ข้อแลกเปลี่ยนกับผู้นำหมู่บ้าน

ประกายไฟแห่งการท้าทายในดวงตาของลู่เหยากวงสาดส่องกระทบใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธของหวังชุ่ยเจียวและซุนกุ้ยฮวา ทั้งสองราวกับถูกตบหน้าอย่างจังกลางฝูงชน อ้าปากค้างพูดไม่ออกไปชั่วขณะ

หวังชุ่ยเจียวที่ได้สติก่อนใครกำลังจะอ้าปากด่าทอ แต่เมื่อเห็นสายตาเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปีของลู่เหยากวง คำพูดหยาบคายก็พลันติดอยู่ที่ลำคอ นางพลันนึกถึงเหตุการณ์ที่เด็กสาวผู้นี้กล้าหยิบปิ่นปักผมจ่อคอตนเองขึ้นมา ความหวาดหวั่นสายหนึ่งแล่นผ่านหัวใจ

ซุนกุ้ยฮวากระทืบเท้าอย่างเกรี้ยวกราด “เจ้าเด็กอกตัญญู! กล้าดียังไงมาต่อล้อต่อเถียงกับผู้ใหญ่!”

“ท่านย่ากล่าวผิดแล้ว” ลู่เหยากวงสวนกลับทันควัน น้ำเสียงเรียบเฉยแต่ชัดถ้อยชัดคำ “ข้าเพียงแค่เสนอทางออกที่ดีที่สุดตามที่ท่านป้าใหญ่เสนอแนะ ในเมื่อดื่มน้ำก็อิ่มท้องได้ เหตุใดต้องสิ้นเปลืองเสบียงอันมีค่าด้วยเล่าเจ้าคะ หรือว่าคำพูดของท่านป้าใหญ่เป็นเพียงลมปากที่ผายลมออกมาเท่านั้น?”

คำเปรียบเปรยอันหยาบคายนั้นทำให้ใบหน้าของหวังชุ่ยเจียวเปลี่ยนจากขาวเป็นเขียวคล้ำ นางชี้หน้าลู่เหยากวงตัวสั่นเทา “เจ้า... เจ้า...”

“เอาล่ะ! พอได้แล้ว!” เสียงทรงอำนาจของผู้นำหมู่บ้านชิงสือดังขึ้น เขาลุกขึ้นจากกองไฟของตนเองแล้วเดินเข้ามา ใบหน้ากร้านแดดเต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่าย “ดึกดื่นค่อนคืนแล้ว ยังจะทะเลาะกันอีก! ตระกูลลู่ พวกเจ้ากลับไปได้แล้ว! อย่ารบกวนการพักผ่อนของผู้อื่น!”

ซุนกุ้ยฮวาแม้จะอหังการเพียงใด แต่ก็ไม่กล้าหือกับผู้นำขบวนอพยพ นางทำได้เพียงส่งสายตาอาฆาตมาให้บ้านรองอีกครั้ง ก่อนจะสะบัดชายเสื้อเดินกลับไปพร้อมกับหวังชุ่ยเจียวผู้เป็นลูกสะใภ้

เมื่อร่างของทั้งสองลับหายไปในความมืด เฉินอวี้หลานก็ทรุดลงนั่งกับพื้นอย่างหมดแรง น้ำตาไหลอาบแก้ม “เหยากวง... ลูก... ลูกไปยั่วโมโหพวกเขาทำไม ต่อไปเราจะใช้ชีวิตกันอย่างไร...”

ลู่เหยากวงคุกเข่าลงข้างๆ ประคองร่างมารดาไว้ “ท่านแม่ หากเราไม่สู้ ก็มีแต่จะถูกข่มเหงจนตาย ท่านเชื่อข้าเถิดเจ้าค่ะ ข้าจะปกป้องท่านกับน้องๆ เอง”

คำพูดของนางเต็มไปด้วยความมั่นใจอย่างประหลาด ทำให้ความหวาดวิตกในใจของเฉินอวี้หลานสงบลงได้อย่างน่าพิศวง

