ตื่นมาก็เจอดี! ฝ่ามืออรหันต์ฟาดสะใภ้ใหญ่
ความเจ็บปวดราวกับศีรษะจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ปลุกลู่ซือเยว่ให้ตื่นจากห้วงนิทราอันมืดมิด นางขมวดคิ้ว ลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก สิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับไม่ใช่เพดานห้องพักนักกีฬาที่คุ้นเคย
กระท่อมดินทรุดโทรมปรากฏแก่สายตา ผนังแตกระแหงเผยให้เห็นเนื้อดินสีเหลืองซีด หลังคาฟางบางโหรงเหรงมีแสงลอดผ่านเป็นหย่อมๆ อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอับชื้นและกลิ่นดินที่น่าอึดอัด
นี่มันที่ไหนกัน!
ยังไม่ทันที่ลู่ซือเยว่จะได้ประมวลผล ความทรงจำสายหนึ่งก็หลั่งไหลเข้าสู่สมองราวกับเขื่อนแตก!
ความทรงจำของสตรีผู้มีนามเดียวกับนาง... ‘ลู่ซือเยว่’ สะใภ้รองผู้อาภัพแห่งตระกูลเฉียวในยุค 1970 สามีของนาง เฉียวเจิ้งถิง เป็นทหารที่เพิ่งได้รับจดหมายแจ้งว่าพลีชีพในสนามรบ ทิ้งให้ ‘เจ้าของร่างเดิม’ ต้องเลี้ยงดูเฉียวตงตง ลูกชายวัยห้าขวบที่เกิดจากภรรยาเก่าของสามีเพียงลำพัง สตรีผู้นี้ร่างกายอ่อนแอ จิตใจเปราะบาง เมื่อได้ทราบข่าวร้ายของสามีก็ล้มป่วยด้วยความตรอมใจจนสิ้นลมหายใจไปในที่สุด
และวิญญาณของลู่ซือเยว่ ยอดนักสู้ MMA จากศตวรรษที่ 21 ก็ได้เข้ามาแทนที่ในร่างนี้อย่างน่าอัศจรรย์!
“ฮือ... ท่านป้าใหญ่ ได้โปรดเถิด... นี่เป็นของข้า...”
เสียงสะอื้นไห้ของเด็กน้อยดังขึ้นขัดจังหวะความคิดของนาง ลู่ซือเยว่หันขวับไปยังต้นเสียงทันที
ที่มุมห้องเก่าซอมซ่อ เด็กชายร่างเล็กผอมแห้งราวกับกิ่งไม้ กำลังยื้อยุดแผ่นแป้งข้าวโพดสีเหลืองคล้ำชิ้นเล็กๆ ในมือกับสตรีร่างท้วมผู้หนึ่ง เด็กน้อยผู้นั้นคือเฉียวตงตง ลูกเลี้ยงของนางเอง สภาพเขาดูน่าเวทนายิ่งนัก ใบหน้าซูบตอบจนเห็นโหนกแก้มชัดเจน ดวงตาโตบ๋องแบ๊วคลอหน่วยด้วยน้ำตา ริมฝีปากแห้งแตกเป็นขุย
ส่วนสตรีร่างท้วมที่กำลังแย่งชิงอาหารจากปากเด็ก คือซุนกุ้ยฮวา สะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลเฉียว!
“ปล่อยนะเจ้าเด็กไร้พ่อ!” ซุนกุ้ยฮวาตวาดเสียงแหลม ดวงตาหงส์ถลึงมองอย่างน่ารังเกียจ “แผ่นแป้งแค่นี้แม่เจ้ายังไม่มีปัญญาหามาให้หรือไร ถึงได้มานั่งแทะเล็มเหมือนขอทาน! ของชิ้นนี้ข้าจะเอาไปให้ลูกชายข้ากิน!”
