ความลับในมิติคลิกนิก
เสียงตะโกนอันแหลมสูงราวกับเสียงเชือดไก่ ฉีกกระชากความเงียบงันยามค่ำคืนจนขาดสะบั้น ความโกลาหลปะทุขึ้นในทันทีราวกับน้ำมันเดือดที่ถูกสาดลงบนกองไฟ ผู้คนในขบวนอพยพที่เหนื่อยล้าต่างลุกพรวดพราดด้วยความตื่นตระหนก เสียงเด็กร้องไห้จ้า เสียงสตรีหวีดร้อง และเสียงบุรุษตะคอกสั่งการดังผสมปนเปกันอื้ออึง
ท่ามกลางความอลหม่านนั้น ลู่เหยากวงกลับเป็นผู้ที่สงบนิ่งที่สุด สัญชาตญาณเอาชีวิตรอดที่ขัดเกลามาจากยุคสมัยแห่งการแข่งขันอันดุเดือดทำให้สมองของนางปลอดโปร่งยิ่งกว่าครั้งใด นัยน์ตาคู่คมกวาดมองรอบกายอย่างรวดเร็ว
"ท่านแม่! จื่อเซวียน! รีบกลับไปที่เพิงพักของเราเร็วเข้า!" นางตะโกนแข่งกับเสียงอึกทึก ดึงแขนเฉินอวี้หลานที่ยังคงยืนตัวแข็งทื่อด้วยความตกตะลึง พร้อมกับคว้าแขนน้องชายและอุ้มน้องสาวคนเล็กขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนอีกข้าง
"แต่... แต่โจรภูเขา..." เฉินอวี้หลานเสียงสั่นเครือ ใบหน้าซีดขาวไร้สีเลือด
"พวกมันปล้นท้ายขบวน เราอยู่เกือบหน้าสุด! ความวุ่นวายนี้คือเกราะกำบังที่ดีที่สุด รีบไป!" ลู่เหยากวงไม่เสียเวลาอธิบาย นางใช้ร่างกายที่เล็กกว่าดันแผ่นหลังของมารดาให้ก้าวเดินไปข้างหน้า อาศัยความมืดและความสับสนอลหม่านของผู้คน พาครอบครัวลัดเลาะกลับไปยังเพิงพักที่ทำจากกิ่งไม้และผ้าขี้ริ้วผืนเก่าอย่างรวดเร็ว
เมื่อกลับมาถึงที่พักอันซอมซ่อ ลู่เหยากวงวางร่างเล็กของเสี่ยวหว่านลงบนกองฟางแห้งอย่างแผ่วเบา แล้วรีบใช้เศษผ้าผืนใหญ่ปิดทางเข้าเพิงไว้พอให้มีอากาศถ่ายเท แต่ก็ยากที่คนภายนอกจะมองเห็น
"พี่ใหญ่... พวกเราจะทำอย่างไรดี" ลู่จื่อเซวียนเอ่ยถามเสียงสั่น ใบหน้าเล็กๆ ที่เปื้อนฝุ่นเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น เขากอดเข่าตัวเองแน่น พยายามทำตัวให้เล็กที่สุด
ลู่เหยากวงลูบศีรษะน้องชายเบาๆ "ไม่ต้องกลัว อยู่ในนี้เงียบๆ อย่าส่งเสียงก็พอ"
ทว่าทันทีที่นางพูดจบ โลกทั้งใบพลันหมุนคว้าง อาการปวดแปลบที่ศีรษะซึ่งถูกซุนกุ้ยฮวาทุบตีแล่นปราดขึ้นมาอีกครั้ง ความเจ็บปวดรุนแรงจนภาพเบื้องหน้าพร่าเลือน นางยกมือกุมขมับ ร่างกายโซซัดโซเซจนเกือบล้มลง
"กวงเอ๋อร์! เจ้าเป็นอะไรไป!" เฉินอวี้หลานร้องด้วยความตกใจ รีบเข้ามาประคอง
ในเสี้ยววินาทีที่สติสัมปชัญญะกำลังจะดับวูบนั้นเอง แสงสว่างสีขาวนวลพลันปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของลู่เหยากวง พร้อมกับความรู้สึกราวกับถูกดูดเข้าไปในอุโมงค์ที่ไร้จุดสิ้นสุด...
พริบตาต่อมา เมื่อนางลืมตาขึ้นอีกครั้ง ทิวทัศน์รอบกายก็แปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ที่นี่ไม่ใช่เพิงพักมืดๆ อับชื้นอีกต่อไป แต่เป็นห้องสี่เหลี่ยมสีขาวสะอาดตาที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี พื้นกระเบื้องสีขาวสะท้อนแสงไฟจากหลอดไฟยาวบนเพดาน กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อจางๆ ลอยอบอวลอยู่ในอากาศ นี่คือ... คลินิกรักษาสัตว์ของนางในยุคปัจจุบัน!