วันรุ่งขึ้น การเดินทางยังคงดำเนินต่อไปภายใต้แสงตะวันที่แผดเผา ความตึงเครียดในขบวนอพยพเพิ่มสูงขึ้นทุกขณะ ปัญหาใหญ่ที่สุดในตอนนี้คือ ‘น้ำ’ ถุงหนังใส่น้ำของแต่ละครอบครัวเริ่มแห้งขอดลงเรื่อยๆ ทุกคนมีริมฝีปากแห้งผากจนปริแตก หลายคนเดินโซซัดโซเซราวกับวิญญาณไร้ที่พึ่ง

ตระกูลลู่บ้านหลักเองก็ไม่ต่างกัน ซุนกุ้ยฮวาสั่งให้ทุกคนในบ้านจิบน้ำเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่สำหรับบ้านรองของลู่เหยากวงแล้ว พวกนางไม่ได้รับน้ำแม้แต่หยดเดียวตั้งแต่เช้า

“พี่ใหญ่... ข้าหิวน้ำ” ลู่เสี่ยวหว่านซบหน้ากับตักพี่สาว เสียงของนางแหบพร่า ร่างกายเล็กๆ เริ่มร้อนรุม

ลู่เหยากวงลูบศีรษะน้องสาวเบาๆ พลางกวาดสายตามองไปรอบๆ ภูมิประเทศเป็นเนินดินแห้งแล้งสลับกับพุ่มไม้เตี้ยๆ ที่แทบจะเหี่ยวเฉาตาย แต่ด้วยความรู้ด้านพฤกษศาสตร์และสัตววิทยาที่ติดตัวมา นางสังเกตเห็นบางสิ่งที่คนอื่นมองข้าม พืชบางชนิดที่ยังคงความเขียวสดอยู่ได้ ทั้งที่พืชรอบข้างแห้งกรอบไปหมดแล้ว และรอยเท้าสัตว์เล็กๆ ที่มุ่งหน้าไปในทิศทางเดียวกัน

สัญชาตญาณบางอย่างบอกนางว่าที่นั่นต้องมีน้ำ!

ทว่านางจะไปตามลำพังได้อย่างไรในสภาพที่ร่างกายขาดน้ำเช่นนี้ แม้แต่จะลุกขึ้นยืนยังต้องฝืนใจ ทันใดนั้น ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในสมอง นางต้องใช้ ‘ตัวช่วย’

“ท่านแม่ ดูแลน้องๆ สักครู่นะเจ้าคะ ข้าจะไปปลดทุกข์” ลู่เหยากวงกล่าวเสียงเบา แล้วอาศัยจังหวะที่ทุกคนกำลังอ่อนล้า แวบเข้าไปหลังพุ่มไม้หนาทึบที่อยู่ไม่ไกล

เมื่อแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดมองเห็น นางก็หลับตาทำสมาธิ ในพริบตาเดียว จิตของนางก็เข้ามาอยู่ในมิติลับส่วนตัว คลินิกรักษาสัตว์ที่คุ้นเคยปรากฏขึ้นตรงหน้า นางไม่รอช้ารีบวิ่งไปที่บ่อน้ำพุหลังคลินิก วักน้ำใสเย็นขึ้นดื่มอย่างกระหาย ความอ่อนล้าและอาการขาดน้ำที่รุมเร้าพลันมลายหายไปในบัดดล ร่างกายกลับมาเปี่ยมด้วยพละกำลังอีกครั้ง นางยังเติมน้ำใส่กระบอกไม้ไผ่เล็กๆ ที่ซ่อนไว้ในแขนเสื้อจนเต็ม ก่อนจะออกจากมิติอย่างรวดเร็ว

เมื่อกลับสู่โลกภายนอก ลู่เหยากวงรู้สึกราวกับเกิดใหม่ นางเดินอ้อมไปอีกทาง แสร้งทำเป็นเดินกลับมาจากทำธุระ แล้วแอบป้อนน้ำจากกระบอกไม้ไผ่ให้น้องทั้งสองและมารดาได้ดื่มพอประทังความกระหาย

“น้ำ... เหยากวง เจ้าไปเอาน้ำมาจากไหน?” เฉินอวี้หลานถามด้วยความตกใจ

“ข้าเจอแอ่งน้ำค้างเล็กๆ บนใบไม้เจ้าค่ะ อย่าส่งเสียงดังไป” นางกล่าวสั้นๆ ตัดบท ก่อนจะหันไปมองทิศทางที่ตนหมายตาไว้ในตอนแรก

