เนื้อหมูและข้าวขาว

รอยยิ้มเบิกบานบนใบหน้าของซูป้านเซี่ยพลันเลือนหายไปในทันทีที่สายตาจับจ้องเงาร่างในตรอกมืด แปดสิบอีแปะในแขนเสื้อที่เคยให้ความรู้สึกอบอุ่น บัดนี้กลับคล้ายก้อนน้ำแข็งที่เย็นเยียบจับขั้วหัวใจ

เถ้าแก่อู๋เต๋อและซุนเถี่ย!

สองคนที่เพิ่งสร้างเรื่องให้นางเมื่อไม่นานมานี้ กำลังยืนซุบซิบกันด้วยท่าทีมีลับลมคมใน เสียงที่ลอดแว่วออกมาแม้ไม่ชัดเจน แต่ก็เต็มไปด้วยโทสะและความไม่พอใจ แววตาอาฆาตมาดร้ายของซุนเถี่ยที่ชำเลืองมองมาทางถนนเป็นครั้งคราว ทำให้ซูป้านเซี่ยตระหนักได้ในบัดดลว่าเป้าหมายของพวกมันคือตัวนางอย่างไม่ต้องสงสัย

นางรีบหดตัวกลับเข้ามุมกำแพง หัวใจเต้นระรัวอย่างรุนแรง ความคิดที่จะเผชิญหน้าถูกขจัดทิ้งไปในทันที นางในยามนี้เปรียบดั่งต้นกล้าอ่อนที่เพิ่งหยั่งราก จะปะทะกับอสรพิษร้ายซึ่งหน้าย่อมมีแต่เสียเปรียบ สติปัญญาและความรอบคอบต่างหากคืออาวุธที่ดีที่สุด

ซูป้านเซี่ยสูดลมหายใจลึก ข่มความขุ่นแค้นที่พลุ่งพล่านลงไป นางจดจำภาพเหตุการณ์นี้ไว้ในใจอย่างแม่นยำ ก่อนจะหมุนกายเดินอ้อมไปยังอีกเส้นทางหนึ่งอย่างเงียบเชียบ เรื่องนี้ยังไม่ถึงเวลาชำระสะสาง สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ คือการบำรุงร่างกายของคนในครอบครัวให้แข็งแรงเสียก่อน

เงินแปดสิบอีแปะในมือแม้ไม่มาก แต่ก็เพียงพอสำหรับจุดเริ่มต้นเล็กๆ นางเดินตรงไปยังร้านขายข้าวสารที่ใหญ่ที่สุดในตลาดตำบลหยุนสุ่ย เมล็ดข้าวสารที่นี่ขาวสะอาดและอวบอิ่มกว่าข้าวเปลือกปนแกลบที่บ้านตระกูลหลิวลิบลับ นางตัดสินใจซื้อข้าวขาวอย่างดีมาห้าชั่ง แม้ราคาจะสูงกว่าข้าวธรรมดาอยู่บ้าง แต่นางรู้ดีว่าร่างกายที่ขาดสารอาหารมานานของหลิวเหอผิงและเสี่ยวตงต้องการสิ่งที่ดีที่สุด

จากนั้นนางจึงมุ่งหน้าไปยังแผงขายเนื้อหมู กลิ่นคาวเลือดจางๆ และเสียงสับเนื้อดังเป็นจังหวะทำให้นางรู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาอย่างน่าประหลาด สายตาของนางกวาดมองอย่างรวดเร็วก่อนจะหยุดลงที่เนื้อหมูสามชั้นชิ้นงามซึ่งมีชั้นไขมันแทรกเนื้อแดงระเรื่ออย่างสมบูรณ์แบบ

"เถ้าแก่ ข้าขอเนื้อชิ้นนั้นครึ่งชั่ง" นางชี้ไปยังชิ้นเนื้อที่หมายตาไว้

พ่อค้าเหลือบมองนางแวบหนึ่ง ก่อนจะใช้มีดเล่มใหญ่เฉือนเนื้อหมูออกมาอย่างชำนาญแล้วนำขึ้นชั่ง "สิบห้าอีแปะ"

ซูป้านเซี่ยจ่ายเงินโดยไม่ลังเล ต่อด้วยการซื้อเกลือและเครื่องเทศพื้นฐานอีกเล็กน้อย เงินแปดสิบอีแปะถูกใช้ไปเกือบครึ่ง แต่เมื่อมองดูของในมือแล้ว นางกลับรู้สึกอิ่มเอมใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

