้ำในบ่อยามไร้ลม ก่อนจะหมุนกายเดินจากไปอย่างเงียบเชียบ ประหนึ่งว่าเรื่องราวทั้งหมดเป็นเพียงละครโรงเล็กที่นางหาได้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่
ความวุ่นวายในเรือนใหญ่กลับกลายเป็นฉากกำบังชั้นดีที่สุดสำหรับนาง ในเมื่อทุกคนกำลังพะวงอยู่กับอาการของหลี่เจียว ก็ย่อมไม่มีผู้ใดใส่ใจว่าสะใภ้รองผู้เป็นดั่งเงาในบ้านกำลังจะทำสิ่งใด
ซูป้านเซี่ยเดินตรงไปยังกระท่อมซอมซ่อของตน นางมิได้เข้าไปด้านใน แต่กลับเดินอ้อมไปยังหลังกระท่อม ที่ซึ่งหลิวเสี่ยวตงกำลังนั่งกอดเข่าซุกซ่อนตัวอยู่ใต้ชายคา ดวงตาเล็กๆ คู่นั้นฉายแววหวาดหวั่นต่อเสียงกรีดร้องที่ดังมาจากเรือนใหญ่ นางตัวสั่นเทาเล็กน้อยราวกับลูกนกที่พลัดตกจากรัง
“เสี่ยวตง” ซูป้านเซี่ยเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลลงกว่ายามเผชิญหน้ากับหวังชุ่ยฮวาหลายส่วน
เด็กสาวสะดุ้งสุดตัว เมื่อเห็นว่าเป็นพี่สะใภ้รองจึงค่อยผ่อนลมหายใจ “พี่สะใภ้รอง... พี่ใหญ่...”
“ไม่ต้องกลัว” ซูป้านเซี่ยย่อตัวลงตรงหน้า สบตากับเด็กสาวอย่างอ่อนโยน “พี่ใหญ่ของเจ้าไม่เป็นอะไรมากหรอก แค่ได้รับบทเรียนเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น... ไปกับข้าดีหรือไม่? เราไปหาของอร่อยบนเขากัน”
ดวงตาของหลิวเสี่ยวตงเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความหวาดกลัวเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความลังเลและประกายแห่งความหวังจางๆ "ของอร่อยหรือเจ้าคะ?"
“ใช่แล้ว” ซูป้านเซี่ยพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มบางเบา “ไปเถิด อยู่ที่นี่ไปก็มีแต่เรื่องน่ารำคาญใจ”
คำพูดของซูป้านเซี่ยราวกับมีมนตร์สะกด หลิวเสี่ยวตงลังเลเพียงครู่เดียวก็พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย นางลุกขึ้นยืน ปัดเศษดินออกจากเสื้อผ้าเก่าๆ ของตน แล้วเดินตามหลังพี่สะใภ้รองไปอย่างเงียบๆ ในใจของเด็กสาวรู้สึกว่าพี่สะใภ้รองที่เคยอ่อนแอและเอาแต่ก้มหน้าผู้นี้ บัดนี้กลับกลายเป็นที่พึ่งพิงได้อย่างน่าประหลาด
ทั้งสองหยิบตะกร้าสานใบเล็กคนละใบ มุ่งหน้าออกจากเขตบ้านตระกูลหลิว เดินลัดเลาะไปตามทางเดินดินแคบๆ ที่ทอดสู่ตีนเขาไป่เฉ่าเบื้องหลังหมู่บ้านชิงซี
ยามนี้เป็นช่วงสายของวัน แสงแดดอ่อนๆ ทอประกายผ่านม่านเมฆ หมอกยามเช้าที่เคยปกคลุมยอดเขาเริ่มจางหายไป เผยให้เห็นพงไพรเขียวขจีสุดลูกหูลูกตา อากาศบนเขาสดชื่นกว่าในหมู่บ้านหลายเท่านัก กลิ่นดิน กลิ่นใบไม้ และกลิ่นดอกไม้ป่ากรุ่นกำจาย ชะล้างความขุ่นมัวในใจของทั้งสองไปจนสิ้น
“พี่สะใภ้รอง เราจะหาอะไรกันหรือเจ้าคะ?” หลิวเสี่ยวตงเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น นางเคยขึ้นเขามากับบิดาบ้าง แต่ก็เป็นเพียงการเก็บฟืน ไม่เคยเข้ามาลึกเช่นนี้มาก่อน
ซูป้านเซี่ยไม่ตอบในทันที ดวงตาของนางกวาดมองพฤกษาโดยรอบอย่างสำรวจ ในสายตาของนาง ตัวอักษรโปร่งแสงปรากฏขึ้นเหนือต้นไม้ใบหญ้าไม่ขาดสาย—‘หญ้าลิ้นงู อายุสามเดือน สรรพคุณขับร้อนถอนพิษ’ ‘รากเจวี๋ยหมิงจื่อ อายุหนึ่งปี สรรพคุณบำรุงสายตา’... นี่คือความสามารถพิเศษ ‘ดวงตาประเมินพืช’ ที่นางได้รับมาพร้อมกับมิติลับ มันทำให้การหาของป่าสำหรับนางง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ
ไม่นานนัก นางก็หยุดฝีเท้าลงเบื้องหน้าพุ่มไม้เตี้ยๆ ที่มีผลไม้ลูกเล็กสีม่วงคล้ำเกาะกลุ่มกันอยู่ “เสี่ยวตง ลองชิมนี่ดูสิ” นางเด็ดผลไม้นั้นส่งให้น้องสาวสามี
หลิวเสี่ยวตงมองผลไม้ในมืออย่างไม่แน่ใจ “นี่...กินได้หรือเจ้าคะ?”
