ก้าวแรกบนเส้นทางสายมรณะ

เสียงเขาสัตว์กังวานแหบพร่า เป็นดั่งสัญญาณปลดปล่อยฝูงชนผู้สิ้นหวังให้ออกจากกรงขังแห่งความทรงจำ ขบวนอพยพอันยาวเหยียดเริ่มเคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้า tựaดังมังกรดินที่บาดเจ็บสาหัสเลื้อยคลานไปบนผืนปฐพีที่แตกระแหง ฝุ่นดินสีเหลืองฟุ้งตลบขึ้นบดบังแสงอรุณรุ่งจนกลายเป็นม่านหมอกสีขุ่นมัว

ล้อเกวียนไม้บดเบียดกับพื้นดินแห้งผาก ส่งเสียงครืดคราดโหยหวนไม่ขาดสาย แต่เสียงนั้นกลับไม่อาจดังกลบเสียงคำรามกร้าวของซุนกุ้ยฮวาได้

“พวกเจ้าบ้านรองยังจะโอ้เอ้อีก! เร็วเข้า! มาลากเกวียนใหญ่เดี๋ยวนี้!” หญิงชราชี้นิ้วไปยังเกวียนที่บรรทุกสัมภาระของบ้านใหญ่และบ้านสามจนเต็มพูน เฉินอวี้หลานหน้าซีดเผือด นางมองเกวียนที่หนักอึ้งนั้นแล้วหันไปมองบุตรสาวด้วยความกังวล

ลู่เหยากวงมิได้กล่าววาจาใด นางเพียงพยักหน้าให้มารดาแผ่วเบา ก่อนจะเดินนำไปยังด้านหน้าของเกวียนอย่างเด็ดเดี่ยว เชือกป่านหยาบกระด้างสองเส้นถูกโยนลงบนพื้นดินราวกับโซ่ตรวนของนักโทษ เฉินอวี้หลานกัดริมฝีปากจนห้อเลือด นางกับบุตรสาวจับเชือกคนละเส้นแล้วสอดเข้ากับบ่า

“หนึ่ง...สอง...ฮึบ!” ลู่เหยากวงออกแรงตะโกน ทั้งสองแม่ลูกโน้มตัวไปข้างหน้า กล้ามเนื้อทุกมัดบนร่างกายเกร็งจนสั่นสะท้าน เกวียนที่หนักอึ้งขยับเขยื้อนเพียงเล็กน้อย ก่อนจะหยุดนิ่งอีกครั้ง

หวังชุ่ยเจียวที่เดินจูงมือลู่จินเป่าอยู่ข้างๆ แค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “ออกแรงกันแค่นี้รึ? สงสัยเมื่อเช้าจะกินข้าวน้อยไปกระมัง”

ซุนกุ้ยฮวาตวัดสายตาคมปลาบมาทางบ้านรอง “ถ้าลากไม่ไหวก็ไม่ต้องกินข้าวเย็นนี้! ตระกูลลู่ไม่เลี้ยงคนไร้ประโยชน์!”

เฉินอวี้หลานน้ำตาคลอเบ้า นางก้มหน้าก้มตาออกแรงสุดชีวิต ความเจ็บปวดแล่นปราดจากบ่าที่เสียดสีกับเชือกหยาบไปทั่วแผ่นหลัง ลู่เหยากวงเห็นมารดามีท่าทีโงนเงน ในใจก็พลันร้อนรุ่มดั่งไฟเผา นางเหลือบมองลู่จื่อเซวียนที่ยืนกำหมัดแน่นอยู่ข้างๆ เด็กชายอายุสิบขวบรีบวิ่งเข้ามาช่วยดันเกวียนจากด้านหลังทันที

“ท่านแม่ ท่านพี่ใหญ่ ข้าช่วย!”

ภาพสามแม่ลูกกำลังทุ่มเทเรี่ยวแรงทั้งหมดเพื่อลากจูงสัมภาระของคนทั้งตระกูล กลายเป็นภาพที่น่าเวทนาในสายตาของชาวบ้านคนอื่นๆ แต่กลับเป็นเรื่องน่าสมเพชในสายตาของตระกูลลู่บ้านใหญ่และบ้านสาม พวกเขานั่งอย่างสบายอยู่บนเกวียนของตนเอง มองดูบ้านรองดิ้นรนราวกับชมละครโรงใหญ่

ขบวนเดินทางไปอย่างเชื่องช้าท่ามกลางแสงแดดที่แผดเผาทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ พื้นดินร้อนระอุราวกับกระทะเหล็ก ทุกย่างก้าวต้องใช้เรี่ยวแรงมหาศาล เฉินอวี้หลานเริ่มหายใจหอบถี่ ริมฝีปากแห้งแตกจนเป็นขุยขาว นางรู้สึกหน้ามืดตาลายคล้ายจะเป็นลมอยู่รอมร่อ