นางเดินหาซอกหลืบที่ลับตาคนอย่างรวดเร็ว เมื่อแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดสังเกต จิตของนางก็จดจ่ออยู่กับห้วงมิติส่วนตัว พริบตาต่อมา ข้าวสารห้าชั่ง เนื้อหมูสามชั้น และเครื่องปรุงรสก็หายวับไปจากตะกร้า ถูกเก็บเข้าไปในทุ่งดินปราณโอสถอย่างปลอดภัยไร้ร่องรอย นี่คือสมบัติล้ำค่าชิ้นแรกที่นางหามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง จะให้นางนำกลับไปที่บ้านตระกูลหลิวอย่างเปิดเผยเพื่อให้คนพวกนั้นมาช่วงชิงไปย่อมเป็นไปไม่ได้

เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ซูป้านเซี่ยจึงเดินกลับบ้านด้วยท่าทีปกติ ในตะกร้าเหลือเพียงสมุนไพรที่เก็บมาจากป่าไม่กี่ชนิดเพื่อบังหน้า

ครั้นเมื่อกลับมาถึงกระท่อมซอมซ่อท้ายเรือน หลิวเหอผิงยังคงนั่งอยู่ที่เดิม สายตาของเขามองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย ส่วนหลิวเสี่ยวตงกำลังนั่งยองๆ ซ่อมแซมเสื้อผ้าเก่าๆ ของพี่ชายอยู่ข้างๆ

"พี่สะใภ้ ท่านกลับมาแล้ว" หลิวเสี่ยวตงเอ่ยทักด้วยรอยยิ้มจางๆ

ซูป้านเซี่ยพยักหน้ารับ เดินไปปิดประตูและหน้าต่างกระท่อมอย่างเงียบงัน การกระทำของนางทำให้สองพี่น้องมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ

"ทำอะไรน่ะ?" หลิวเหอผิงขมวดคิ้วถาม น้ำเสียงแฝงความสงสัย

ซูป้านเซี่ยไม่ตอบ แต่กลับยกยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย นางวางตะกร้าเปล่าลง แล้วยื่นมือออกไปเบื้องหน้า ในชั่วพริบตา ถุงข้าวสารสีขาวสะอาด เนื้อหมูสามชั้นสดใหม่ และห่อเครื่องปรุงก็ปรากฏขึ้นบนโต๊ะไม้เก่าๆ ราวกับเสกขึ้นมาจากอากาศธาตุ

"นี่...นี่มัน!" หลิวเสี่ยวตงเบิกตากว้าง อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง นางมองข้าวสารและเนื้อหมูสลับกับใบหน้าของพี่สะใภ้ไปมาอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา

แม้แต่หลิวเหอผิงผู้เงียบขรึมก็ยังฉายแววตื่นตะลึงอย่างเห็นได้ชัด เขาจ้องมองสิ่งของบนโต๊ะนิ่งงัน "เจ้า...ไปเอามาจากที่ใด?"

"ข้าหามาเอง" ซูป้านเซี่ยตอบสั้นๆ ก่อนจะเริ่มลงมืออย่างคล่องแคล่ว "วันนี้เราจะกินของดีกัน อย่าได้ส่งเสียงดังไปเชียวเล่า"

นางนำข้าวสารส่วนหนึ่งไปซาวน้ำอย่างรวดเร็วแล้วหุงในหม้อดินใบเล็ก จากนั้นจึงหั่นเนื้อหมูสามชั้นเป็นชิ้นพอดีคำ นำลงไปเจียวในกระทะเหล็กที่ตั้งบนเตาฟืนชั่วคราว ไม่นานนัก เสียงฉ่าของมันหมูที่กระทบกระทะร้อน พร้อมกับกลิ่นหอมยั่วน้ำลายก็เริ่มลอยฟุ้งไปทั่วทั้งกระท่อมที่ปิดทึบ

หลิวเสี่ยวตงถึงกับกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ ดวงตาจับจ้องเนื้อหมูในกระทะไม่วางตา สำหรับเด็กสาวที่ได้กินแต่ผักป่ากับข้าวต้มใสๆ มาตลอดหลายปี กลิ่นเนื้อหมูทอดเช่นนี้หอมหวนยิ่งกว่าเครื่องหอมใดๆ ในโลก

