เข้าสู่ป่าคูเย่ผิง
แสงสุดท้ายของวันสิ้นลับไปแล้วพร้อมกับความหวังของผู้คน ขบวนอพยพอันเหนื่อยล้าได้ลากสังขารมาถึงชายป่าคูเย่ผิง ที่ซึ่งสมชื่อด้วยใบไม้แห้งกรอบที่ร่วงหล่นทับถมกันจนหนาเตอะราวกับพรมสีดินปืนผืนยักษ์ อากาศเย็นเยียบเสียดกระดูก และความเงียบสงัดของพงไพรก็ยิ่งขับเน้นเสียงท้องร้องของผู้คนที่อดอยากให้ดังระงมขึ้นในใจ
เปลวไฟจากกองฟืนหลายกองถูกจุดขึ้นอย่างสิ้นเปลือง เพียงเพื่อขับไล่ความมืดมิดและไอเย็นที่คืบคลานเข้ามา แต่ไม่อาจขับไล่ความหิวโหยไปได้ เสบียงกรังที่ร่อยหรอลงทุกขณะ บัดนี้แทบไม่เหลือสิ่งใดให้ประทังชีวิตอีกแล้ว หลายครอบครัวเริ่มนำเปลือกไม้ที่พอจะเคี้ยวกินได้มาต้มในหม้อดิน ส่งกลิ่นขมขื่นลอยอวลไปทั่วบริเวณ
ลู่เหยากวงกอดอกมองภาพอันน่าเวทนานั้นด้วยแววตาเรียบเฉย ทว่าภายในใจกลับหนักอึ้งราวกับมีหินถ่วง นางเหลือบมองไปยังที่พักของครอบครัว เฉินอวี้หลานกำลังใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดหน้าให้ลู่เสี่ยวหว่านที่ซบอยู่บนตักอย่างอ่อนแรง ขณะที่ลู่จื่อเซวียนนั่งกอดเข่า จ้องมองกองไฟด้วยสายตาว่างเปล่า
“แม่ ข้าจะไปหาของป่าแถวนี้ดูสักหน่อย” ลู่เหยากวงเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบภายในครอบครัว
เฉินอวี้หลานสะดุ้งเล็กน้อย หันมามองบุตรสาวคนโตด้วยสีหน้ากังวล “เหยากวง นี่มันมืดค่ำแล้ว ในป่าอันตรายนัก อย่าไปเลย”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าไม่เข้าไปลึก แค่เดินดูรอบๆ เผื่อจะเจอหัวเผือกหัวมันที่คนอื่นมองข้ามไป” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “หากเรายังนั่งรอเฉยๆ เช่นนี้ พรุ่งนี้เช้าพวกเราจะเอาอะไรกินกัน”
คำพูดของนางแทงใจดำเฉินอวี้หลานอย่างจัง หญิงม่ายมองดูลูกชายหญิงที่ผอมโซลงทุกวันแล้วก็ได้แต่ข่มกลั้นน้ำตา นางรู้ดีว่าบุตรสาวคนโตพูดความจริง นับตั้งแต่เข้าสู่เส้นทางอพยพ ลู่เหยากวงก็กลายเป็นเสาหลักของบ้านไปแล้ว
“เช่นนั้น...เจ้าต้องระวังตัวให้มาก อย่าเข้าไปในที่เปลี่ยวคน” เฉินอวี้หลานกำชับเสียงสั่น
ลู่เหยากวงพยักหน้ารับ เดินไปลูบศีรษะน้องทั้งสองเบาๆ ก่อนจะคว้าตะกร้าใบเล็กแล้วเดินเลี่ยงออกจากกลุ่มคนอย่างเงียบเชียบ นางไม่ได้มุ่งหน้าไปยังบริเวณชายป่าที่ผู้คนกำลังขุดคุ้ยหาเศษรากไม้ หากแต่เลือกเส้นทางที่มืดและรกชัฏกว่า ปลีกตัวลึกเข้าไปในความมืดของพงไพร