ลู่เหยากวงรู้ดีว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไป มารดาของนางต้องล้มพับไปก่อนจะถึงจุดพักเป็นแน่ นางเหลือบมองรอบกาย เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดสนใจ นางจึงแสร้งทำเป็นสะดุดแล้วปล่อยเชือก

“โอ๊ย!” นางร้องออกมาแผ่วเบา ทำให้เฉินอวี้หลานและลู่จื่อเซวียนต้องหยุดชะงัก

“เหยากวง! เป็นอะไรไปลูก!” เฉินอวี้หลานถามด้วยความเป็นห่วง

“ข้า...ข้าแค่รู้สึกหน้ามืดนิดหน่อยเจ้าค่ะ ท่านแม่ พวกเราพักดื่มน้ำกันสักครู่เถิด” นางกล่าวพลางหยิบกระบอกไม้ไผ่ที่บรรจุน้ำต้มเศษข้าวออกมา ในจังหวะที่นางหันหลังให้ทุกคน ร่างกายของนางบังกระบอกน้ำไว้มิดชิด ความคิดหนึ่งพลันแล่นเข้ามาในหัวอย่างรวดเร็ว

‘ใช้มันตอนนี้แหละ!’

นางใช้เสี้ยววินาทีนั้นเพ่งสมาธิไปที่มิติลับในใจ ภาพคลินิกรักษาสัตว์ที่คุ้นเคยปรากฏขึ้น พร้อมกับบ่อน้ำพุเล็กๆ ที่ส่งไอเย็นจางๆ อยู่ด้านหลัง นางสั่งการในใจอย่างรวดเร็ว หยดน้ำใสบริสุทธิ์จากบ่อน้ำพุพลันปรากฏขึ้นในโลกความจริง แล้วหยดลงไปในกระบอกน้ำอย่างเงียบเชียบ ไร้เสียง ไร้ร่องรอย มีเพียงนางผู้เดียวที่รับรู้

“มาเจ้าค่ะ ท่านแม่ดื่มก่อน” ลู่เหยากวงยื่นกระบอกน้ำให้มารดา เฉินอวี้หลานรับมาดื่มด้วยความกระหาย ตามด้วยลู่จื่อเซวียนและตัวนางเองเป็นคนสุดท้าย น้ำต้มที่เคยจืดชืดบัดนี้กลับมีรสหวานชุ่มคออย่างน่าประหลาด เมื่อน้ำไหลผ่านลำคอลงไป ความอ่อนล้าที่เกาะกินร่างกายราวกับถูกชะล้างออกไปสิ้น เรี่ยวแรงที่เคยเหือดหายไปพลันฟื้นคืนกลับมาอย่างน่าอัศจรรย์

เฉินอวี้หลานเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ นางรู้สึกราวกับว่าภาระบนบ่าพลันเบาลงอย่างไม่น่าเชื่อ “น้ำ...น้ำวันนี้รสชาติดีกว่าทุกวันเลยนะ”

ลู่เหยากวงเพียงยิ้มบางๆ “อาจเพราะพวกเราเหนื่อยมากกระมังเจ้าคะ ไปกันต่อเถิดท่านแม่ เดี๋ยวท่านย่าจะดุเอาได้”

ทั้งสามคนกลับไปประจำตำแหน่งอีกครั้ง คราวนี้น่าแปลกที่เกวียนซึ่งเคยหนักอึ้งกลับดูเหมือนจะลากได้ง่ายขึ้น พวกนางก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง แม้ใบหน้าจะยังคงมีเหงื่อโซมกาย แต่แววตากลับไม่ปรากฏความอ่อนล้าดังเช่นช่วงแรก

การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ นี้ แม้จะรอดพ้นจากสายตาของคนในตระกูลลู่ผู้เอาแต่สนใจความสบายของตนเอง แต่กลับไม่อาจรอดพ้นสายตาของบุรุษผู้หนึ่งที่เดินรั้งท้ายขบวนไปได้

กู้เยี่ยนโจว นายพรานหนุ่มร่างสูงโปร่งผู้มีแววตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยว เขามักจะเดินทิ้งระยะห่างจากคนอื่นๆ ในขบวนเสมอ เพื่อสังเกตการณ์รอบทิศทางตามสัญชาตญาณนักล่า เขาเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้น...เห็นความโหดร้ายของหญิงชราตระกูลลู่ เห็นความอดทนของสะใภ้รอง และเห็นความเด็ดเดี่ยวของเด็กสาวที่หาญกล้าท้าทายลุงของตนเองเมื่อรุ่งสาง