ซูป้านเซี่ยเหยาะเกลือลงไปเล็กน้อย ผัดคลุกเคล้าจนเนื้อหมูสุกเหลืองน่ารับประทาน เมื่อข้าวสวยร้อนๆ สุกได้ที่พอดี นางจึงตักข้าวขาวที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นใส่ชามสองใบ โปะหน้าด้วยเนื้อหมูทอดชิ้นอวบที่มันเยิ้ม แล้วยื่นให้หลิวเหอผิงและหลิวเสี่ยวตง

"กินเสียสิ จะได้มีเรี่ยวมีแรง"

หลิวเหอผิงมองชามข้าวในมือด้วยสายตาซับซ้อน ข้าวขาวบริสุทธิ์ เนื้อหมูมันวาว... ของเช่นนี้เขาไม่ได้แตะต้องมานานเท่าใดแล้วก็จำไม่ได้ เขาเหลือบมองภรรยาที่ใบหน้าเรียบเฉย แต่ในดวงตากลับแฝงไว้ด้วยความมุ่งมั่นบางอย่าง ก่อนจะก้มหน้าลงคีบข้าวเข้าปากอย่างเงียบงัน

คำแรกที่สัมผัสลิ้น รสชาติความอร่อยที่ห่างหายไปนานก็แผ่ซ่านไปทั่วโพรงปาก ความเหนียวนุ่มของข้าวสวย ความหอมมันของเนื้อหมู ทำให้ร่างกายที่ผ่ายผอมของเขารู้สึกเหมือนได้รับการเติมเต็มอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

ทว่า...แม้ซูป้านเซี่ยจะพยายามปิดประตูหน้าต่างอย่างมิดชิดเพียงใด แต่กลิ่นหอมอันทรงพลังของเนื้อหมูทอดก็ยังคงเล็ดลอดผ่านรอยแยกของฝาไม้ผุๆ ออกไปจนได้ กลิ่นนั้นลอยตามลม...ตรงไปยังเรือนใหญ่ของตระกูลหลิว

"กลิ่นอะไรน่ะ? หอมชะมัด!" หลิวต้าหนิวที่กำลังนอนเอกเขนกอยู่บนตั่งไม้พลันผุดลุกขึ้นนั่ง จมูกของเขาสูดฟุดฟิดไปมา "กลิ่นเนื้อ! ใครทอดเนื้อกัน!"

หวังชุ่ยฮวานั่งอยู่ไม่ไกลได้กลิ่นเช่นกัน นางขมวดคิ้วมุ่น "บ้านเรามีเนื้อที่ไหนกัน?"

"ต้องมาจากกระท่อมท้ายเรือนแน่ๆ!" หลิวต้าหนิวชี้ไปยังทิศทางของกระท่อมด้วยความโมโหหิว "นังสะใภ้รองนั่นต้องแอบซ่อนของดีไว้กินกันเองแน่! แม่! ไปดูกันเถอะ ข้าหิวจะตายอยู่แล้ว!"

หวังชุ่ยฮวาได้ยินดังนั้นก็ลุกพรวดขึ้นทันที ความคิดที่ว่าสะใภ้รองที่นางชิงชังกำลังแอบกินของอร่อยกันสามคนโดยที่ตนและลูกชายหัวแก้วหัวแหวนต้องทนกินข้าวต้มใสๆ ทำให้โทสะของนางลุกโชน

"บังอาจนัก!" นางตวาดลั่น ก่อนจะกระทืบเท้าเดินอาดๆ ตรงไปยังกระท่อมท้ายเรือน โดยมีหลิวต้าหนิวเดินตามหลังมาติดๆ

ปัง! ปัง! ปัง!

