เผชิญหน้าคนลำเอียง

เสียงก่นด่าอันเกรี้ยวกราดของซุนกุ้ยฮวาเปรียบดั่งสายฟ้าฟาดลงกลางวงสนทนาอันเงียบสงบของผู้คนในขบวนอพยพ ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังต้นเสียง พายุโทสะที่กำลังเคลื่อนตัวใกล้เข้ามานั้น ทำให้บรรยากาศโดยรอบพลันหนักอึ้งลงทันที

ลู่เหยากวงยืนหยัดอย่างมั่นคง ร่างกายผ่ายผอมของนางกลับแผ่รัศมีแห่งความเยือกเย็นออกมาอย่างน่าประหลาด สายตาของนางสงบนิ่งราวกับผืนน้ำในบ่อลึกที่ไร้คลื่นลมใดๆ มาสั่นไหว นางมองตรงไปยังผู้เป็นย่าที่กำลังปรี่เข้ามาด้วยใบหน้าแดงก่ำราวกับตับหมู

“นังตัวดี! เจ้าทำร้ายจินเป่าหลานรักของข้า! วันนี้หากข้าไม่ตบสั่งสอนเจ้าให้รู้สำนึก ก็อย่ามาเรียกข้าว่าซุนกุ้ยฮวาอีกเลย!” หญิงชราตะโกนลั่น ง่ามมือหยาบกร้านของนางเงื้อขึ้นสูง หมายจะฟาดลงบนใบหน้าของหลานสาวคนโตอย่างไม่ลังเล

หวังชุ่ยเจียวที่ประคองอยู่ข้างๆ รีบสอดวาจาเสริมทันที “ใช่แล้วท่านแม่! ดูสิ มันยังกล้าทำหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาวอีก! บ้านรองพวกนี้มันอกตัญญูยิ่งนัก แอบซ่อนของกินดีๆ ไว้กินกันเอง ปล่อยให้จินเป่าของเราต้องหิวโซ!”

เฉินอวี้หลานหน้าซีดเผือด นางก้าวออกมาข้างหน้าตามสัญชาตญาณเพื่อปกป้องบุตรสาว แต่กลับถูกลู่เหยากวงใช้แขนข้างหนึ่งขวางไว้เบาๆ

“ท่านแม่ ถอยไปก่อนเจ้าค่ะ” น้ำเสียงของนางยังคงราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยอำนาจที่ทำให้ผู้เป็นมารดาต้องชะงักงัน

เพียงเสี้ยวลมหายใจก่อนที่ฝ่ามือของซุนกุ้ยฮวาจะฟาดลงมาถึงใบหน้า เสียงทุ้มกังวานและทรงอำนาจก็ดังกระหึ่มขึ้นจนทุกคนต้องสะดุ้ง

“หยุดเดี๋ยวนี้! นี่มันเรื่องอะไรกัน!”

ร่างสูงใหญ่ของผู้นำหมู่บ้านชิงสือปรากฏขึ้น เขาก้าวฉับๆ เข้ามาพร้อมกับคิ้วที่ขมวดมุ่น ใบหน้าเปี่ยมประสบการณ์ของเขาฉายแววไม่พอใจอย่างชัดเจน “ซุนกุ้ยฮวา! เจ้าคิดจะทำอะไร! ในขบวนนี้มีกฎเกณฑ์อยู่ คิดจะลงมือลงไม้กับคนในครอบครัวเยี่ยงนี้ต่อหน้าคนทั้งขบวนรึ!”

ซุนกุ้ยฮวาชะงักมือค้างกลางอากาศ นางหันขวับไปมองผู้นำหมู่บ้านด้วยความขุ่นเคือง แต่ก็ยังไม่กล้าหืออือมากนัก ได้แต่ชี้หน้าด่าลู่เหยากวงต่อ “ท่านผู้นำหมู่บ้าน! ท่านต้องให้ความเป็นธรรมกับข้าด้วย! นังเด็กนี่มันทำร้ายหลานชายหัวแก้วหัวแหวนของข้า!”

“ทำร้ายรึ?” ลู่เหยากวงแค่นเสียงหยันออกมาเบาๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดังพอให้ทุกคนได้ยิน “ท่านย่า ท่านแน่ใจหรือว่าข้าเป็นฝ่ายทำร้ายเขาก่อน? หรือว่าเป็นลู่จินเป่าที่พยายามจะเข้ามาขโมยของของพวกเรา แล้วยังผลักน้องสาวข้าจนเกือบล้ม!”

