สายตาที่จับจ้อง

เงาร่างของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่วูบไหวอยู่หลังพุ่มไม้หนาทึบ เสียงซ่าซ่าที่ดังขึ้นนั้นใกล้เข้ามาทุกขณะจิต ลู่เหยากวงกำท่อนไม้ในมือแน่นจนข้อสิบนิ้วขาวซีด สัญชาตญาณการเอาตัวรอดกรีดร้องก้องอยู่ในหัวใจของนาง

ทว่าก่อนที่นางจะได้ตัดสินใจว่าจะสู้หรือจะหนี เงาร่างนั้นก็พลันปรากฏตัวขึ้นใต้แสงจันทร์สลัว มันคือหมูป่าตัวใหญ่โตเต็มวัยตัวหนึ่ง! เขี้ยวของมันโค้งงอนน่าเกรงขาม ดวงตาสะท้อนแสงจันทร์เป็นประกายวาววับ มันหยุดชะงักเมื่อเห็นนางยืนขวางทาง ราวกับต่างฝ่ายต่างตกตะลึงในกันและกัน

ลมเย็นยะเยือกพัดผ่านไปชั่วอึดใจ หมูป่าตัวนั้นส่งเสียงคำรามในลำคอแผ่วเบา ก่อนจะหันหลังกลับและวิ่งทะยานหายเข้าไปในความมืดของพงไพรอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงเสียงใบไม้ไหวและหัวใจของลู่เหยากวงที่ยังคงเต้นระรัว

นางถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก เหงื่อเย็นเยียบไหลซึมตามไรผม นางไม่รอช้าอีกต่อไป รีบแบกถุงธัญพืชที่หนักอึ้งขึ้นบ่าแล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งกลับไปยังที่พักแรมของขบวนอพยพทันที

แสงไฟจากกองไฟหลายกองปรากฏให้เห็นอยู่ไม่ไกล เมื่อลู่เหยากวงเดินเข้าไปในบริเวณที่พักของตระกูลลู่ ก็พบว่ามารดาและน้องทั้งสองยังคงนั่งรออยู่ข้างกองไฟที่มอดใกล้จะดับเต็มทีด้วยสีหน้าเปี่ยมกังวล

“พี่ใหญ่! ท่านกลับมาแล้ว!” ลู่จื่อเซวียนเป็นคนแรกที่เห็นนาง เขารีบลุกขึ้นพรวดพราดและวิ่งเข้ามาหาทันที

“เหยากวง! เจ้าหายไปไหนมา แม่เป็นห่วงแทบแย่” เฉินอวี้หลานมีน้ำตาคลอหน่วย นางรีบเข้ามาช่วยประคองถุงผ้าลงจากบ่าของบุตรสาว เมื่อสัมผัสได้ถึงน้ำหนักและความนูนตุงของมัน นางก็เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ “นี่...นี่มันอะไรกัน?”

ลู่เหยากวงทรุดกายนั่งลงข้างกองไฟด้วยความอ่อนล้า พลางปั้นเรื่องราวที่เตรียมไว้ออกมาเล่า “ข้าปวดท้องจึงเข้าไปในป่า บังเอิญไปสะดุดกับพื้นดินนิ่มๆ แห่งหนึ่ง ด้วยความสงสัยจึงลองขุดดู...คาดไม่ถึงว่าจะเจอถุงธัญพืชที่คนกลุ่มก่อนหน้าอาจฝังทิ้งไว้เจ้าค่ะ”

นางคลี่ปากถุงออก เผยให้เห็นเมล็ดข้าวฟ่างสีเหลืองอร่ามที่อัดแน่นอยู่ภายใน เฉินอวี้หลานและลู่จื่อเซวียนต่างเบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา แม้แต่ลู่เสี่ยวหว่านที่ซบอยู่บนตักมารดาก็ยังยืดตัวขึ้นมองด้วยดวงตาเป็นประกาย

“สวรรค์! ท่านมีตาจริงๆ!” เฉินอวี้หลานยกมือขึ้นทาบอก น้ำตาแห่งความตื้นตันไหลอาบแก้ม “เท่านี้เราก็ไม่อดตายแล้ว...เท่านี้เสี่ยวหว่านก็จะมีข้าวกินแล้ว”

ลู่จื่อเซวียนกำหมัดแน่นด้วยความดีใจ “พี่ใหญ่เก่งที่สุดเลย!”

