ตลาดตำบลหยุนสุ่ย
บรรยากาศตึงเครียดพลันแผ่ปกคลุมไปทั่วหน้าประตูรั้วบ้านตระกูลหลิว ซุนเถี่ยยืนเท้าสะเอว ดวงตาขุ่นมัวจ้องเขม็งมายังซูป้านเซี่ยราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ข้างกายเขาคือกลุ่มชายฉกรรจ์หน้าตาหาเรื่องที่ยืนกอดอก คุกคามอย่างไม่ปิดบัง
หลิวเสี่ยวตงหน้าซีดเผือดด้วยความกลัว นางรีบหลบไปอยู่เบื้องหลังพี่สะใภ้ มือเล็กๆ กำชายเสื้อของซูป้านเซี่ยไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวโพลน
ทว่าซูป้านเซี่ยกลับมิได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย นางเพียงวางตะกร้าสมุนไพรลงบนพื้นอย่างเชื่องช้า แล้วปัดมือที่เปรอะเปื้อนเศษดินเบาๆ ดวงตาหงส์ที่เคยเรียบเฉย บัดนี้กลับฉายแววเยียบเย็นราวกับน้ำในบ่อลึกยามเหมันต์
"หมอซุน นี่ท่านยกพวกมาเยี่ยมคารวะข้าถึงหน้าบ้าน หรือว่ามีเรื่องอันใดที่ยังพูดจากันไม่กระจ่างเมื่อช่วงเช้า?" น้ำเสียงของนางราบเรียบ แต่กลับแฝงไว้ด้วยประกายคมกริบที่ทำให้ผู้ฟังต้องรู้สึกเสียวสันหลัง
ซุนเถี่ยแค่นเสียงหยามหยัน "สตรีปากกล้า! เจ้าบังอาจทำลายชื่อเสียงข้า ทำให้ข้าต้องเสียหน้าต่อหน้าชาวบ้าน วันนี้หากเจ้าไม่คุกเข่าขอขมาข้าแต่โดยดี อย่าหวังว่าจะได้อยู่อย่างสงบสุข!"
ซูป้านเซี่ยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากปรากฏรอยยิ้มบางเบาที่ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนการยิ้มอย่างเป็นมิตร "ชื่อเสียง? หมอซุน ท่านหมายถึงชื่อเสียงที่สร้างขึ้นจากการหลอกลวงชาวบ้านตาดำๆ หรือ? ชื่อเสียงเช่นนั้น ต่อให้ข้าไม่ทำลาย ไม่ช้าก็เร็วสวรรค์ย่อมลงทัณฑ์เอง"
"เจ้า!" ซุนเถี่ยโกรธจนหน้าเขียวคล้ำ ชี้หน้าด่านาง "ปากดียิ่งนัก! วันนี้ข้าจะสั่งสอนให้เจ้ารู้สำนึก!"
สิ้นคำ ชายฉกรรจ์คนหนึ่งก็ก้าวออกมาข้างหน้า เตรียมจะเข้ามาสั่งสอนนางตามคำบัญชา ทว่าก่อนที่มันจะได้ขยับกาย เสียงทุ้มต่ำและทรงพลังก็ดังขึ้นจากด้านหลัง "ผู้ใดบังอาจมาเอะอะโวยวายที่หน้าบ้านข้า!"
ทุกคนหันไปมองพร้อมกัน เห็นเพียงหลิวเหอผิงยืนค้ำไม้เท้าอยู่ตรงกรอบประตูเรือน แม้ร่างกายจะซูบผอมและขาข้างหนึ่งพิการ แต่สายตาของเขากลับคมปลาบดุจเหยี่ยวคอยจ้องตะครุบเหยื่อ บรรยากาศรอบกายแผ่กลิ่นอายคุกคามที่น่าหวาดหวั่น ซึ่งเป็นสิ่งที่หลงเหลือมาจากคราวที่เขายังเป็นนายพรานมือฉมังก่อนจะประสบเคราะห์กรรม
ซูป้านเซี่ยหันไปสบตาสามีแวบหนึ่ง เห็นความห่วงใยและจิตสังหารจางๆ ในดวงตาคู่นั้น นางจึงส่งสายตาปรามเขาเบาๆ ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับซุนเถี่ยอีกครั้ง
นางก้าวไปเบื้องหน้าหนึ่งก้าว ยืดตัวตรง เผยรอยยิ้มเย็นเยียบที่ชวนขนลุกยิ่งกว่าเดิม "หมอซุน... ท่านคงไม่ทราบกระมัง ว่าผู้ที่รู้เรื่องยาดี ย่อมรู้เรื่องพิษดียิ่งกว่า ยาบางชนิดรักษาคนได้ แต่หากใช้ผิดวิธี หรือผสมกับสมุนไพรบางอย่าง... ก็อาจทำให้ผู้คนทุกข์ทรมานยิ่งกว่าตายทั้งเป็นได้ บางทีอาจจะคันคะเยอไปทั่วร่างโดยหาสาเหตุมิได้ หรืออาจจะปวดท้องบิดเร่าราวกับมีหนอนไช... ท่านเป็นหมอ คงเข้าใจความหมายของข้าดี ใช่หรือไม่?"