นางรอจนถึงช่วงที่ขบวนหยุดพักสั้นๆ กลางวัน ลู่เหยากวงจึงฉวยโอกาสปลีกตัวออกมาอีกครั้ง นางเดินตามแนวพืชสีเขียวและรอยเท้าสัตว์ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงซอกหินขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง นางก้มลงมองลอดเข้าไปในเงาหิน...แล้วหัวใจก็เต้นระรัวด้วยความยินดี

เบื้องล่างนั้น มีตาน้ำเล็กๆ ผุดขึ้นมาจากใต้ดินอย่างแช่มช้า แม้มันจะไม่ได้ใหญ่โต แต่ก็มีน้ำซึมออกมาตลอดเวลา สะสมกันเป็นแอ่งใสสะอาดขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ซ่อนตัวอยู่!

นี่คือสายธารแห่งชีวิต!

ความคิดแรกที่แวบเข้ามาคือการตักน้ำกลับไปให้ครอบครัว แต่แล้วนางก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ หากนางนำเรื่องนี้ไปบอกตระกูลลู่ ผลลัพธ์ก็คือซุนกุ้ยฮวาและบ้านใหญ่จะเข้ายึดครองแหล่งน้ำแห่งนี้ทันที พวกนางบ้านรองอาจจะได้ดื่มบ้างในช่วงแรก แต่ท้ายที่สุดก็จะถูกกันออกมาเช่นเคย การค้นพบนี้จะไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง

ไม่ได้! นางจะปล่อยให้โอกาสทองเช่นนี้หลุดลอยไปไม่ได้ นางต้องใช้มันให้เกิดประโยชน์สูงสุด!

ลู่เหยากวงตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว นางไม่กลับไปที่เกวียนของตระกูลลู่ แต่กลับเดินตรงไปยังใจกลางของขบวน ที่ซึ่งผู้นำหมู่บ้านชิงสือและคนสนิทกำลังนั่งพักด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“ท่านผู้นำหมู่บ้านเจ้าคะ”

เสียงใสๆ ที่ดังขึ้นทำให้ชายชราและคนอื่นๆ หันมามองเป็นตาเดียว เมื่อเห็นว่าเป็นเด็กสาวจากบ้านรองตระกูลลู่ คิ้วของผู้นำหมู่บ้านก็ขมวดเล็กน้อย “มีธุระอันใดรึ เด็กน้อย?”

“ข้ามีเรื่องสำคัญอย่างยิ่งจะแจ้งให้ท่านทราบ แต่ขอคุยเป็นการส่วนตัวได้หรือไม่เจ้าคะ” ลู่เหยากวงกล่าวอย่างหนักแน่น ดวงตาของนางจริงจังจนผู้นำหมู่บ้านรู้สึกประหลาดใจ

ผู้นำหมู่บ้านชิงสือมองเด็กสาวตรงหน้าอย่างพินิจพิจารณา แม้จะสวมเสื้อผ้าเก่าขาด แต่แววตาของนางกลับฉลาดหลักแหลมและไม่เหมือนเด็กสาวทั่วไป เขานิ่งคิดชั่วครู่ก่อนจะพยักหน้า “ตามข้ามา”

เขานำนางไปยังมุมที่ปลอดตาคน “ว่ามาเถิด มีเรื่องอันใด”

ลู่เหยากวงไม่พูดพร่ำทำเพลง “ท่านผู้นำ น้ำในขบวนของเรากำลังจะหมด หากเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกสองวัน เกรงว่าจะมีคนล้มตาย ข้าพูดถูกหรือไม่เจ้าคะ”

ผู้นำหมู่บ้านถอนหายใจยาว “แล้วเจ้าจะบอกอะไรข้าเล่า”

“ข้าพบแหล่งน้ำเจ้าค่ะ”

เพียงประโยคเดียว ก็ทำให้ดวงตาที่อ่อนล้าของผู้นำหมู่บ้านเบิกกว้างขึ้นทันที! “เจ้าว่าอะไรนะ! จริงรึ! อยู่ที่ใด?”