ลู่เหยากวงยืนตะลึงงันอยู่กลางห้องตรวจ นางมองมือของตัวเองที่ยังคงสวมอาภรณ์ผ้าป่านหยาบกร้านของร่างนี้ แล้วหันไปมองโต๊ะตรวจสเตนเลส ตู้เก็บยาที่เรียงรายอยู่บนผนัง ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมไม่ผิดเพี้ยน
"นี่มัน... เรื่องอะไรกัน?" นางพึมพำกับตัวเอง เดินราวกับคนละเมอไปสำรวจรอบๆ ห้องทำงานที่คุ้นเคย ทุกย่างก้าวล้วนตอกย้ำความจริงอันน่าเหลือเชื่อนี้
นางลองเปิดตู้เก็บยา... เวชภัณฑ์ต่างๆ ทั้งผ้ากอซ น้ำเกลือ ยาปฏิชีวนะ ยาแก้ปวด ยังคงอยู่ครบถ้วน!
หัวใจของลู่เหยากวงเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นอย่างสุดขีด นี่ไม่ใช่ความฝัน! สวรรค์คงเห็นใจที่นางต้องจบชีวิตลงอย่างน่าอนาถ จึงได้มอบของขวัญล้ำค่าชิ้นนี้ติดตัวมาให้ด้วย!
นางเดินทะลุห้องตรวจออกไปยังด้านหลังคลินิก ที่ซึ่งเคยเป็นสวนหย่อมเล็กๆ สำหรับพักผ่อนหย่อนใจ แต่บัดนี้มันได้กลายสภาพเป็นบ่อน้ำพุขนาดเล็กที่มีน้ำใสสะอาดผุดขึ้นมาอย่างไม่ขาดสาย ไอเย็นสดชื่นแผ่กำจายออกมาจากบ่อน้ำนั้น ทำให้ความรู้สึกปวดร้าวที่ศีรษะบรรเทาลงอย่างน่าอัศจรรย์
ด้วยความกระหายและความสงสัย ลู่เหยากวงทรุดตัวลงข้างบ่อ ใช้สองมือรองน้ำขึ้นมาดื่ม อึก...อึก...
ทันทีที่น้ำใสเย็นไหลผ่านลำคอ ความรู้สึกสดชื่นที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนก็แผ่ซ่านไปทั่วร่าง ความอ่อนล้าหิวโหยที่เกาะกุมมาตลอดทั้งวันพลันสลายหายไปสิ้น ที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือ บาดแผลบนหน้าผากที่เคยมีเลือดซิบ บัดนี้กลับหยุดไหลและเริ่มสมานตัวอย่างรวดเร็วจนแทบไม่เหลือร่องรอยความเจ็บปวด!
"น้ำพุฟื้นฟู..." ลู่เหยากวงเบิกตากว้าง นี่คือสมบัติล้ำค่าที่สุดในมิตินี้!
นางต้องนำน้ำนี้ออกไปให้ท่านแม่และน้องๆ ดื่ม!
ความคิดนั้นแล่นวาบเข้ามาในหัว ลู่เหยากวงรีบมองหาภาชนะ รอบกายมีแต่อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทำจากแก้วและโลหะ นางคว้าบีกเกอร์แก้วขนาดพอเหมาะใบหนึ่งมาอย่างรวดเร็ว ตักน้ำจากบ่อน้ำพุจนเต็ม แล้วหลับตาลง พยายามจดจ่ออยู่กับภาพของครอบครัวที่รอคอยอยู่ในเพิงพักมืดๆ
ในขณะเดียวกันนั้นเอง หวังชุ่ยเจียว ป้าสะใภ้ใหญ่ซึ่งลอบสังเกตการณ์อยู่ไม่ไกล เห็นว่าความวุ่นวายเรื่องโจรภูเขาเริ่มสงบลงแล้ว และดูเหมือนจะเป็นเพียงการปล้นท้ายขบวนที่ไม่ลุกลามมาถึงด้านหน้า นางจึงฉวยโอกาสนี้ย่องเข้ามาใกล้เพิงพักของบ้านรอง
ในใจของนางคิดคำนวณอย่างละโมบ ‘นังเด็กเหลือขอลู่เหยากวงนั่นกล้าต่อกรกับท่านแม่ถึงเพียงนั้น มันต้องมีของดีซุกซ่อนไว้เป็นแน่ มิเช่นนั้นจะหาความกล้ามาจากที่ใดกัน’
นางแอบย่องไปที่ด้านหลังเพิงพัก ใช้ปลายนิ้วเขี่ยผ้าขี้ริ้วที่ปิดทางเข้าออกอย่างเงียบเชียบ สอดส่ายสายตาเข้าไปด้านใน ความมืดทำให้มองเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก แต่ก็พอจะเห็นร่างของเฉินอวี้หลานและเด็กสองคนนอนขดตัวอยู่บนพื้นดิน มีเพียงกองฟางเก่าๆ ไม่กี่กำ ไม่มีหีบสมบัติ ไม่มีถุงเสบียงที่ซุกซ่อนไว้ มีเพียงเกวียนโทรมๆ ที่จอดอยู่ด้านนอกเท่านั้น
"ชิ! นึกว่าจะมีดีอะไร ที่แท้ก็มีแต่ลม!" หวังชุ่ยเจียวสบถเสียงเบาด้วยความผิดหวัง นางยืดตัวขึ้น สะบัดหน้าอย่างหัวเสียแล้วย่องกลับไปยังที่พักของบ้านใหญ่อย่างรวดเร็ว โดยไม่ทันได้สังเกตเห็นประกายแสงวาบหนึ่งที่เกิดขึ้นและดับลงอย่างรวดเร็วภายในเพิงพักนั้น
วูบ!