“กินได้สิ มันเรียกว่าผลซังเฉิน รสหวานอมเปรี้ยว ชุ่มคอยิ่งนัก” ซูป้านเซี่ยกล่าวพร้อมกับเด็ดใส่ปากตนเองเป็นตัวอย่าง
เมื่อเห็นดังนั้น หลิวเสี่ยวตงจึงลองกัดชิมดูบ้าง รสหวานฉ่ำที่แผ่ซ่านไปทั่วโพรงปากทำให้ดวงตาของนางสว่างวาบขึ้นมาทันที “อร่อย! อร่อยมากเจ้าค่ะพี่สะใภ้รอง!”
ความสุขของเด็กสาวช่างเรียบง่ายยิ่งนัก เพียงผลไม้ป่าไม่กี่ลูกก็สามารถทำให้นางยิ้มได้กว้างถึงเพียงนี้ ซูป้านเซี่ยแย้มยิ้มอย่างเอ็นดู นางปล่อยให้เสี่ยวตงเพลิดเพลินกับการเก็บผลซังเฉิน ส่วนตนเองก็เริ่มภารกิจที่แท้จริงของวันนี้
นางพาหลิวเสี่ยวตงเดินลึกเข้าไปในป่าอีกเล็กน้อย จนกระทั่งพบกับบริเวณที่ไม้เลื้อยชนิดหนึ่งขึ้นอยู่หนาแน่น มันเลื้อยพันไปตามลำต้นของไม้ใหญ่ ออกดอกสีขาวอมเหลืองเล็กๆ ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ เย็นชื่นใจ
“เสี่ยวตง ดูนี่สิ” ซูป้านเซี่ยชี้ไปยังดอกไม้เหล่านั้น “นี่เรียกว่าดอกจินอิ๋นฮวา หรือดอกสายน้ำผึ้ง มันเป็นสมุนไพรชั้นดี สามารถต้มดื่มแก้ไข้ แก้ร้อนในได้ หากเราเก็บไปขายที่ตลาดในตำบล คงพอจะได้เงินมาบ้าง”
นางเริ่มสอนหลิวเสี่ยวตงถึงวิธีการเก็บที่ถูกต้อง “เราต้องเลือกเก็บเฉพาะดอกที่ยังเป็นตูมสีขาว อย่าเก็บดอกที่บานเป็นสีเหลืองแล้ว เพราะสรรพคุณยาจะลดลง ต้องเด็ดเบาๆ อย่าให้ช้ำ เข้าใจหรือไม่?”