“เป็นความจริงทุกประการเจ้าค่ะ” ลู่เหยากวงยังคงยืนนิ่งสงบ “แต่ก่อนที่ข้าจะบอกตำแหน่ง ข้ามีข้อแลกเปลี่ยน”

ผู้นำหมู่บ้านหรี่ตามองนางอย่างไม่อยากจะเชื่อ เด็กสาวอายุเพียงเท่านี้ กลับกล้ามาต่อรองกับเขา! แต่เมื่อพิจารณาถึงความสำคัญของแหล่งน้ำ เขาก็ระงับความไม่พอใจไว้ “ข้อแลกเปลี่ยนอะไร?”

“ข้าจะมอบแหล่งน้ำนี้ให้ท่านเป็นผู้จัดการ เพื่อให้ทุกคนในหมู่บ้านชิงสือได้มีน้ำดื่ม” ลู่เหยากวงกล่าวอย่างชัดเจน “แลกกับการที่ท่านผู้นำจะต้องให้ความคุ้มครองบ้านรองของข้า ซึ่งประกอบด้วยมารดา น้องชาย และน้องสาวของข้า ให้รอดพ้นจากการถูกรังแก กดขี่ข่มเหง หรือถูกแย่งชิงเสบียงจากคนในตระกูลเดียวกัน”

นางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา “พวกเราทำงานลากเกวียนหนักที่สุด แต่กลับได้รับส่วนแบ่งน้อยที่สุด บ่อยครั้งที่ไม่ได้รับเลยด้วยซ้ำ หากพวกเราอดอยากจนสิ้นแรงหรือล้มป่วยไป คนที่จะเดือดร้อนก็คือขบวนอพยพทั้งหมดที่ต้องเสียแรงงานไปมิใช่หรือเจ้าคะ”

ผู้นำหมู่บ้านชิงสือตกตะลึงไปกับคำพูดและไหวพริบของนาง เขามองเห็นปัญหาของตระกูลลู่อยู่ตลอด แต่ไม่เคยคิดจะยื่นมือเข้าไปยุ่งเรื่องในครอบครัวผู้อื่น ทว่าข้อเสนอของเด็กสาวผู้นี้กลับสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง นางไม่ได้ขออะไรเกินเลยไปกว่าความยุติธรรมขั้นพื้นฐานเพื่อความอยู่รอด และสิ่งที่นางนำมาแลกเปลี่ยนก็คือชีวิตของคนทั้งขบวน!

เขามองลู่เหยากวงด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป...แววตาแห่งความชื่นชมปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน

“ตกลง!” ผู้นำหมู่บ้านกล่าวเสียงหนักแน่น “ข้ารับปาก! ตราบใดที่ข้า ชิงสือ ยังเป็นผู้นำขบวน จะไม่มีใครกล้ามารังแกพวกเจ้าบ้านรองอีก! ข้าจะจับตาดูซุนกุ้ยฮวาให้เอง! ทีนี้...บอกข้าได้หรือยังว่าแหล่งน้ำอยู่ที่ใด”

รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากของลู่เหยากวงเป็นครั้งแรก นี่คือพันธมิตรคนแรกที่นางสร้างขึ้นได้สำเร็จ และเป็นพันธมิตรที่ทรงอำนาจที่สุดในขบวนอพยพแห่งนี้

หลังจากนำทางผู้นำหมู่บ้านไปยังตาน้ำที่ซ่อนอยู่ และเห็นความยินดีบนใบหน้าของทุกคนที่ได้ดื่มน้ำสะอาด ลู่เหยากวงก็แอบปลีกตัวกลับมายังที่พักของตนอย่างเงียบเชียบ นางรู้สึกเหนื่อยล้าแต่ก็เปี่ยมไปด้วยความหวัง ขณะที่กำลังจะมุดเข้าใต้เกวียนเพื่อพักผ่อน หางตาของนางก็พลันเหลือบไปเห็นบางสิ่งขยับไหวอยู่ในพงหญ้าข้างทาง

ตามมาด้วยเสียงครางแผ่วเบาด้วยความเจ็บปวด...ไม่ใช่เสียงของคน แต่เป็นเสียงของสัตว์ที่กำลังบาดเจ็บสาหัส