ความตะกละของลู่จินเป่า
เงาร่างหนึ่งผุดขึ้นจากเงามืดราวกับภูตผี ดวงตาละโมบจับจ้องไปยังถ้วยในมือของลู่เสี่ยวหว่านอย่างไม่วางตา ร่างท้วมที่คุ้นเคยบ่งบอกตัวตนของเจ้าของเสียงได้เป็นอย่างดี...ลู่จินเป่า!
เด็กชายผู้ถูกตามใจจนเคยตัวผู้นี้ไม่ได้เอ่ยถามไถ่ผู้ใหญ่แม้แต่คำเดียว สองขาอวบอ้วนของเขาก้าวพรวดตรงมายังที่ที่พวกนางนั่งซุกซ่อนตัวอยู่ เป้าหมายของเขามีเพียงหนึ่งเดียวคือน้ำแกงเนื้อหอมกรุ่นในถ้วยของน้องสาว
“เอามาให้ข้า!” ลู่จินเป่าตะคอกเสียงดัง พร้อมกับยื่นมืออ้วนป้อมหมายจะฉกชิงถ้วยไปจากมือเล็กๆ ของลู่เสี่ยวหว่าน
ลู่เสี่ยวหว่านผู้หิวโหยมานานวันไหนเลยจะยอมปล่อยของล้ำค่าเช่นนี้ไปง่ายๆ นางกอดถ้วยไว้แน่น ส่ายศีรษะปฏิเสธทั้งน้ำตา ทว่าเรี่ยวแรงของเด็กหญิงอายุห้าขวบที่อ่อนแอเพราะขาดสารอาหารจะไปสู้แรงของเด็กชายอายุสิบสองปีที่กินอิ่มนอนหลับมาตลอดได้อย่างไร
“แค่กๆ!” เฉินอวี้หลานกำลังจะเอ่ยปากห้ามปราม แต่ก็ช้าไปเสียแล้ว
*เพล้ง!*
ลู่จินเป่ากระชากถ้วยอย่างแรงจนลู่เสี่ยวหว่านเสียหลักล้มลงกับพื้น ถ้วยกระเบื้องหลุดจากมือน้อยๆ ตกกระแทกพื้นดินแข็ง น้ำแกงเนื้อที่ลู่เหยากวงอุตส่าห์ตั้งใจต้มให้ทุกคนได้บำรุงร่างกายหกกระจายลงบนฝุ่นดินจนหมดสิ้น เหลือเพียงเศษเนื้อชิ้นเล็กๆ ที่เปรอะเปื้อนจนไม่อาจนำกลับมากินได้อีก
ลู่เสี่ยวหว่านไม่ได้ร้องไห้เพราะความเจ็บปวดจากการล้ม แต่นางมองคราบน้ำแกงที่ซึมหายไปในผืนดินด้วยแววตาที่แตกสลาย ก่อนจะปล่อยโฮออกมาอย่างสุดแสนเสียดาย
ภาพนั้นราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจของลู่เหยากวง!
ความอดทนทั้งมวลที่เคยมีพลันขาดสะบั้นลงในบัดดล แววตาของนางที่เคยสงบนิ่ง บัดนี้กลับเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปี ความโกรธเกรี้ยวปะทุขึ้นมาราวกับภูเขาไฟที่พร้อมจะระเบิดทุกเมื่อ
นางไม่ได้ตวาด ไม่ได้ต่อว่า แต่กลับเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ
มือเรียวของนางคว้าท่อนฟืนขนาดพอเหมาะที่วางอยู่ข้างกองไฟอย่างแม่นยำ ก่อนจะทะยานร่างลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับลู่จินเป่าที่กำลังก้มลงหมายจะคว้าเศษเนื้อสกปรกบนพื้นเข้าปาก
*เพียะ!*
เสียงท่อนฟืนกระทบเนื้อดังลั่นสะท้านความเงียบยามค่ำคืน!
ลู่เหยากวงไม่ได้เล็งที่ส่วนสำคัญของร่างกาย นางฟาดเข้าที่น่องอวบๆ ของลู่จินเป่าเต็มแรง!
“โอ๊ย!”
เด็กชายผู้ไม่เคยถูกลงโทษแม้แต่ปลายนิ้วสะดุ้งสุดตัว ความเจ็บปวดแล่นปราดจากน่องขึ้นมาจนถึงสมอง เขาเงยหน้าขึ้นมองลู่เหยากวงด้วยความตกตะลึงและไม่อยากจะเชื่อสายตา ก่อนที่ใบหน้าอ้วนกลมนั้นจะบิดเบี้ยวแล้วแผดเสียงร้องไห้ออกมาดังลั่นป่า
“อ๊า! เจ็บ! เจ้ากล้าตีข้ารึ! นังสารเลว! เจ้ากล้าดีอย่างไรมาตีข้า!”
ลู่จินเป่ากุมน่องข้างที่ถูกตีพลางกระโดดหย็องๆ ด้วยความเจ็บปวด น้ำตาและน้ำมูกไหลปนเปกัน เขามองลู่เหยากวงด้วยสายตาอาฆาตแค้น ก่อนจะชี้หน้าด่านาง “ข้าจะไปฟ้องท่านย่า! ท่านย่าต้องตีเจ้าให้ตาย! พวกเจ้าทั้งหมดจะต้องถูกตีให้ตาย!”
