สุนัขล่าเนื้อที่บาดเจ็บ
เสียงครางโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังแว่วมาจากพงหญ้ารกชัฏข้างทาง มันเป็นเสียงของสัตว์ ไม่ใช่เสียงของมนุษย์ ลู่เหยากวงที่กำลังจะมุดเข้าใต้เกวียนพลันชะงักงัน สัญชาตญาณของสัตวแพทย์ในชาติภพก่อนทำให้ฝีเท้าของนางเปลี่ยนทิศไปยังต้นเสียงโดยอัตโนมัติ
นางก้าวอย่างระมัดระวัง แหวกพงหญ้าที่แห้งกรอบออกอย่างเงียบเชียบ แสงจันทร์สาดส่องลงมาพอให้เห็นร่างขนาดใหญ่ของสุนัขตัวหนึ่งนอนขดอยู่บนพื้นดิน มันเป็นสุนัขล่าเนื้อพันธุ์ดี รูปร่างสูงใหญ่กำยำ ขนสีดำสนิทราวกับรัตติกาล ทว่าบัดนี้กลับนอนหายใจรวยรินอย่างน่าเวทนา
ดวงตาคมกริบที่เคยดุดันบัดนี้หรี่ปรือเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ขาหลังข้างหนึ่งของมันบวมเป่งจนน่ากลัว มีรอยเขี้ยวสองรอยปรากฏชัดเจนบนเนื้อนูนแดงคล้ำ พิษร้ายกำลังแล่นพล่านไปทั่วร่างของมันแล้ว
"งูกัด..." ลู่เหยากวงพึมพำกับตนเอง นางประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว นี่คือสุนัขล่าเนื้อที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี มันมีค่ามหาศาลในยุคสมัยเช่นนี้ โดยเฉพาะในขบวนอพยพที่การล่าสัตว์คือหนทางรอดอีกทางหนึ่ง เจ้าของของมันย่อมต้องเป็นผู้มีความสามารถไม่ธรรมดา
นางมองซ้ายมองขวา เมื่อเห็นว่ารอบด้านปลอดคน ความลังเลในใจก็มลายสิ้น นางไม่อาจทนดูสิ่งมีชีวิตที่ล้ำค่าต้องตายไปต่อหน้าต่อตาได้
ทว่าการจะเข้าใกล้สุนัขที่กำลังเจ็บปวดและตื่นตระหนกไม่ใช่เรื่องง่าย ต่อให้มันใกล้ตายเต็มที แต่หากมันรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายกัดสวนกลับมาก็เป็นเรื่องยุ่งยากเช่นกัน
"ต้องทำให้มันสงบลงก่อน"
ความคิดนั้นผุดขึ้นพร้อมกับการตัดสินใจอันเด็ดเดี่ยว ลู่เหยากวงแสร้งทำเป็นค้นหาของในแขนเสื้อกว้าง ขณะที่มือข้างหนึ่งซ่อนอยู่ในนั้น จิตของนางก็จมดิ่งลงสู่มิติลับในพริบตา คลินิกรักษาสัตว์ที่คุ้นเคยปรากฏขึ้นตรงหน้า ชั้นวางยาและเครื่องมือแพทย์เรียงรายเป็นระเบียบ
นางไม่เสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว หยิบเข็มฉีดยาขนาดเล็กบรรจุยาสลบอ่อนๆ และเข็มอีกเล่มที่บรรจุเซรุ่มแก้พิษงูซึ่งเป็นของสามัญประจำคลินิก สองสิ่งนี้ปรากฏขึ้นในฝ่ามือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อของนางราวกับ变戏法 (เปี้ยนซี่ฝ่า - การเล่นกล)
นางค่อยๆ คลานเข้าไปใกล้เจ้าสุนัขเคราะห์ร้าย มันสัมผัสได้ถึงการมาเยือนจึงแยกเขี้ยวขู่คำรามอย่างอ่อนแรง ลู่เหยากวงส่งเสียงปลอบประโลมในลำคอแผ่วเบา อาศัยจังหวะที่มันเผลอ ปลายนิ้วของนางก็ว่องไวปานสายลม ปักเข็มบรรจุยาสลบเข้าที่กล้ามเนื้อสะโพกของมันอย่างแม่นยำ
สุนัขล่าเนื้อสะดุ้งเฮือก แต่ยังไม่ทันจะได้ทำอันใด ดวงตาของมันก็ค่อยๆ ปรือปิดลง ร่างกายที่เกร็งแน่นคลายออกจนสงบนิ่งในที่สุด