การกระทำของนางมิได้รอดพ้นไปจากสายตาคู่หนึ่ง กู้เยี่ยนโจวที่เพิ่งกลับจากการสำรวจรอบๆ บริเวณเพื่อหาทำเลวางกับดักสัตว์เล็ก ชะงักฝีเท้าเมื่อเห็นร่างแบบบางของเด็กสาวผู้หนึ่งกำลังเดินหายลับเข้าไปในป่าลึกเพียงลำพัง คิ้วหนาของเขาขมวดเข้าหากันโดยสัญชาตญาณ
ป่าคูเย่ผิงยามค่ำคืนใช่สถานที่ที่เด็กสาวตัวคนเดียวควรย่างกรายเข้าไป แม้จะเป็นเพียงชายป่าก็ตาม สัตว์ร้ายและอันตรายที่มองไม่เห็นมีอยู่ทุกหนแห่ง ด้วยความรู้สึกเป็นห่วงระคนสงสัย เขาจึงตัดสินใจก้าวตามร่างนั้นไปอย่างเงียบกริบราวกับเงาพราย
ลู่เหยากวงเดินลึกเข้ามาเรื่อยๆ จนกระทั่งเสียงจอแจจากที่พักแรมเลือนหายไป เหลือเพียงเสียงลมหวีดหวิวและเสียงใบไม้ไหว นางหยุดยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง เงี่ยหูฟังและกวาดสายตามองไปรอบตัวอย่างระแวดระวัง เมื่อมั่นใจว่าไม่มีผู้ใดติดตามมา นางจึงเร่งฝีเท้าตรงไปยังแอ่งดินเล็กๆ ที่ลับสายตา ซึ่งถูกบดบังด้วยพุ่มไม้หนาทึบและโขดหิน
นางวางตะกร้าลง ก่อนจะหลับตาทำสมาธิเพียงชั่วพริบตาเดียว ร่างของนางก็หายวับไปจากจุดนั้น
โลกทั้งใบพลันแปรเปลี่ยน จากป่าอันมืดมิดเหน็บหนาว กลายเป็นคลินิกรักษาสัตว์ที่สว่างไสวและสะอาดสะอ้าน อากาศบริสุทธิ์และอุณหภูมิที่อบอุ่นทำให้นางรู้สึกผ่อนคลายในทันที ทว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาดื่มด่ำกับความสะดวกสบาย ลู่เหยากวงรีบเดินตรงไปยังห้องเก็บของด้านหลังคลินิกอย่างรวดเร็ว
ภายในโกดังขนาดใหญ่มีชั้นวางของว่างเปล่าอยู่หลายแถว แต่มุมหนึ่งมีกระสอบผ้าใบเก่าๆ วางซ้อนกันอยู่สองสามใบ นี่คือเสบียงที่นางเตรียมไว้ตั้งแต่ก่อนออกจากหมู่บ้าน เป็นข้าวสารและธัญพืชหยาบที่ซื้อมาจากในเมืองด้วยเงินเก็บก้อนสุดท้ายของครอบครัว นางตั้งใจนำมันมาเก็บไว้ในมิติเพื่อใช้ในยามฉุกเฉินที่สุด และบัดนี้ เวลานั้นก็ได้มาถึงแล้ว
นางเปิดกระสอบใบหนึ่ง ตักข้าวสารผสมกับข้าวฟ่างและถั่วเขียวใส่ลงในถุงผ้าขนาดกลางที่เตรียมมาจนเกือบเต็มปากถุง ปริมาณนี้ไม่มากจนเกินไป พอให้ครอบครัวสี่ชีวิตกินประทังความหิวไปได้หลายมื้อ แต่ก็ไม่น้อยจนไม่เป็นที่สังเกต จากนั้นจึงนำถุงผ้าออกจากมิติ