สิ้นเสียงข่มขู่ เด็กชายก็หันหลังวิ่งโขยกเขยกกลับไปยังทิศทางของกองไฟใหญ่ เสียงร้องไห้จ้าของเขายังคงดังสะท้อนก้องไปทั่วบริเวณ ปลุกให้ผู้คนในขบวนอพยพที่กำลังหลับใหลต้องตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ
ณ ที่แห่งนั้น ความเงียบเข้าปกคลุมครอบครัวบ้านรองอีกครั้ง เฉินอวี้หลานยังคงนั่งนิ่งตัวแข็งทื่อด้วยความตื่นตระหนก นางมองลูกสาวคนโตด้วยแววตาที่สั่นระริก ราวกับกำลังมองคนแปลกหน้า
“เหยา...เหยากวง...” นางเรียกชื่อบุตรสาวเสียงสั่นเครือ “เจ้า...เจ้าตีจินเป่า! เจ้าทำอะไรลงไป! นั่นคือหลานชายหัวแก้วหัวแหวนของท่านแม่นะ! หากท่านแม่รู้เข้า พวกเรา...พวกเราต้องแย่แน่!”
ทว่าลู่เหยากวงกลับไม่แสดงอาการหวาดกลัวแม้แต่น้อย นางโยนท่อนฟืนในมือทิ้งอย่างไม่ไยดี แล้วหันไปพยุงลู่เสี่ยวหว่านที่ยังคงสะอึกสะอื้นให้ลุกขึ้นมาปัดฝุ่นตามเสื้อผ้า
“ท่านแม่” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉยแต่หนักแน่นราวกับขุนเขา “หากวันนี้ข้าไม่ตีเขา พรุ่งนี้เขาก็จะกลับมาแย่งชิงทุกสิ่งที่เรามีไปจนหมดสิ้น”
นางมองลึกเข้าไปในดวงตาของมารดา กล่าวถ้อยคำที่เฉียบคมดุจมีดกรีด “ท่านอยากเห็นเสี่ยวหว่านกับจื่อเซวียนต้องอดตายหรือ? หากเรายังคงอ่อนข้อและยอมให้พวกเขากดขี่ข่มเหงต่อไป วันหนึ่งข้างหน้า...พวกเราทั้งหมดก็จะถูกเหยียบย่ำจนตายอยู่ดี!”
คำพูดของลู่เหยากวงราวกับค้อนหนักที่ทุบลงกลางใจของเฉินอวี้หลาน มันสั่นคลอนความเชื่อดั้งเดิมที่นางยึดถือมาตลอดชีวิต ความกลัวที่มีต่อแม่สามีเริ่มถูกแทนที่ด้วยความกลัวที่จะต้องสูญเสียลูกๆ ไป
ในขณะที่มารดากำลังตกอยู่ในภวังค์แห่งความคิด ลู่เหยากวงก็ไม่รอช้า นางรู้ดีว่าพายุลูกใหญ่กำลังจะมาถึง นางเหลือบมองรอบกายที่เริ่มมีเสียงผู้คนดังจอแจขึ้น ก่อนจะลงมืออย่างรวดเร็ว
นางรวบหม้อดินเผาใบเล็กและเนื้อตากแห้งส่วนที่เหลืออีกหลายชิ้นขึ้นมา ขณะที่แสร้งทำเป็นหันหลังให้เฉินอวี้หลานเพื่อจัดข้าวของใส่ห่อผ้าเก่าๆ นั้นเอง มือของนางก็เคลื่อนไหวอย่างแนบเนียน ของล้ำค่าทั้งหมดหายวับเข้าไปในมิติลับส่วนตัวในพริบตา ห่อผ้าที่นางถืออยู่จึงมีเพียงเสื้อผ้าเก่าๆ ไม่กี่ชิ้นเช่นเดิม
การกระทำนี้คือหลักประกันความอยู่รอดของครอบครัวนาง!
“ท่านแม่ พาเสี่ยวหว่านกับพี่รองกลับไปที่เกวียนก่อน” นางสั่งการอย่างเด็ดขาด “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ห้ามออกมาเด็ดขาด”
ทว่ายังไม่ทันที่เฉินอวี้หลานจะได้ขยับตัว เสียงแหลมสูงที่เต็มไปด้วยโทสะอันเดือดดาลก็ดังแหวกอากาศมาจากทางกองไฟใหญ่ มันเป็นเสียงที่คุ้นเคยและน่าหวาดหวั่นที่สุดสำหรับครอบครัวบ้านรอง
“นังเด็กสารเลวบ้านรอง! กล้าดีอย่างไรมาทำร้ายหลานชายหัวแก้วหัวแหวนของข้า! วันนี้ข้าจะฉีกหนังหัวเจ้าออกมาให้ได้! พวกเจ้าทั้งหมดต้องตาย!”
เงาร่างของซุนกุ้ยฮวาผู้มีใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธปรากฏขึ้น นางกำลังก้าวย่างอย่างเกรี้ยวกราดมาทางนี้ โดยมีลู่ต้าหนิวและหวังชุ่ยเจียวคอยประคองอยู่ข้างกาย สายตาของทั้งสามจับจ้องมาที่ลู่เหยากวงราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