คำพูดของนางแม้จะแผ่วเบา แต่กลับหนักแน่นราวกับค้อนทุบลงกลางใจของกลุ่มชายฉกรรจ์ พวกมันชะงักงันไปทันที พลันนึกถึงเรื่องราวของสะใภ้ใหญ่ตระกูลหลิวที่จู่ๆ ก็เกิดอาการคันประหลาด หาหมอที่ไหนก็ไม่หาย ยิ่งเกายิ่งลามราวกับถูกภูตผีเล่นงาน สายตาที่พวกมันมองซูป้านเซี่ยจึงเปลี่ยนจากดูแคลนเป็นหวาดระแวงในทันที
ซุนเถี่ยเองก็หน้าเปลี่ยนสี เขากลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคออย่างยากลำบาก แม้จะเป็นหมอเถื่อน แต่เขาก็พอจะรู้ว่าโลกนี้มีวิชาเร้นลับมากมายที่เกี่ยวข้องกับยาพิษ สตรีตรงหน้าดูไม่เหมือนคนที่พูดจาเหลวไหลเลยแม้แต่น้อย เมื่อรวมกับสายตาคมกริบดุจพญาอินทรีของหลิวเหอผิงที่จ้องมองมาจากในบ้าน ความฮึกเหิมเมื่อครู่ก็พลันมลายหายไปสิ้น
"ฝะ...ฝากไว้ก่อนเถอะ!" ซุนเถี่ยตะคอกทิ้งท้ายอย่างเสียหน้า ก่อนจะรีบหันหลังแล้วเดินจ้ำอ้าวจากไปอย่างรวดเร็ว กลุ่มชายฉกรรจ์เมื่อเห็นหัวโจกหนีไปแล้ว ก็ไม่กล้าอยู่ต่อ รีบตามไปอย่างกระจัดกระจาย
เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ซูป้านเซี่ยจึงถอนหายใจเบาๆ นางรู้ดีว่านี่เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น ตราบใดที่นางยังไม่มีเงินและอำนาจในมือ คนเช่นซุนเถี่ยย่อมหาทางกลับมาสร้างปัญหาได้อีก
ความคิดนั้นยิ่งกระตุ้นให้นางต้องรีบหาเงินโดยเร็วที่สุด นางหันไปกล่าวกับหลิวเสี่ยวตงและสามีที่เดินกะเผลกออกมาสมทบ "ข้าจะไปตลาดที่ตำบลหยุนสุ่ยเสียหน่อย พวกท่านรออยู่ที่บ้าน อย่าเพิ่งออกไปไหน"
กล่าวจบนางก็ไม่รอช้า ยกตะกร้าสมุนไพรขึ้นคล้องแขน มุ่งหน้าเดินออกจากหมู่บ้านไปยังตำบลหยุนสุ่ยที่อยู่ห่างออกไปราวหนึ่งชั่วยามทันที
ตลาดในตำบลหยุนสุ่ยคึกคักกว่าที่นางคาดไว้มากนัก เสียงผู้คนจอแจต่อรองราคาสินค้าดังเซ็งแซ่ไปทั่ว สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านรวงและแผงลอยนานาชนิด ซูป้านเซี่ยไม่เสียเวลาเดินชมทิวทัศน์ นางมุ่งตรงไปยังร้านขายยาที่ใหญ่ที่สุดในตำบลทันที ‘ร้านยาโอสถสกุลอู๋’
เมื่อก้าวเข้าไปในร้าน กลิ่นสมุนไพรนานาพรรณก็ปะทะเข้าจมูกอย่างจัง บนชั้นไม้สีเข้มด้านหลังเคาน์เตอร์ มีลิ้นชักน้อยใหญ่นับร้อยช่อง แต่ละช่องสลักชื่อยาไว้อย่างเป็นระเบียบ ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วม ใบหน้ากลม สวมชุดผ้าไหมเนื้อดีกำลังนั่งดีดลูกคิดอยู่หลังเคาน์เตอร์ เขาคือเถ้าแก่อู๋เต๋อ
ซูป้านเซี่ยเดินเข้าไปอย่างนอบน้อม วางตะกร้าลงบนเคาน์เตอร์เบาๆ "เถ้าแก่เจ้าคะ ไม่ทราบว่าท่านรับซื้อดอกจินอิ๋นฮวาหรือไม่?"