เมื่อเห็นว่ายาออกฤทธิ์แล้ว ลู่เหยากวงก็ไม่รอช้า นางจัดการฉีดเซรุ่มแก้พิษงูเข้าสู่กระแสเลือดของมันโดยตรง จากนั้นจึงใช้กริชเล็กๆ ที่พกติดตัว กรีดเปิดปากแผลเบาๆ เพื่อระบายเลือดเสียออกมา การกระทำของนางคล่องแคล่วและมั่นคง ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย ราวกับเคยทำเช่นนี้มาแล้วนับพันครั้ง
นางเหลือบไปเห็นแอ่งน้ำเล็กๆ ที่เกิดจากตาน้ำซึ่งนางเพิ่งค้นพบ จึงรีบฉีกชายผ้าของตนไปชุบน้ำมาเช็ดทำความสะอาดรอยแผล ก่อนจะรำลึกถึงความสามารถของน้ำพุในมิติ นางจึงแสร้งทำเป็นบีบน้ำออกจากผ้า แต่แท้จริงแล้วได้ลอบนำน้ำพุฟื้นฟูจากมิติออกมาผสมเล็กน้อยแล้วลูบลงบนบาดแผลนั้น
ทันใดนั้นเอง เงาดำทมึนก็ทาบทับลงมาบนร่างของนาง พร้อมกับน้ำเสียงเย็นเยียบที่แฝงแววคุกคามดังขึ้นจากเบื้องหลัง
"เจ้ากำลังทำอะไรกับสุนัขของข้า"
ลู่เหยากวงสะดุ้งเล็กน้อย แต่สีหน้ายังคงเรียบเฉย นางค่อยๆ หันกลับไปมองเจ้าของเงาบุรุษร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่ แสงจันทร์อาบไล้ใบหน้าครึ่งซีกของเขา เผยให้เห็นดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวและสันกรามที่บึกบึน แม้จะสวมอาภรณ์ผ้าหยาบ แต่กลับไม่อาจปิดบังกลิ่นอายองอาจน่าเกรงขามที่แผ่ออกมาได้ เขาคือ กู้เยี่ยนโจว นายพรานหนุ่มผู้เงียบขรึมแห่งขบวนอพยพ
สายตาของกู้เยี่ยนโจวไม่ได้จับจ้องที่นาง แต่กลับมองไปยังสุนัขคู่ใจของเขาที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันอย่างเคร่งเครียด
"มันยังไม่ตาย ข้าเพียงช่วยชีวิตมันไว้" ลู่เหยากวงเอ่ยตอบเสียงเรียบ พลางชี้ไปยังขาหลังที่บวมเป่งของสุนัข "มันถูกงูพิษกัด หากช้ากว่านี้อีกสักเค่อ (หนึ่งส่วนสี่ของชั่วยาม) ต่อให้เป็นหมอเทวดาก็คงยื้อชีวิตมันไว้ไม่ได้"
กู้เยี่ยนโจวทรุดกายนั่งลงข้างๆ สุนัขของเขา นิ้วยาวแข็งแรงไล่สำรวจบาดแผลอย่างชำนาญ ในฐานะนายพรานที่คลุกคลีอยู่ในป่าเขามาทั้งชีวิต เขาย่อมดูออกว่านี่คือรอยเขี้ยวของอสรพิษร้าย และยังมองเห็นรอยกรีดเล็กๆ ที่ปากแผลซึ่งมีเลือดสีคล้ำไหลซึมออกมาเล็กน้อย ที่น่าประหลาดใจที่สุดคืออาการบวมที่ควรจะลุกลามกลับมีทีท่าว่าจะยุบลงเล็กน้อยเสียด้วยซ้ำ
เขารู้ดีว่าสุนัขของเขาจงรักภักดีและดุร้ายเพียงใด มันไม่มีทางยอมให้คนแปลกหน้าเข้าใกล้ได้ง่ายๆ โดยเฉพาะในยามที่บาดเจ็บ แต่เด็กสาวตรงหน้ากลับทำได้อย่างไร
"เจ้าทำได้อย่างไร" กู้เยี่ยนโจวเงยหน้าขึ้นสบตานางตรงๆ แววตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจและกังขา
"ท่านปู่ของข้าเคยเป็นหมอพเนจร เขาเชี่ยวชาญการรักษาอาการเจ็บป่วยของสัตว์ ข้าเพียงเรียนรู้จดจำมาได้บ้างเล็กน้อยเท่านั้น" ลู่เหยากวงตอบโดยใช้ข้ออ้างที่เตรียมไว้อย่างแนบเนียน ใบหน้าของนางสงบนิ่งไม่แสดงพิรุธใดๆ