ในตอนแรกเขาสงสารสามแม่ลูกบ้านรองที่ถูกข่มเหง แต่บัดนี้ความสงสารได้แปรเปลี่ยนเป็นความประหลาดใจ เขาสังเกตเห็นว่าหลังจากที่พวกนางหยุดพักดื่มน้ำเมื่อครู่ ท่าทางการเดินกลับดูมีพลังและมั่นคงขึ้นอย่างผิดหูผิดตา ทั้งที่อาหารที่พวกนางได้รับมีเพียงน้ำต้มเศษข้าวที่แทบไม่มีสารอาหารใดๆ มันเป็นไปได้อย่างไรที่คนอดอยากจะมีเรี่ยวแรงได้ถึงเพียงนี้?

กู้เยี่ยนโจวขมวดคิ้วเล็กน้อย สายตาของเขาจับจ้องไปยังร่างของเด็กสาวนามลู่เหยากวงอย่างพินิจพิเคราะห์ นางดูไม่เหมือนเด็กสาวชาวบ้านทั่วไป...ไม่เลยแม้แต่น้อย

ขบวนอพยพยังคงคลานไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดหย่อน จนกระทั่งดวงตะวันคล้อยต่ำลงจนเกือบจะลับขอบฟ้า ผู้ใหญ่บ้านจึงให้สัญญาณหยุดพักค้างแรมในคืนแรก

ทันทีที่เกวียนหยุดลง เฉินอวี้หลานก็แทบจะทรุดลงกับพื้น แต่ลู่เหยากวงกลับประคองนางไว้ได้ทัน “ท่านแม่ ไปพักก่อนเถิดเจ้าค่ะ ที่เหลือข้าจัดการเอง”

ขณะที่ชาวบ้านคนอื่นๆ เริ่มก่อไฟหุงหาอาหาร ควันไฟและกลิ่นข้าวต้มเริ่มลอยมาแตะจมูก ท้องของลู่จื่อเซวียนและลู่เสี่ยวหว่านร้องโครกครากด้วยความหิวโหย ซุนกุ้ยฮวากลับเดินตรงมาที่บ้านรองพร้อมกับถ้วยเปล่าสามใบ นางตักน้ำข้าวใสๆ ที่แทบไม่มีเม็ดข้าวเลยยื่นให้เฉินอวี้หลานอย่างเสียไม่ได้

“พวกเจ้าทำงานหนักมาทั้งวัน เอาไปกินเสีย” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงไร้เยื่อใย

ทว่าก่อนที่เฉินอวี้หลานจะยื่นมือออกไปรับ หวังชุ่ยเจียวกลับเดินเข้ามาขวางพลางกล่าวด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน “ท่านแม่เจ้าขา ข้าว่าไม่ต้องให้พวกนางกินหรอกเจ้าค่ะ”

ซุนกุ้ยฮวาเลิกคิ้ว “เหตุใดเล่า?”

“ก็วันนี้พวกนางดื่มน้ำกันไปตั้งหลายรอบแล้วนี่เจ้าคะ” หวังชุ่ยเจียวปรายตามองลู่เหยากวง “ดื่มน้ำจนอิ่มแปล้ คงไม่หิวข้าวแล้วกระมัง ประหยัดเสบียงของพวกเราไปได้อีกมื้อ”

คำพูดอันไร้ยางอายนั้นทำให้ใบหน้าของเฉินอวี้หลานซีดขาวราวกับกระดาษ ความโกรธแค้นและความสิ้นหวังปะทุขึ้นในอกจนแทบระเบิด แต่ก่อนที่นางจะได้เอ่ยคำใดออกมา ลู่เหยากวงที่ยืนเงียบอยู่นานก็ก้าวออกมาข้างหน้า ดวงตาของนางเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง ยามจับจ้องไปยังป้าสะใภ้ใหญ่

“พวกเราทำงานหนักเยี่ยงวัวควายมาทั้งวัน แลกกับเพียงน้ำข้าวใสๆ นี่รึ?” น้ำเสียงของนางเรียบเฉย แต่กลับแฝงไว้ด้วยไอสังหารอันเย็นยะเยือก “ในเมื่อท่านป้าใหญ่เห็นว่าการดื่มน้ำทำให้อิ่มท้องได้ เช่นนั้น...ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ไป ขอเชิญท่านป้าใหญ่กับคุณชายจินเป่ามารับหน้าที่ลากเกวียนแทนพวกเรา ส่วนข้าวเย็น...ก็ให้พวกท่านดื่มแค่น้ำก็แล้วกัน”