อู๋เต๋อเหลือบมองนางด้วยหางตาแวบหนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าลงดีดลูกคิดต่ออย่างไม่ใส่ใจนัก "รับสิ แต่ต้องดูคุณภาพก่อน"
ซูป้านเซี่ยจึงเปิดผ้าที่คลุมตะกร้าออก เผยให้เห็นดอกจินอิ๋นฮวาสีขาวนวลปนเหลืองอ่อนที่ยังคงความสดใหม่ กลีบดอกสมบูรณ์ไม่ช้ำชอก ส่งกลิ่นหอมจางๆ ออกมา "นี่เจ้าค่ะ ข้าเพิ่งเก็บมาจากบนเขาเมื่อเช้านี้ คัดแต่ดอกที่คุณภาพดีที่สุดมา"
เถ้าแก่อู๋เหลือบมองสมุนไพรในตะกร้าอย่างขอไปที ดวงตาหรี่ลงอย่างประเมินค่า "หึ ก็แค่ของป่าธรรมดาๆ หาได้ทั่วไปตามเชิงเขา จะมีราคาค่างวดอะไรกันนักหนา" เขายื่นนิ้วอ้วนป้อมขึ้นมาหนึ่งนิ้ว "ข้าให้เจ้าสิบอีแปะก็แล้วกัน ถือว่าทำบุญ"
ซูป้านเซี่ยถึงกับนิ่งไปชั่วขณะ ไม่ใช่เพราะตกใจ แต่เพราะรู้สึกขบขันในความละโมบของอีกฝ่าย ดอกจินอิ๋นฮวาคุณภาพดีเช่นนี้ แม้จะเป็นของป่า แต่หากนำไปขายในเมือง ราคาอย่างน้อยก็ต้องได้ถึงหนึ่งร้อยอีแปะ เถ้าแก่อู๋ผู้นี้เห็นนางเป็นเพียงหญิงชาวบ้านที่โง่เขลา จึงคิดกดราคาอย่างน่ารังเกียจ
นางไม่โต้เถียงให้เสียเวลา เพียงแค่ยิ้มบางๆ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "ดูเหมือนว่าสมุนไพรของข้าจะไม่มีวาสนาได้อยู่ในร้านอันทรงเกียรติของท่านเถ้าแก่ ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าคงต้องขอรบกวนเพียงเท่านี้"
ว่าแล้วนางก็ปิดผ้าคลุมตะกร้า ยกขึ้นมาคล้องแขน แล้วหันหลังเดินจากไปอย่างไม่แยแสแม้แต่น้อย ทิ้งให้เถ้าแก่อู๋เต๋อต้องนั่งนิ่งอึ้งด้วยความประหลาดใจ เขาคิดว่าหญิงชาวบ้านผู้นี้คงจะรีบรับเงินแล้วจากไปอย่างยินดี ไม่คาดว่านางจะเด็ดเดี่ยวและไม่แสดงอาการเสียดายแม้แต่น้อย
ซูป้านเซี่ยเดินออกมาจากร้านยา นางไม่ได้รู้สึกท้อแท้แต่อย่างใด ในเมื่อขายให้ร้านยาไม่ได้ ก็หาทางขายให้ที่อื่นเสียก็สิ้นเรื่อง ความรู้ในหัวของนางมีค่ากว่าทองคำนัก
นางมองไปรอบๆ ตลาดพลางครุ่นคิด ในฤดูร้อนที่อากาศอบอ้าวเช่นนี้ สรรพคุณเด่นของดอกจินอิ๋นฮวาคือการขับร้อน แก้กระหายน้ำ... เมื่อคิดได้ดังนั้น ดวงตาของนางก็พลันเป็นประกายขึ้นมา นางเดินตรงไปยังเหลาอาหารขนาดกลางแห่งหนึ่งที่ดูท่าทางกิจการจะรุ่งเรือง
เถ้าแก่เหลาอาหารเป็นชายสูงวัยท่าทางใจดี กำลังวุ่นวายอยู่กับการต้อนรับลูกค้า ซูป้านเซี่ยรอจนเขาว่างจึงเดินเข้าไปหา "เถ้าแก่เจ้าคะ ข้ามีข้อเสนอดีๆ มานำเสนอ ไม่ทราบว่าท่านพอจะมีเวลาสักครู่หรือไม่?"