กู้เยี่ยนโจวจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนางราวกับจะค้นหาความจริง เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ช้อนร่างสุนัขล่าเนื้อขึ้นมาอุ้มไว้ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอม แม้มันจะตัวใหญ่และหนักอึ้ง แต่เขากลับอุ้มมันได้อย่างมั่นคงไม่สั่นไหว
เมื่อเห็นว่าเขาจะจากไป ลู่เหยากวงก็มิได้กล่าวอันใด นางทำหน้าที่ของตนเสร็จสิ้นแล้ว จากนี้ไปสุนัขตัวนั้นจะรอดหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับวาสนาของมัน
ทว่ากู้เยี่ยนโจวกลับหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับมา เขามิได้เอ่ยคำขอบคุณ แต่การกระทำของเขากลับชัดเจนยิ่งกว่าวาจาใดๆ เขาปลดห่อผ้าเล็กๆ ที่ห้อยอยู่ข้างเอวออกมา แล้วโยนมันให้กับลู่เหยากวงอย่างแม่นยำ
ลู่เหยากวงรับมันไว้ได้ทันควัน พอคลี่ออกดูก็พบว่ามันคือเนื้อตากแห้งชิ้นใหญ่อย่างดีหลายชิ้น! ในยุคสมัยที่ข้าวสารหนึ่งกำยังหาได้ยากยิ่ง เนื้อสัตว์เช่นนี้มีค่าดุจทองคำ
"ชีวิตย่อมต้องแลกด้วยชีวิต" เขากล่าวสั้นๆ เพียงเท่านั้น ก่อนจะหันหลังแล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ร่างสูงใหญ่ของเขาหายลับไปในความมืดพร้อมกับสุนัขคู่ใจ
ลู่เหยากวงกำเนื้อตากแห้งในมือแน่น หัวใจของนางเต้นระรัวด้วยความยินดี นี่คือโปรตีนที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับน้องชายและน้องสาวที่ร่างกายกำลังอ่อนแอของนาง!
นางรีบซุกซ่อนของล้ำค่ากลับไปยังที่พักใต้เกวียน รอจนกระทั่งมารดาและน้องๆ หลับสนิท และเสียงกรนของคนในขบวนดังระงมไปทั่ว นางจึงค่อยๆ ลอบออกมาอีกครั้งอย่างเงียบกริบ
นางหาที่ลับตาคน จัดการก่อกองไฟขนาดเล็กที่สุดโดยใช้ฟืนที่แห้งสนิทเพื่อไม่ให้เกิดควันมากนัก จากนั้นจึงหยิบหม้อดินเผาใบเล็กที่ติดตัวมาออกมา วางเนื้อตากแห้งลงไปหนึ่งชิ้น เติมน้ำสะอาดที่เพิ่งได้มา แล้วค่อยๆ ต้มมันด้วยไฟอ่อนๆ
ไม่นานนัก กลิ่นหอมหวนของน้ำแกงเนื้อก็เริ่มลอยอวลขึ้นมาในอากาศยามค่ำคืน มันเป็นกลิ่นที่ยั่วยวนชวนให้ท้องร้องสำหรับผู้คนที่อดอยากมานานวัน ลู่เหยากวงรีบใช้ฝาปิดหม้อให้สนิทเพื่อกักเก็บกลิ่นไว้ให้ได้มากที่สุด
นางรินน้ำแกงอุ่นๆ ใส่ถ้วยแล้วปลุกมารดากับน้องๆ อย่างแผ่วเบา เฉินอวี้หลาน ลู่จื่อเซวียน และลู่เสี่ยวหว่านตื่นขึ้นมาด้วยความงุนงง แต่เมื่อได้กลิ่นหอมและเห็นน้ำแกงสีขุ่นในถ้วย ดวงตาของทั้งสามก็เบิกกว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ
ทว่าขณะที่ลู่เสี่ยวหว่านกำลังจะยกถ้วยขึ้นซดด้วยความดีใจนั้นเอง...
เสียงกิ่งไม้แห้งหักดังแกรบขึ้นไม่ไกลจากที่ที่พวกเขานั่งซ่อนตัวอยู่ ตามมาด้วยเสียงสบถอย่างหงุดหงิดและน้ำเสียงอันคุ้นเคยที่แฝงไปด้วยความตะกละตะกลามก็ดังขึ้นทำลายความเงียบสงัด
"กลิ่นหอมอันใดกัน? พวกเจ้าบ้านรอง แอบซ่อนของดีอะไรไว้กินกันเองรึ!"