นางออกแรงกระชากอย่างไม่ปรานี จนร่างเล็กๆ ของเฉียวตงตงเซถลาล้มลงกับพื้นดินเย็นเฉียบ แผ่นแป้งข้าวโพดชิ้นสุดท้าย...สมบัติล้ำค่าเพียงชิ้นเดียวของเด็กน้อย...หลุดจากมือ ปลิวไปอยู่ในอุ้งมืออวบอ้วนของซุนกุ้ยฮวา
เฉียวตงตงมองตามแผ่นแป้งด้วยสายตาละห้อย ก่อนจะปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น เสียงร้องไห้ของเขาแหบโหยและอ่อนแรง บ่งบอกถึงความหิวโหยที่กัดกินร่างกายมานานวัน
ซุนกุ้ยฮวาแค่นเสียงหยันในลำคอ นางกำลังจะหมุนตัวเดินจากไปพร้อมกับ ‘ของที่ปล้นมาได้’
ทว่าในวินาทีนั้นเอง รังสีอำมหิตเย็นเยียบสายหนึ่งก็พุ่งตรงมาที่นางราวกับใบมีด ลู่ซือเยว่พยุงตัวลุกขึ้นจากเตียงไม้ซอมซ่อ ดวงตาที่เคยสับสนบัดนี้ฉายแววคมกริบดุจเหยี่ยวล่าเหยื่อ
“วางมันลง” เสียงของนางแหบพร่าเล็กน้อย แต่กลับแฝงไว้ด้วยอำนาจกดดันที่ทำให้คนฟังต้องขนลุกชัน
ซุนกุ้ยฮวาชะงัก หันกลับมามองน้องสะใภ้ที่ควรจะนอนซมอยู่บนเตียงด้วยความประหลาดใจ เมื่อเห็นสายตาที่เปลี่ยนไปของลู่ซือเยว่ นางก็เชิดหน้าขึ้นอย่างท้าทาย
“โอ้โห ดูเหมือนจะยังไม่ตายสินะ? ข้าก็นึกว่าเจ้าจะตามสามีเจ้าไปปรโลกเสียแล้ว! คิดจะทำอะไรข้าอย่างนั้นรึ?” นางหัวเราะเยาะ “ก็แค่แผ่นแป้งข้าวโพดชิ้นเดียว ทำเป็นหวงไปได้ ในเมื่อพวกเจ้าสองแม่ลูกมันไร้ประโยชน์ ไม่ทำงานทำการ ก็อย่าหวังว่าจะได้กินของดีๆ เลย!”
พูดจบนางก็ทำท่าจะยัดแผ่นแป้งเข้าปากตัวเองเพื่อเย้ยหยัน
แต่ทว่า...นางเร็วเกินไป หรือลู่ซือเยว่เร็วกว่ากันแน่!
เงาร่างวูบไหวราวภูตพราย ขาเรียวงามภายใต้กางเกงผ้าเนื้อหยาบตวัดขึ้นสูงในท่วงท่าอันเฉียบขาดและงดงามราวภาพวาด! เสียงลมหวีดหวิวดังแหวกอากาศ ก่อนที่ร่างอวบอ้วนของซุนกุ้ยฮวาจะแข็งทื่อกลางคัน
*ผลัวะ!*
เสียงทื่อๆ ดังขึ้นหนึ่งครั้ง!
ลูกเตะก้านคอที่แม่นยำราวกับจับวางส่งผลให้ซุนกุ้ยฮวาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ร่างของนางเสียการทรงตัวทันที ก่อนจะล้มคว่ำหน้าคะมำลงไปกองกับพื้นดินอย่างหมดสภาพ!
แผ่นแป้งข้าวโพดในมือปลิวกระเด็นไปตกอยู่ข้างๆ ศีรษะของนางที่ฟุบอยู่กับพื้น
ลู่ซือเยว่สะบัดปลายเท้าเบาๆ คล้ายปัดฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริง มุมปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา ในฐานะนักสู้ที่ผ่านเวทีมานับครั้งไม่ถ้วน การรับมือกับคนพาลประเภทนี้ถือเป็นเรื่องง่ายดายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก
นางไม่สนใจเสียงร้องโอดโอยของซุนกุ้ยฮวาที่พยายามยันกายขึ้น แต่กลับเดินตรงไปอุ้มร่างเล็กๆ ของเฉียวตงตงขึ้นมาแนบอก เด็กน้อยสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ แต่เมื่อเห็นว่าเป็นแม่เลี้ยง เขาก็โผเข้ากอดคอนางไว้แน่น ร่างกายสั่นเทาไม่หยุด
“ท่าน...ท่านแม่...”