นางเปิดตะกร้าให้เขาดู แล้วอธิบายด้วยน้ำเสียงฉะฉาน "นี่คือดอกจินอิ๋นฮวาที่เพิ่งเก็บมาใหม่ๆ สรรพคุณช่วยแก้ร้อนใน ขับพิษไข้ อากาศร้อนเช่นนี้ หากท่านเถ้าแก่นำไปต้มเป็นชาสมุนไพรเย็นๆ ขายให้กับลูกค้า ย่อมต้องเป็นที่ชื่นชอบอย่างแน่นอน ทั้งยังช่วยเสริมชื่อเสียงให้เหลาอาหารของท่านอีกด้วย"
เถ้าแก่ผู้นั้นมองสมุนไพรในตะกร้าอย่างพิจารณา แล้วมองหน้านางด้วยความสนใจ "ความคิดของแม่นางน่าสนใจยิ่งนัก" เขาหยิบดอกไม้ขึ้นมาดมดูแล้วพยักหน้า "ของสดใหม่ คุณภาพไม่เลวจริงๆ เอาเช่นนี้ ข้าให้เจ้าแปดสิบอีแปะสำหรับตะกร้านี้ แม่นางว่าอย่างไร?"
แปดสิบอีแปะ! แม้จะยังไม่ใช่ราคาที่ดีที่สุด แต่ก็มากกว่าที่เถ้าแก่อู๋เสนอถึงแปดเท่า และนับเป็นเงินก้อนแรกที่นางหามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง
"ตกลงเจ้าค่ะ!" ซูป้านเซี่ยตอบรับด้วยความยินดี
หลังจากรับเงินมาแล้ว นางซ่อนมันไว้อย่างดีในแขนเสื้อ ความรู้สึกอิ่มเอมใจแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย นี่คือก้าวแรกสู่การเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของนางและครอบครัว!
ด้วยอารมณ์เบิกบาน นางจึงเดินออกมาจากเหลาอาหาร ฮัมเพลงเบาๆ ขณะวางแผนว่าจะซื้อสิ่งใดกลับไปบำรุงร่างกายสามีและน้องสาวสามีดี ทว่าขณะที่นางกำลังจะเดินเลี้ยวตรงหัวมุมถนน สายตาของนางก็พลันเหลือบไปเห็นเงาร่างสองร่างกำลังยืนคุยกันอย่างลับๆ ล่อๆ อยู่ในตรอกแคบๆ ข้างทาง
หัวใจของนางกระตุกวูบ รอยยิ้มบนใบหน้าพลันเลือนหายไปในทันที
หนึ่งในนั้นคือเถ้าแก่อู๋เต๋อแห่งร้านยาที่เพิ่งปฏิเสธนางไป ส่วนอีกคน...กลับเป็นบุรุษหน้าตาถมึงทึงที่นางเพิ่งเผชิญหน้าเมื่อไม่ถึงสองชั่วยามก่อน... ซุนเถี่ย!
ทั้งสองยืนหันหลังให้ถนน แต่จากท่าทีและน้ำเสียงที่ลอดออกมาแว่วๆ นั้นเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและไม่พอใจอย่างชัดเจน แววตาของซุนเถี่ยที่ชำเลืองมองมาทางถนนเป็นครั้งคราวนั้น ฉายแววอาฆาตมาดร้ายอย่างไม่ปิดบัง ราวกับกำลังวางแผนการบางอย่างที่มุ่งเป้ามาที่นางโดยเฉพาะ