สัญญาณเตือนแห่งการอพยพ

เสียงประกาศก้องของผู้ใหญ่บ้านชิงสือเปรียบดั่งสายฟ้าฟาดลงกลางใจของผู้คนที่สิ้นหวัง มันปลุกสัญชาตญาณดิบในการเอาชีวิตรอดให้ลุกโชนขึ้นมาในบัดดล ความเงียบงันที่เคยปกคลุมพลันสลายไปในพริบตา ถูกแทนที่ด้วยเสียงโกลาหลจอแจ ผู้คนต่างลนลานเก็บข้าวของเท่าที่จะคว้าได้ เสียงเด็กร้องไห้ระงม เสียงสตรีร่ำไห้ เสียงบุรุษตะโกนสั่งความดังผสมปนเปกันจนวุ่นวาย

ท่ามกลางความสับสนอลหม่านนั้น มีเพียงครอบครัวบ้านรองของตระกูลลู่ที่ยังคงนิ่งสงบ เฉินอวี้หลานหน้าซีดเผือดด้วยความตระหนก นางกอดลู่เสี่ยวหว่านที่เพิ่งลืมตาตื่นไว้แนบอก ส่วนลู่จื่อเซวียนขยับเข้าไปยืนชิดพี่สาวคนโต แววตาเต็มไปด้วยความกังวล

ลู่เหยากวงกลับมีสีหน้าเรียบเฉยผิดกับคนอื่น นางกวาดสายตามองความโกลาหลรอบกายอย่างประเมินสถานการณ์ ก่อนจะหันมากล่าวกับมารดาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ท่านแม่ ไม่ต้องตื่นตระหนก พวกเราจะไปเก็บของกันเจ้าค่ะ"

คำพูดที่สุขุมเยือกเย็นของบุตรสาวคนโตช่วยดึงสติของเฉินอวี้หลานกลับมาได้บ้าง นางพยักหน้ารับอย่างเลื่อนลอย "จ...จ้ะ แล้วเราจะเอาอะไรไปได้บ้างเล่า"

"เอาแต่ของที่จำเป็นที่สุดเท่านั้น" ลู่เหยากวงกล่าว พลางชี้ไปที่กองผ้าห่มเก่าๆ หม้อดินเผาใบเล็กที่ก้นบิ่น และเสื้อผ้าเก่าขาดไม่กี่ชิ้น "ท่านแม่กับจื่อเซวียนช่วยกันมัดผ้าห่ม ส่วนข้าจะจัดการที่เหลือเอง"

นางสั่งการอย่างคล่องแคล่วราวกับเป็นผู้นำครอบครัวมานานปี เฉินอวี้หลานและลู่จื่อเซวียนแม้จะยังมึนงง แต่ก็ทำตามที่นางบอกอย่างว่าง่าย ในขณะที่ทั้งสองกำลังก้มหน้าก้มตาจัดของ ลู่เหยากวงก็อาศัยจังหวะนั้นลอบทำในสิ่งที่นางวางแผนไว้

นางหยิบถุงผ้าใบเล็กที่ซ่อนหัวมันเทศสองสามหัวสุดท้ายที่เหลืออยู่ขึ้นมา แสร้งทำเป็นจัดมันให้เข้าที่ แต่ปลายนิ้วของนางกลับสัมผัสกับปากถุงแผ่วเบา ในใจพลันนึกถึงโกดังว่างเปล่าในมิติคลินิก ทันใดนั้น ถุงผ้าในมือก็เบาหวิวราวกับไม่มีอะไรอยู่ข้างใน!

ลู่เหยากวงใจเต้นระรัว นี่เป็นครั้งแรกที่นางทดลองใช้มิติเก็บของ มันง่ายดายกว่าที่คิด! นางลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะทำเช่นเดียวกันกับไหเกลือใบจิ๋วและถุงแป้งสาลีหยาบที่ซุกซ่อนไว้ใต้กองฟางอย่างรวดเร็ว การกระทำทั้งหมดแนบเนียนจนมารดาและน้องชายที่กำลังสาละวนอยู่ไม่ทันได้สังเกต

บัดนี้ สัมภาระของพวกนางจึงเหลือเพียงผ้าห่มเก่าๆ ไม่กี่ผืน กับหม้อดินที่แทบจะไร้ค่า ทำให้เกวียนลากคันเล็กที่ผุพังใกล้เต็มทีดูว่างเปล่าขึ้นถนัดตา