ทว่าท่ามกลางความยินดีของบ้านรอง ห่างออกไปไม่ไกลนักในเงามืดข้างเกวียนของบ้านใหญ่ มีสายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องมาที่ถุงธัญพืชนั้นด้วยความละโมบจนแทบจะถลนออกมานอกเบ้า

หวังชุ่ยเจียวที่แสร้งทำเป็นหลับใหลได้ยินเสียงพูดคุยของบ้านรองจึงแอบลืมตาขึ้นมองพอดี นางเห็นถุงผ้าที่ตุงแน่นไปด้วยเมล็ดธัญพืชเต็มสองตา ประกายแห่งความอิจฉาริษยาและความโลภก็ฉายชัดขึ้นมาในดวงตาของนางทันที

‘นังเด็กเหลือขอนั่นต้องไปขโมยมาจากที่ใดเป็นแน่! หรือไม่ก็ต้องมีของดีซุกซ่อนไว้แต่เดิมแล้ว!’ หวังชุ่ยเจียวขบเขี้ยวเคี้ยวฟันในใจ ‘ลำพังมันกับแม่และน้องๆ จะมีปัญญาหาของดีเช่นนี้มาได้อย่างไร? ในเมื่อบ้านรองไม่มีสมบัติอะไรติดตัวมาเลยแม้แต่ชิ้นเดียว!’

ความคิดชั่วร้ายผุดขึ้นในหัวของนางอย่างรวดเร็ว นางเหลือบมองไปรอบๆ เห็นทุกคนในขบวนเริ่มทยอยกันหลับใหลจากความเหนื่อยล้ามาตลอดทั้งวัน ริมฝีปากของหวังชุ่ยเจียวเหยียดยิ้มอย่างเย็นชา นางตัดสินใจแล้ว คืนนี้...นางจะต้องได้ของสิ่งนั้นมาเป็นของตนให้จงได้!

ฝ่ายลู่เหยากวงนั้น แม้จะหันหลังให้ แต่ด้วยสัญชาตญาณที่เฉียบคมขึ้นนับตั้งแต่ทะลุมิติมา นางกลับรู้สึกได้ถึงสายตาอันไม่เป็นมิตรที่จ้องมองมาราวกับจะแทงทะลุแผ่นหลังของนางได้ นางเหลือบมองไปยังทิศทางของบ้านใหญ่อย่างรวดเร็ว เห็นเพียงเงาตะคุ่มที่ขยับไหวเล็กน้อยก่อนจะนิ่งไป

‘หึ...สุนัขจิ้งจอกเฒ่า เผยหางออกมาแล้วสินะ’ ลู่เหยากวงแค่นเสียงในใจ นางรู้อยู่แล้วว่าการนำเสบียงจำนวนมากกลับมาเช่นนี้ย่อมต้องเป็นที่จับตาของคนบ้านใหญ่ โดยเฉพาะหวังชุ่ยเจียวผู้มีนิสัยมือไวใจเร็ว

หลังจากปลอบโยนให้มารดาและน้องสาวคลายกังวลและกินน้ำต้มสมุนไพรเล็กน้อยเพื่อประทังความหิวแล้ว ลู่เหยากวงก็จัดแจงให้ทุกคนเข้านอน นางนำถุงธัญพืชมาวางไว้ข้างตัวราวกับเป็นหมอนหนุน แสร้งทำเป็นหวงแหนมันอย่างยิ่ง

เมื่อเห็นมารดาและน้องสาวหลับสนิทไปแล้ว ลู่จื่อเซวียนก็ขยับเข้ามาใกล้พี่สาวแล้วกระซิบด้วยเสียงแผ่วเบา “พี่ใหญ่ ท่านนอนเถอะ ข้าจะเฝ้าถุงข้าวนี้ให้เอง ข้าจะไม่ยอมให้ใครมาขโมยมันไปเด็ดขาด”

ลู่เหยากวงลืมตาขึ้น มองน้องชายที่พยายามทำตัวเป็นผู้ใหญ่เกินวัยด้วยแววตาอ่อนโยน นางยกมือขึ้นลูบศีรษะเขาเบาๆ “ไม่ต้องหรอกจื่อเซวียน เจ้ารีบนอนพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้เรายังต้องเดินทางอีกไกล”

“แต่ว่า...”