เสียงทุบประตูดังสนั่นหวั่นไหวราวกับจะพังเข้ามา ทำให้หลิวเหอผิงและหลิวเสี่ยวตงสะดุ้งสุดตัว รีบวางตะเกียบลงด้วยความตื่นตระหนก

"ซูป้านเซี่ย! นังสารเลว! เปิดประตูให้ข้าเดี๋ยวนี้นะ! เจ้าเอาเงินที่ไหนไปซื้อเนื้อมากินกัน! เปิด!" เสียงแผดร้องอันเกรี้ยวกราดของหวังชุ่ยฮวาดังลอดเข้ามา

ซูป้านเซี่ยกลับมีสีหน้าเรียบเฉย นางวางชามข้าวลงอย่างเชื่องช้า สั่งให้น้องสาวสามีรีบกินต่อและเก็บชามให้เรียบร้อย จากนั้นนางจึงลุกขึ้นยืน เดินไปหยิบท่อนฟืนขนาดเหมาะมือที่วางอยู่ข้างเตาขึ้นมาถือไว้ แล้วจึงเดินไปเปิดประตู

ทันทีที่ประตูแง้มออก หวังชุ่ยฮวาก็พยายามจะเบียดตัวเข้ามา แต่กลับต้องชะงักกึกเมื่อเห็นท่อนฟืนในมือของซูป้านเซี่ยและสายตาเย็นชาที่จ้องมองมาอย่างไม่เกรงกลัว

"มีธุระอันใดหรือเจ้าคะ ท่านแม่?" น้ำเสียงของนางเรียบสนิท แต่กลับแฝงไอเย็นเยียบจนน่าขนลุก

"เจ้า...เจ้า!" หวังชุ่ยฮวาชี้หน้าด่า "เจ้าเอาเงินที่ไหนมาซื้อของกินดีๆ! ไม่รู้จักเจียมตัว เอาเงินของบ้านไปผลาญใช่หรือไม่!"

ซูป้านเซี่ยยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มหยัน "เงินของบ้าน? ท่านแม่คงลืมไปแล้วว่าพวกเราสามคนไม่เคยได้เงินจากบ้านแม้แต่อีแปะเดียว ส่วนเนื้อนี่...เป็นเศษเนื้อติดมันที่คนขายเนื้อในตลาดเวทนาโยนให้ข้ามา เห็นว่าข้ากับสามีและน้องสาวผอมโซราวกับโครงกระดูกเดินได้ เขาจึงเมตตา"

คำพูดของนางแทงใจดำหวังชุ่ยฮวาดังฉึก! การบอกว่าได้รับความเวทนาจากคนนอก ยิ่งขับเน้นความแล้งน้ำใจของนางในฐานะแม่สามีให้เด่นชัดขึ้น

"เหลวไหล! เศษเนื้อที่ไหนจะหอมขนาดนี้! เอามาให้ข้า!" หวังชุ่ยฮวาพยายามจะผลักนางให้พ้นทางเพื่อเข้าไปแย่งชิง

ทว่าซูป้านเซี่ยกลับยืนนิ่งดุจขุนเขา นางยกท่อนฟืนในมือขึ้นขวางไว้ตรงหน้า จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของแม่สามี "ท่านแม่จะเข้ามาแย่งเศษอาหารที่คนอื่นเขาเวทนาให้หมาให้แมวกินหรือเจ้าคะ? หากท่านก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว...อย่าหาว่าสะใภ้ผู้นี้ไม่เตือน ไม้ท่อนนี้ไม่มีตา หากพลาดไปโดนส่วนใดเข้า ข้าไม่รับผิดชอบนะเจ้าคะ!"

หวังชุ่ยฮวาตัวแข็งทื่อ นางมองท่อนฟืนในมือซูป้านเซี่ยสลับกับแววตาอำมหิตที่ไม่เคยเห็นมาก่อนของสะใภ้รอง ความหวาดกลัวที่เคยสัมผัสในคราวก่อนแล่นปราดขึ้นมาจับขั้วหัวใจอีกครั้ง

ในขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดถึงขีดสุด หลิวเหอผิงที่นั่งอยู่ด้านใน หลังจากได้กินข้าวและเนื้อเข้าไป...พลันรู้สึกถึงกระแสความร้อนสายหนึ่งแล่นวาบจากช่องท้องลงไปยังขาข้างที่บาดเจ็บ มันเป็นความรู้สึกอุ่นซ่านที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เขาก้มลงมองขาที่ไร้ความรู้สึกของตนด้วยความตกตะลึง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังที่ยืนปกป้องพวกเขาอย่างเด็ดเดี่ยวของภรรยา...ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสับสน ฉงน และความหวังริบหรี่ที่เพิ่งเริ่มก่อตัวขึ้นเป็นครั้งแรก