ขณะเดียวกัน ทางฝั่งบ้านใหญ่ของตระกูลลู่ก็กำลังวุ่นวายไม่แพ้กัน ทว่าความวุ่นวายของพวกเขานั้นแตกต่างออกไป หวังชุ่ยเจียว ป้าสะใภ้ใหญ่ กำลังตะโกนสั่งให้คนนั้นคนนี้ขนถุงธัญพืชขนาดใหญ่หลายกระสอบขึ้นไปบนเกวียนเล่มใหม่เอี่ยมของบ้านหลัก ส่วนลู่ต้าหนิวผู้เป็นสามี ยืนกอดอกทำหน้าเคร่งขรึมอยู่ข้างๆ

“เร็วเข้าสิ! ชักช้าอยู่ได้ เดี๋ยวก็ไม่ทันคนอื่นเขาหรอก!” หวังชุ่ยเจียวตวาดลั่น

ทันใดนั้น สายตาของนางก็เหลือบไปเห็นเกวียนของบ้านรองที่ยังมีที่ว่างเหลือเฟือ นางขยิบตาให้สามีเป็นสัญญาณ ลู่ต้าหนิวจึงพยักหน้ารับเบาๆ แล้วเดินตรงมาทางบ้านรองทันที

“สะใภ้รอง” ลู่ต้าหนิวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้ดูอ่อนโยนและเปี่ยมเมตตา “หนทางอพยพนั้นยาวไกลนัก จินเป่าหลานชายของข้ายังเล็กนัก เกรงว่าจะเดินไม่ไหว สู้ให้เขานั่งบนเกวียนของพวกเจ้าไปก่อนจะดีกว่า”

เฉินอวี้หลานหน้าเสีย นางกำลังจะอ้าปากปฏิเสธอย่างนอบน้อม แต่ลู่จินเป่า เด็กอ้วนจอมเอาแต่ใจก็วิ่งกระโดดกระเผลกเข้ามาเสียก่อน “ข้าจะนั่งเกวียน! ข้าไม่อยากเดิน! เท้าข้าจะพังหมดแล้ว!”

เด็กอ้วนร้องโวยวายพลางทำท่าจะปีนขึ้นไปบนเกวียนทันทีโดยไม่รอคำอนุญาต เฉินอวี้หลานตกใจจนรีบเข้าไปขวาง “จินเป่าไม่ได้นะ! เกวียนนี้ต้องให้ท่านย่า...เอ่อ...ต้องให้แม่กับน้องๆ ของเจ้านั่ง”

“ข้าไม่สน! ข้าจะนั่ง!” ลู่จินเป่ากระทืบเท้าอย่างเกรี้ยวกราด

ลู่ต้าหนิวแสร้งถอนหายใจยาว “สะใภ้รอง เจ้าก็เห็นว่าจินเป่าดื้อรั้นเพียงใด อีกอย่างเกวียนของพวกเจ้าก็ว่างอยู่ไม่ใช่หรือ แบ่งปันกันในฐานะครอบครัวเดียวกันจะเป็นไรไป”

คำพูดของเขาฟังดูมีเหตุผล แต่แฝงไปด้วยการบังคับขู่เข็ญ เฉินอวี้หลานน้ำตาคลอ นางรู้ดีว่าหากยอมให้ลู่จินเป่าขึ้นมานั่งแล้วไซร้ ทั้งนางและลูกๆ ก็ต้องเดินลากเกวียนที่หนักอึ้งไปตลอดทางเป็นแน่

ทว่าก่อนที่นางจะทันได้ยอมจำนนต่อโชคชะตาเช่นทุกครั้ง เสียงเย็นเยียบเสียงหนึ่งพลันดังแทรกขึ้นมา

“ไม่ได้”

ทุกสายตาหันไปมองลู่เหยากวงเป็นตาเดียว เด็กสาวที่เคยอ่อนแอและขี้ขลาด บัดนี้กลับยืนตัวตรง ประกายตาคมกริบดุจใบมีด จ้องตรงไปยังลุงใหญ่ของตนอย่างไม่เกรงกลัว

ลู่ต้าหนิวชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะขมวดคิ้วทำเสียงเข้ม “เหยากวง! พูดจาอะไรกับผู้ใหญ่เช่นนั้น! ข้าคือลุงของเจ้านะ!”

“ข้ารู้ว่าท่านคือลุงใหญ่” ลู่เหยากวงกล่าวเสียงเรียบ “แต่เกวียนนี้มีไว้สำหรับท่านแม่และน้องๆ ของข้าที่ยังเล็กและอ่อนแอ ไม่ได้มีไว้ให้คุณชายที่ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์นั่งสบาย”

คำพูดของนางเสียดแทงใจดำของลู่ต้าหนิวและลู่จินเป่าอย่างจัง สองพ่อลูกหน้าเปลี่ยนสีทันที

“นางเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม! กล้าดียังไงมาว่าข้า!” ลู่จินเป่ากรีดร้องพลางพุ่งเข้าจะไปผลักลู่เหยากวง

เคร้ง!