ลู่ซือเยว่ลูบศีรษะที่เต็มไปด้วยเส้นผมสีเหลืองแห้งกรอบของเด็กชายเบาๆ ในใจพลันรู้สึกสงสารจับขั้วหัวใจ แม้จะไม่ใช่ลูกในไส้ แต่บัดนี้เขาก็คือคนในความคุ้มครองของนาง
นางก้มลงหยิบแผ่นแป้งข้าวโพดที่เปื้อนดินขึ้นมา ปัดฝุ่นออกอย่างแผ่วเบาแล้วยื่นให้เด็กน้อยในอ้อมแขน “กินเสียสิ ไม่มีใครแย่งของเจ้าได้อีกแล้ว”
เฉียวตงตงมองแผ่นแป้งสลับกับใบหน้าของนางอย่างไม่แน่ใจ แต่เมื่อเห็นแววตาอ่อนโยนและหนักแน่นคู่นั้น เขาก็ค่อยๆ รับมาแล้วกัดกินอย่างตะกละตะกลาม น้ำตาแห่งความดีใจไหลอาบแก้มที่ซูบตอบ
ขณะที่ลู่ซือเยว่กำลังปลอบโยนเด็กน้อย ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นในหัว ‘ในมิติส่วนตัวของฉันน่าจะมีอะไรให้เด็กนี่กินได้บ้าง’ นางเป็นพวกชอบตุนของ ยังจำได้ว่าก่อนจะทะลุมิติมา นางเพิ่งซื้อขนมและลูกอมมาเก็บไว้ในมิติส่วนตัวซึ่งเป็นความสามารถพิเศษที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด
นางแสร้งทำเป็นล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อที่ว่างเปล่า พลางใช้จิตเรียกของจากมิติ เพียงพริบตา ก้อนน้ำตาลกรวดสีใสสะอาดก้อนเล็กๆ ก็ปรากฏขึ้นในฝ่ามือของนาง
“ตงตง กินนี่สิ จะได้มีแรง” นางยื่นน้ำตาลกรวดให้เด็กน้อย
เฉียวตงตงเบิกตากว้าง เขาไม่เคยเห็นของหวานล้ำค่าเช่นนี้มาก่อน เด็กน้อยรับไปอมไว้ในปากอย่างมีความสุข รสหวานที่แผ่ซ่านไปทั่วโพรงปากทำให้ใบหน้าหม่นหมองของเขาสว่างไสวขึ้นมาทันที
ทว่า ความสงบสุขอยู่ได้ไม่นาน...
“โอ๊ย! อีสารเลว! กล้าทำร้ายข้ารึ! แม่! ท่านแม่! ออกมาดูเร็วเข้า! อีสะใภ้รองมันจะฆ่าข้าแล้ว!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนราวกับหมูถูกเชือดของซุนกุ้ยฮวาดังลั่นไปทั่วทั้งบ้านดิน
เสียงนั้นดังพอที่จะกลบเสียงสนทนาที่ดังแว่วมาจากนอกห้อง...เสียงที่ลู่ซือเยว่เพิ่งจะสังเกตได้ยิน
“เรื่องนั้นท่านแม่เฒ่าเฉียวไม่ต้องห่วง พ่อหม้ายจางแห่งหมู่บ้านเนินตะวันตกถึงจะอายุมากไปหน่อยแถมยังมีลูกติดอีกสามคน แต่เขารับปากว่าจะให้สินสอดถึงแปดสิบหยวนพร้อมคูปองผ้าอีกสิบฉื่อ ขอแค่สะใภ้รองของท่านยอมแต่งเข้าไป...” นั่นคือเสียงของแม่สื่อหวัง
ตามมาด้วยเสียงอันแหลมเล็กและละโมบของหม่าเจาตี้ ผู้เป็นแม่ผัวของนาง
“แปดสิบหยวนรึ! ฮึ่ม! ดี! ตกลงตามนี้! แค่สะใภ้ม่ายลูกติดอย่างมัน ได้ราคานี้ก็ถือว่าสูงลิ่วแล้ว! รอให้ข้าได้เงินมา ข้าจะเอาไปสร้างเรือนใหม่ให้เจิ้งจวินลูกชายคนโตของข้าทันที!”
บทสนทนาอันเลือดเย็นนั้นลอยเข้าหูลู่ซือเยว่ทุกถ้อยคำ
ขายสะใภ้ตัวเองเพื่อเอาเงินไปสร้างบ้านให้ลูกชายคนโตงั้นรึ?
ลู่ซือเยว่ก้มมองเด็กน้อยในอ้อมแขนที่กำลังดูดก้อนน้ำตาลอย่างมีความสุข ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองไปยังประตูห้องที่ทำจากไม้ผุๆ แววตาของนางที่เคยอ่อนโยนเมื่อครู่ บัดนี้กลับกลายเป็นเยียบเย็นราวน้ำแข็งพันปี
รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากของนาง
ตระกูลเฉียว...ดูเหมือนว่าหลังจากนี้ไป...คงจะไม่มีวันสงบสุขอีกแล้ว