ลู่เหยากวงลืมตาขึ้นอีกครั้ง นางกลับมายืนอยู่ในเพิงพักที่คับแคบดังเดิม และที่น่าอัศจรรย์คือ บีกเกอร์ที่เต็มไปด้วยน้ำพุวิเศษยังคงอยู่ในมือของนาง!
"กวงเอ๋อร์! เมื่อครู่เจ้า... เจ้าหายไปไหนมา!" เฉินอวี้หลานที่เพิ่งรู้สึกตัวร้องถามด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก นางเห็นเพียงบุตรสาวคนโตยืนนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมภาชนะแก้วประหลาดในมือ
ลู่เหยากวงรีบตั้งสติ "ท่านแม่ ข้าไม่ได้ไปไหน แค่หน้ามืดไปชั่วครู่" นางปั้นเรื่องโกหกขึ้นสดๆ "เมื่อครู่นี้ตอนที่ชุลมุน ข้าเห็นคนทำถุงน้ำตกไว้จึงรีบเก็บมา ท่านแม่กับน้องๆ รีบดื่มเถิด จะได้มีเรี่ยวแรง"
นางไม่รอให้มารดาซักไซ้ต่อ รีบฉีกชายแขนเสื้อที่พอจะสะอาดที่สุด ชุบน้ำแล้วเช็ดทำความสะอาดบาดแผลถลอกตามแขนขาของมารดาและน้องชายอย่างแผ่วเบา ความเย็นสบายของน้ำทำให้ลู่จื่อเซวียนผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก
จากนั้นนางจึงประคองบีกเกอร์ส่งให้มารดา "ท่านแม่ดื่มก่อน"
เฉินอวี้หลานมองน้ำใสสะอาดในภาชนะแก้วอย่างลังเล แต่เมื่อเห็นแววตาแน่วแน่ของบุตรสาว นางก็ยอมรับมาดื่มแต่โดยดี เพียงอึกแรกที่น้ำไหลผ่านลำคอ ดวงตาของนางก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความประหลาดใจ รสชาติหวานชุ่มคอและความรู้สึกอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างทำให้ความหิวโหยและอ่อนเพลียคลายลงอย่างน่าเหลือเชื่อ
"จื่อเซวียน เจ้าก็ดื่มเสีย" ลู่เหยากวงส่งน้ำต่อให้น้องชาย ลู่จื่อเซวียนดื่มเข้าไปหลายอึก ท้องที่เคยร้องครวญครางด้วยความหิวก็เงียบสงบลง พละกำลังที่เหือดหายไปค่อยๆ กลับคืนมา
สุดท้าย นางค่อยๆ ป้อนน้ำให้น้องสาวคนเล็ก ลู่เสี่ยวหว่านที่ซบเซามาตลอดทั้งวัน เมื่อได้ดื่มน้ำวิเศษเข้าไป ใบหน้าที่เคยซีดเซียวก็เริ่มมีสีเลือดฝาดขึ้นเล็กน้อย ลมหายใจที่เคยแผ่วเบากลับสม่ำเสมอขึ้น
เมื่อเห็นว่าทุกคนปลอดภัยและสภาพร่างกายดีขึ้น เฉินอวี้หลานและเด็กๆ ก็ผล็อยหลับไปในที่สุดด้วยความอ่อนเพลียที่สะสมมานาน
ลู่เหยากวงถอนหายใจยาว นางมองบีกเกอร์ที่ว่างเปล่าในมือแล้วกำหมัดแน่น ในที่สุดนางก็มีเครื่องมือที่จะใช้ปกป้องครอบครัวนี้แล้ว มิติคลิกนิกและน้ำพุฟื้นฟูคือไพ่ตายที่จะนำพาพวกนางให้รอดพ้นจากเส้นทางอพยพที่โหดร้ายนี้ไปได้!
ทว่าขณะที่ความหวังกำลังก่อตัวขึ้นในใจนั้นเอง เสียงทุ้มกังวานของผู้ใหญ่บ้านพลันดังก้องไปทั่วทั้งลานพักแรม ปลุกทุกคนที่เพิ่งจะได้ข่มตาหลับให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง
"ทุกคนฟังทางนี้! เมื่อครู่ข้าได้รับข่าวจากคนส่งสารที่หนีตายมา แจ้งว่าภัยแล้งได้ลุกลามไปทั่วทิศแล้ว ทางการเปิดคลังช่วยเหลือจนหมดสิ้น ไม่เหลือเสบียงใดๆ อีกต่อไป หนทางเดียวที่จะรอดคือการอพยพลงใต้! ทุกครอบครัวจงเก็บข้าวของให้พร้อม เราจะออกเดินทางทันทีที่แสงอรุณแรกจับขอบฟ้า!"