“เชื่อพี่เถอะ” นางส่งยิ้มบางๆ ให้น้องชาย ในรอยยิ้มนั้นแฝงไว้ด้วยความมั่นใจและประกายเย็นเยียบที่ลู่จื่อเซวียนไม่ทันสังเกตเห็น “พี่เตรียมการรับมือไว้แล้ว ต่อให้มีหัวขโมยหน้าไม่อายย่องเข้ามา ก็มีแต่จะต้องผิดหวังกลับไป”

เมื่อเห็นแววตาที่แน่วแน่ของพี่สาว ลู่จื่อเซวียนจึงพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย เขาล้มตัวลงนอนข้างๆ มารดาและผล็อยหลับไปในเวลาไม่นานด้วยความเหนื่อยอ่อน

ค่ำคืนในป่าลึกเงียบสงัดลง มีเพียงเสียงแมลงกลางคืนและเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอของผู้คนในขบวนอพยพ ลู่เหยากวงนอนนิ่งไม่ไหวติง แสร้งทำเป็นหลับสนิท แต่ประสาทสัมผัสทั้งหมดของนางกลับตื่นตัวเต็มที่

นางรอคอยอย่างอดทน จนกระทั่งแน่ใจว่าทุกคนรอบข้างหลับลึกไปแล้วจริงๆ นางจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างเงียบเชียบที่สุด ดวงตาของนางในความมืดนั้นสว่างกระจ่างใสดุจดวงดาว

นางหลับตาลงอีกครั้ง แต่ครานี้สมาธิทั้งหมดของนางจดจ่ออยู่กับการเรียกใช้มิติลับส่วนตัว ภาพของคลินิกรักษาสัตว์ที่คุ้นเคยปรากฏขึ้นในห้วงความคิด ตู้เก็บอุปกรณ์เหล็กกล้าบานหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ตรงมุมห้อง นางเพ่งจิตไปยังลิ้นชักล่างสุดที่นางจำได้ว่าเคยเก็บอุปกรณ์ดักจับสัตว์ขนาดเล็กเอาไว้

ชั่วพริบตาต่อมา เมื่อนางลืมตาขึ้นอีกครั้ง วัตถุโลหะเย็นเฉียบชิ้นหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในมือของนางที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ผ้าห่ม มันคือ ‘กับดักหนูเหล็ก’ ที่ใช้ในยุคปัจจุบัน ตัวกับดักทำจากเหล็กอย่างดี มีฟันหยักแหลมคมน่ากลัวและสปริงที่ทรงพลัง แม้จะเป็นเพียงกับดักหนู แต่หากเป็นนิ้วมือของมนุษย์ที่พลั้งเผลอไปโดนเข้า ก็ย่อมสร้างความเจ็บปวดทุกข์ทรมานได้อย่างแสนสาหัส

ลู่เหยากวงเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าและแผ่วเบาราวกับภูตพราย นางค่อยๆ ง้างสปริงของกับดักออกอย่างระมัดระวังจนเข้าที่ เสียงเหล็กเสียดสีกันดัง ‘คลิก’ เบาๆ ในความเงียบสงัด

จากนั้นนางก็ค่อยๆ ขยับตัว แง้มปากถุงธัญพืชออกอย่างบรรจง แล้วจึงนำกับดักหนูเหล็กที่ง้างเตรียมพร้อมไว้ วางซ่อนลงไปใต้ชั้นบนสุดของเมล็ดข้าวฟ่างอย่างแนบเนียน ก่อนจะเกลี่ยเมล็ดข้าวกลบปิดทับจนมองไม่เห็นร่องรอยใดๆ

เมื่อจัดฉากทุกอย่างเสร็จสิ้น นางก็กลับไปนอนในท่าเดิม หลับตาลงและควบคุมลมหายใจให้สม่ำเสมอราวกับคนที่หลับใหลไม่ได้สติ

ทุกอย่างกลับสู่ความเงียบงันอีกครั้ง มีเพียงกองไฟที่มอดไหม้จนเหลือแต่ถ่านแดงๆ ที่ส่องแสงริบหรี่

กับดักถูกวางแล้ว... บัดนี้ สิ่งที่นางต้องทำก็มีเพียงการรอคอยอย่างใจเย็น รอให้หนูสกปรกที่ละโมบไม่รู้จักพอ ย่างสามขุมเข้ามาติดกับที่นางวางล่อไว้ด้วยตนเอง