นางกล่าวพลางดึงร่างเล็กๆ ของลู่เสี่ยวหว่านที่หลบอยู่ด้านหลังออกมา เด็กน้อยยังคงตัวสั่นเทา ดวงตาคู่โตคลอหน่ำไปด้วยน้ำตาด้วยความหวาดกลัวอย่างแท้จริง ภาพนั้นสะเทือนใจผู้คนที่มุงดูอยู่ไม่น้อย

หวังชุ่ยเจียวเห็นท่าไม่ดีจึงรีบสวนกลับ “อย่ามาพูดจาเหลวไหล! พวกเจ้าบ้านรองมีอะไรให้ขโมยกัน! ข้าได้กลิ่นเนื้อย่างหอมฉุยมาจากทางนี้ต่างหาก! พวกเจ้าแอบซ่อนอาหารไว้กินกันเองใช่หรือไม่! ท่านผู้นำหมู่บ้าน ท่านดูสิ คนอื่นๆ ได้กินแค่ซุปผักป่ากับแป้งต้มจืดๆ แต่พวกเขากลับมีเนื้อกิน! นี่มันยุติธรรมแล้วหรือ!”

คำพูดของหวังชุ่ยเจียวปลุกปั่นความรู้สึกของผู้คนรอบข้างได้เป็นอย่างดี หลายคนเริ่มมองมาทางบ้านรองด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัย ในยามอดอยากเช่นนี้ เรื่องอาหารการกินย่อมเป็นเรื่องใหญ่เสมอ

ลู่เหยากวงยิ้มเย็นที่มุมปาก นางรู้ดีว่านี่คือสิ่งที่พวกบ้านใหญ่ต้องการ “ท่านป้าสะใภ้ใหญ่กล่าวหาว่าพวกเราซ่อนอาหารไว้งั้นหรือ?”

นางไม่รอให้ใครได้ตอบ หันไปทางผู้นำหมู่บ้านแล้วกล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ท่านผู้นำหมู่บ้าน เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของบ้านรอง ข้าขอให้ท่านเป็นพยาน ข้าอนุญาตให้ท่านป้าสะใภ้ใหญ่ค้นตัวพวกเราและข้าวของทั้งหมดได้เลย หากเจอเนื้อแม้แต่ชิ้นเดียว หรือข้าวสารแม้แต่เมล็ดเดียว ข้ายินดีรับโทษทัณฑ์ทุกประการ!”

คำประกาศของนางหนักแน่นและท้าทายยิ่งนัก!

ซุนกุ้ยฮวาและหวังชุ่ยเจียวสบตากันแวบหนึ่ง แววตาเต็มไปด้วยความลิงโลด พวกนางมั่นใจเต็มร้อยว่าต้องเจอของกลางอย่างแน่นอน กลิ่นเนื้อย่างยังคงลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีอะไรเลย!

“ดี! พูดแล้วอย่าคืนคำ!” หวังชุ่ยเจียวตะคอก นางพุ่งเข้าไปคว้าห่อผ้าเก่าๆ ที่วางอยู่ข้างเท้าลู่เหยากวงทันที “ข้าจะทำให้ทุกคนได้เห็นธาตุแท้ของพวกเจ้า!”

ท่ามกลางสายตานับสิบคู่ หวังชุ่ยเจียวกระชากปมผ้าออกอย่างแรง ของที่อยู่ภายในห่อร่วงกราวลงบนพื้นดินที่แห้งผาก

ทว่า...สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าทุกคนกลับไม่ใช่หม้อดินเผาหรือเนื้อตากแห้งอย่างที่คาดหวัง บนพื้นมีเพียงเสื้อผ้าเก่าปะชุนสองสามชิ้น กับเศษผ้าขาดๆ อีกเล็กน้อยเท่านั้น ไม่มีวี่แววของอาหารใดๆ ทั้งสิ้น!

**การใช้งานความสามารถพิเศษ: มิติลับส่วนตัว**

*ลู่เหยากวงแสร้งทำเป็นจัดของใส่ห่อผ้า แต่แท้จริงแล้วได้เก็บหม้อดินและเนื้อย่างทั้งหมดเข้าไปในมิติลับของนางอย่างแนบเนียนแล้ว ทำให้ห่อผ้าของนางว่างเปล่า เป็นการใช้มิติเพื่อสร้างหลักฐานพิสูจน์ความบริสุทธิ์และพลิกสถานการณ์*

หวังชุ่ยเจียวเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อ “เป็นไปไม่ได้! เป็นไปได้อย่างไร!” นางก้มลงไปคุ้ยเขี่ยกองเสื้อผ้าอย่างบ้าคลั่งราวกับคนเสียสติ แต่ก็ไม่พบอะไรเลย

เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นในหมู่ผู้คน สายตาที่เคยเคลือบแคลงสงสัยในตัวบ้านรอง บัดนี้ได้เปลี่ยนไปจับจ้องยังครอบครัวบ้านหลักด้วยความดูแคลน

“นี่มันอะไรกัน...ไม่มีอะไรเลยนี่นา”

“น่าสงสารบ้านรองจริงๆ ถูกกล่าวหาปาวๆ”

“ลูกชายบ้านใหญ่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างไรกัน ถึงได้เที่ยวรังแกน้องสาวตัวเล็กๆ แล้วยังใส่ความคนอื่นอีก”

ที่มุมหนึ่งไม่ไกลนัก หลี่ซิ่วเหยียน อาหญิงสามซึ่งแสร้งทำเป็นอ่อนแอพักผ่อนอยู่ กำลังแอบมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง นางเห็นทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบ...เห็นความเยือกเย็นของลู่เหยากวง เห็นการโต้กลับที่เฉียบคม และเห็นผลลัพธ์ที่น่าตกตะลึง ในใจของนางพลันบังเกิดความรู้สึกหนาวเยือกขึ้นมา เด็กสาวที่เคยอ่อนแอราวกับลูกไก่ในกำมือ บัดนี้กลับกลายเป็นหมาป่าเจ้าเล่ห์ที่พร้อมจะขย้ำคนที่เข้ามาหาเรื่องได้ทุกเมื่อ! นางต้องกลับไปคิดแผนการของตนเองใหม่เสียแล้ว

ใบหน้าของซุนกุ้ยฮวาและหวังชุ่ยเจียวสลับไปมาระหว่างสีเขียวกับสีขาว พวกนางยืนนิ่งแข็งทื่อราวกับถูกสาป

ผู้นำหมู่บ้านชิงสือถอนหายใจยาว พลางส่ายศีรษะอย่างระอา “ซุนกุ้ยฮวา! เจ้าเห็นแล้วใช่หรือไม่! ไม่มีอะไรเลย! เจ้าก่อเรื่องวุ่นวาย กล่าวหาหลานสาวตัวเองอย่างไม่มีมูล แถมหลานชายของเจ้ายังไปรังแกเด็กรุ่นน้องอีก! นี่คือการกระทำของผู้อาวุโสที่น่านับถืองั้นรึ! กลับไปสั่งสอนหลานชายเจ้าเสียใหม่! หากมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอีก ข้าจะขับพวกเจ้าออกจากขบวนอพยพทันที!”

คำขาดของผู้นำหมู่บ้านเปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้ายที่หักลงบนหลังอูฐ ซุนกุ้ยฮวาอยากจะกรีดร้องออกมาด้วยความเดือดดาล แต่เมื่อสบเข้ากับสายตาคมปลาบของผู้นำหมู่บ้านและสายตาดูแคลนจากคนรอบข้าง นางก็ทำได้เพียงกัดฟันกรอด

“พวกเรา...ไป!” นางเค้นเสียงลอดไรฟัน ก่อนจะหันหลังกลับไปอย่างหัวเสีย ลู่ต้าหนิวที่ยืนเงียบมาตลอดรีบประคองมารดาและภรรยาของตนเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงสายตาอาฆาตแค้นที่ส่งตรงมายังลู่เหยากวงราวกับจะแผดเผานางให้เป็นจุณ

พายุได้พัดผ่านไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันชั่วขณะ ลู่เหยากวงถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะหันไปตบหลังปลอบโยนเฉินอวี้หลานที่ยังคงตกใจไม่หาย

“ท่านแม่ ไม่เป็นไรแล้วเจ้าค่ะ”

นางก้มลงมองน้องชายและน้องสาวที่เข้ามากอดขาของนางแน่น ดวงตาของนางทอประกายเย็นเยียบขณะมองตามแผ่นหลังของเหล่าญาติผู้เป็นพิษที่ลับหายไปในความมืด

การเผชิญหน้าในวันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น การถูกหยามหน้าต่อธารกำนัลเช่นนี้ มีหรือที่คนอย่างซุนกุ้ยฮวาจะยอมปล่อยวางง่ายๆ ความเกลียดชังของพวกเขามีแต่จะหยั่งรากลึกลงไปอีก

ลู่เหยากวงกวาดสายตามองไปเบื้องหน้า ที่นั่นคือทิศทางของป่าคูเย่ผิง จุดพักแรมต่อไปที่เต็มไปด้วยอันตรายและความไม่แน่นอน...ที่นั่น ไม่มีผู้นำหมู่บ้านคอยเป็นเกราะกำบังให้ครอบครัวของนางอีกแล้ว การต่อสู้เพื่อความอยู่รอดที่แท้จริง กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในอีกไม่ช้า