พริบตาต่อมา ร่างของนางก็กลับมาปรากฏที่แอ่งดินเดิม กลิ่นดินชื้นและไอเย็นยะเยือกกลับมาห้อมล้อมตัวนางอีกครั้ง ลู่เหยากวงไม่รอช้า นางใช้กิ่งไม้แห้งขุดดินในแอ่งให้เป็นหลุมตื้นๆ แล้วนำถุงผ้าใส่เสบียงวางลงไป ก่อนจะกลบด้วยดินและใบไม้แห้งอย่างลวกๆ ทำให้ดูเหมือนเป็นของที่ถูกฝังซ่อนไว้อย่างเร่งรีบ
นางปัดมือที่เปื้อนดิน ก่อนจะแสร้งทำท่าเดินหาของป่ามายังบริเวณนั้น แล้วทำทีเป็นสะดุดเข้ากับบางสิ่งใต้กองใบไม้
“เอ๊ะ?” นางแกล้งร้องออกมาเบาๆ แล้วจึงก้มลงไปคุ้ยเขี่ยกองใบไม้ออกอย่างตื่นเต้น เมื่อเห็นปากถุงผ้าโผล่พ้นดินขึ้นมา นางก็รีบขุดมันขึ้นมาด้วยท่าทีดีใจอย่างสุดซึ้ง นางคลี่ปากถุงออกดู เมื่อเห็นเมล็ดธัญพืชอยู่ข้างใน ก็แสดงสีหน้าเหมือนได้รับของขวัญจากสวรรค์
แผนการทั้งหมดแนบเนียนไร้ที่ติ นางจัดฉากเรื่องราวทั้งหมดเสร็จสิ้นภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ*
ขณะเดียวกัน กู้เยี่ยนโจวที่เดินตามมากลับต้องขมวดคิ้วแน่นขึ้นอีก เขาเดินตามรอยเท้าของนางมาได้เพียงระยะหนึ่ง รอยเท้านั้นก็พลันขาดหายไปอย่างน่าประหลาดบริเวณพุ่มไม้หนาแห่งหนึ่ง ราวกับคนผู้นั้นอันตรธานหายไปในอากาศธาตุ เขาลองเดินวนหารอบๆ แต่ก็ไม่พบร่องรอยใดๆ เพิ่มเติม ความรู้สึกฉงนสนเท่ห์และไม่สบายใจก่อตัวขึ้นในอก ชายหนุ่มยืนนิ่งอยู่กลางความมืด พยายามเงี่ยหูฟังเสียงเคลื่อนไหว แต่ทั่วทั้งป่ากลับเงียบเชียบผิดปกติ
ลู่เหยากวงแบกถุงผ้าที่หนักอึ้งขึ้นบ่าอย่างทุลักทุเล พลางคิดในใจว่าพรุ่งนี้เช้านางจะบอกทุกคนว่าตนโชคดีขุดเจอเสบียงที่คนเดินทางกลุ่มก่อนหน้าอาจจะฝังทิ้งไว้ ด้วยเหตุผลนี้ แม้แต่คนเจ้าเล่ห์อย่างซุนกุ้ยฮวาก็คงหาเรื่องจับผิดได้ยาก
นางกำลังจะหมุนตัวเพื่อเดินกลับไปยังที่พักแรม ทว่าในจังหวะนั้นเอง!
ซ่า ซ่า ซ่า...
เสียงบางอย่างไหวดังขึ้นจากพุ่มไม้หนาทึบที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล! มันไม่ใช่เสียงของสัตว์เล็กอย่างกระต่ายป่าหรือหนูพุก แต่เป็นเสียงการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดใหญ่กว่านั้นมาก!
ลู่เหยากวงตัวแข็งทื่อในทันที หัวใจของนางเต้นระรัวราวกับจะทะลุออกมานอกอก มือข้างหนึ่งกำถุงผ้าไว้แน่น ส่วนอีกข้างเอื้อมไปคว้าท่อนไม้ใกล้ตัวไว้เป็นอาวุธ ดวงตาคู่สวยจับจ้องไปยังพุ่มไม้ต้นเสียงอย่างไม่กะพริบ ลมหายใจถูกกลั้นไว้โดยไม่รู้ตัว
เสียงนั้น...กำลังใกล้เข้ามาทุกขณะ!
---
*เค่อ (刻) คือหน่วยเวลานับของจีนโบราณ 1 เค่อ มีค่าประมาณ 15 นาที