ยังไม่ทันที่มืออ้วนป้อมนั้นจะมาถึงตัว เสียงโลหะกระทบไม้ก็ดังขึ้นจนน่าขนลุก ลู่เหยากวงไม่รู้ไปคว้ามีดตัดฟืนเล่มใหญ่มาจากที่ใดตั้งแต่เมื่อไหร่ นางยกมันขึ้นมาด้วยมือเดียว แล้วสับลงไปบนขอบเกวียนอย่างแรงจนเนื้อไม้แตกกระจาย ปลายคมมีดฝังลึกอยู่ห่างจากเท้าของลู่จินเป่าไม่ถึงครึ่งชั่วนิ้ว!

“อ๊ากกก!” ลู่จินเป่าร้องลั่นด้วยความตกใจสุดขีด เขาล้มหงายหลังก้นกระแทกพื้น หน้าซีดเป็นไก่ต้ม

“เหยากวง!” เฉินอวี้หลานร้องเสียงหลง vorความตกใจ

ทว่าลู่เหยากวงไม่สนใจ นางดึงมีดออกจากเนื้อไม้อย่างแรง แล้วปักมันลงบนพื้นดินตรงหน้าเกวียน เป็นการขีดเส้นตายที่ชัดเจนที่สุด นางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เบิกกว้างของลู่ต้าหนิว ประกาศิตของนางก้องกังวานไปทั่วบริเวณที่เริ่มเงียบเสียงลง

“เกวียนนี้เป็นของบ้านรอง... ผู้ใดกล้าก้าวข้ามเส้นนี้เข้ามาอีกแม้เพียงก้าวเดียว ข้าจะฟันขามันผู้นั้นทิ้งเสีย!”

บรรยากาศโดยรอบพลันเงียบกริบราวกับป่าช้า ทุกคนหยุดชะงักและหันมามองเหตุการณ์ด้วยความตกตะลึง ลู่ต้าหนิวหน้าเขียวสลับขาว อับอายจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี เขาไม่เคยคาดคิดว่าหลานสาวที่เคยเป็นเหมือนมดปลวกในสายตาจะกล้าท้าทายเขาซึ่งหน้าเช่นนี้

เขามองเข้าไปในดวงตาของลู่เหยากวง... มันไม่ใช่แววตาของเด็กสาวอายุสิบห้าอีกต่อไป แต่เป็นแววตาของนักล่าที่เยือกเย็นและอำมหิต แววตาที่พร้อมจะปลิดชีวิตศัตรูได้ทุกเมื่อเพื่อปกป้องรังของตน

ลู่ต้าหนิวกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ในที่สุด เขาก็เป็นฝ่ายยอมถอยทัพ เขากระชากแขนบุตรชายที่ยังตัวสั่นไม่หายให้ลุกขึ้น แล้วเดินกลับไปยังเกวียนของตนเองโดยไม่พูดอะไรอีกแม้แต่คำเดียว ทิ้งไว้เพียงสายตาอาฆาตแค้นที่บ่งบอกว่าเรื่องนี้ยังไม่จบง่ายๆ

เมื่อเห็นว่าศัตรูถอยไปแล้ว เฉินอวี้หลานก็ทรุดลงนั่งกับพื้นอย่างหมดแรง นางมองบุตรสาวที่ยังคงยืนคุมเชิงด้วยมีดในมือด้วยแววตาซับซ้อน ในใจของนางทั้งหวาดกลัวต่อความห้าวหาญบ้าบิ่นของลูก แต่ในขณะเดียวกัน...กระแสความอบอุ่นสายหนึ่งก็เอ่อล้นขึ้นมาในอกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

นี่เป็นครั้งแรก...ครั้งแรกในชีวิตที่พวกนางไม่ต้องยอมจำนน

ขณะที่สถานการณ์ภายในตระกูลลู่เพิ่งจะสงบลง เสียงเป่าเขาสัตว์กังวานยาวก็ดังขึ้นจากทางฝั่งของผู้ใหญ่บ้าน เป็นสัญญาณว่าขบวนอพยพที่ไร้จุดหมายกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว

ลู่เหยากวงเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่เริ่มจับแสงสีทองของรุ่งอรุณ นางกำด้ามมีดในมือแน่นขึ้น สายลมหนาวพัดเอาฝุ่นดินคลุ้งมาปะทะใบหน้า...เบื้องหน้าคือเส้นทางสู่แดนใต้ที่ยังมองไม่เห็นจุดหมาย ส่วนเบื้องหลังคือสายตาเคียดแค้นของญาติร่วมสายเลือด การเดินทางที่แท้จริง...เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น