หลิวเสี่ยวตงพยักหน้ารับอย่างกระตือรือร้น นางมองดอกไม้เหล่านั้นราวกับเห็นสมบัติล้ำค่า หากมันขายได้เงินจริง ต่อไปนางกับพี่รองและพี่สะใภ้รองก็อาจจะไม่ต้องทนหิวอีกต่อไป
สองพี่น้องช่วยกันเก็บดอกจินอิ๋นฮวาอย่างขะมักเขม้น ซูป้านเซี่ยทำงานได้อย่างคล่องแคล่วและรวดเร็ว ส่วนหลิวเสี่ยวตงแม้จะยังเก้ๆ กังๆ แต่ก็ตั้งใจทำอย่างเต็มที่ เวลาผ่านไปไม่นาน ตะกร้าสานใบใหญ่ที่นำมาก็เกือบจะเต็มไปด้วยดอกจินอิ๋นฮวาสีขาวนวล
ซูป้านเซี่ยมองผลงานตรงหน้าด้วยความพอใจ นี่คือทุนก้อนแรกของนาง แต่เพียงเท่านี้ยังไม่พอ ดอกจินอิ๋นฮวาที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ คุณภาพย่อมไม่สม่ำเสมอ หากนำไปขายอาจถูกกดราคาได้ นางต้องเพิ่มมูลค่าให้มัน
“เสี่ยวตง ข้าเห็นว่าตรงโน้นมีผลไม้ป่าอีกชนิดหนึ่ง เจ้าลองไปดูสิว่าใช่ผลเถาเหรินจื่อหรือไม่ เก็บมาให้ข้าดูหน่อย” นางชี้ไปยังพุ่มไม้ที่อยู่ไกลออกไปเล็กน้อย
“เจ้าค่ะ!” หลิวเสี่ยวตงรับคำแล้ววิ่งต้อยๆ ไปยังทิศทางนั้นทันที
เมื่อลับร่างของเด็กสาวไปแล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าของซูป้านเซี่ยก็แปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่น นางใช้ความคิดเพียงวูบเดียว ตะกร้าที่เต็มไปด้วยดอกจินอิ๋นฮวาจากธรรมชาติก็หายวับไปอยู่ในมิติลับโอสถสวรรค์ของนาง ทันใดนั้น ตะกร้าอีกใบที่เหมือนกันทุกประการก็ปรากฏขึ้นแทนที่ ในตะกร้านั้นบรรจุดอกจินอิ๋นฮวาที่นางปลูกไว้ในมิติ
ดอกจินอิ๋นฮวาจากทุ่งดินปราณโอสถนั้นแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด ทุกดอกเป็นดอกตูมขนาดเท่าๆ กัน กลีบดอกอวบอิ่ม ขาวบริสุทธิ์ไร้ตำหนิ ส่งกลิ่นหอมเย็นที่เข้มข้นกว่าของจากธรรมชาติหลายเท่านัก จากนั้นนางจึงนำดอกจินอิ๋นฮวาจากธรรมชาติส่วนหนึ่งที่คัดแล้วว่าคุณภาพดีเทผสมลงไปด้านบนเพื่อกลบเกลื่อนร่องรอย ทุกอย่างเกิดขึ้นภายในเวลาเพียงชั่วลมหายใจ
เมื่อหลิวเสี่ยวตงวิ่งกลับมาพร้อมกับผลไม้ป่าในมือ ก็ไม่ทันได้สังเกตเห็นความผิดปกติใดๆ นางยื่นผลไม้ให้พี่สะใภ้ “พี่สะใภ้รอง ใช่ผลไม้นี่หรือไม่เจ้าคะ?”
ซูป้านเซี่ยรับมาดูแล้วยิ้ม “ใช่แล้ว นี่ก็อร่อยเหมือนกัน เก็บไว้กินระหว่างทางกลับบ้านเถิด”
เมื่อเห็นว่าตะกร้าเต็มแล้ว ทั้งสองจึงตัดสินใจเดินทางกลับ ขากลับบรรยากาศผ่อนคลายกว่าขามามากนัก หลิวเสี่ยวตงกินผลไม้ป่าไปพลาง พูดคุยเจื้อยแจ้วถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้ในวันนี้ไปพลาง ความสนิทสนมระหว่างพี่สะใภ้และน้องสามีแน่นแฟ้นขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ในใจของซูป้านเซี่ยกำลังคำนวณแผนการขั้นต่อไป หากขายสมุนไพรล็อตนี้ได้ เงินก้อนแรกที่ได้มา นางจะนำไปซื้อข้าวสารขาวๆ และเนื้อหมูติดมันสักชิ้น เพื่อบำรุงร่างกายของสามีและน้องสาวสามีให้แข็งแรงขึ้น ส่วนเรื่องการรักษาขาของหลิวเหอผิง...นางต้องเริ่มอย่างจริงจังเสียที
ขณะที่ทั้งสองเดินมาจนเกือบจะถึงทางเข้าหมู่บ้าน สายตาของซูป้านเซี่ยก็พลันเหลือบไปเห็นเงาร่างกลุ่มหนึ่งกำลังยืนออกันอยู่หน้าทางเข้าบ้านตระกูลหลิว ส่งเสียงเอะอะโวยวายดังมาแต่ไกล
หัวใจของนางกระตุกวูบ พลางขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย เมื่อเพ่งมองให้ดีขึ้น นางก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ กลุ่มคนที่ยืนอยู่นั้นหาใช่คนของตระกูลหลิวไม่ แต่เป็นกลุ่มชายฉกรรจ์หน้าตาถมึงทึงหลายคน ยืนคุมเชิงอยู่หน้าประตูรั้ว ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือผู้นำของคนกลุ่มนั้น...กลับเป็นบุรุษวัยกลางคนท่าทางคุ้นตาที่นางเพิ่งเจอเมื่อเช้า
ซุนเถี่ย...หมอเถื่อนผู้นั้นนั่นเอง! แต่ครานี้เขาไม่ได้มาเพียงลำพัง กลับพาคนกลุ่มใหญ่มาด้วยท่าทีคุกคามราวกับจะมาเอาเรื่อง