ระบบฟาร์มมิติมหาโหดเปิดใช้งาน!

เสียงกรีดร้องโหยหวนราวกับหมูถูกเชือดของซุนกุ้ยฮวายังคงเสียดแทงโสตประสาทไม่หยุดหย่อน มันดังพอที่จะปลุกคนตายให้ฟื้น และดังพอที่จะปลุกบางสิ่งที่หลับใหลอยู่ในห้วงมิติของลู่ซือเยว่ให้ตื่นขึ้น!

ขณะที่นางกำลังจมดิ่งอยู่ในความเยียบเย็นจากการล่วงรู้แผนการชั่วร้ายของแม่ผัว ทันใดนั้นก็มีเสียงกลไกไร้ความรู้สึกดังขึ้นในศีรษะของนาง

[ติ๊ง! ตรวจพบคลื่นความแค้นชิงชังระดับสูงจากเป้าหมาย 'ซุนกุ้ยฮวา'!]

[ค่าความสะใจ +100!]

[เงื่อนไขบรรลุ! ระบบฟาร์มมิติมหาโหดเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ!]

ลู่ซือเยว่ชะงักไปครู่หนึ่ง ระบบ? ฟาร์มมิติ? นี่มันอะไรกัน?

ยังไม่ทันที่นางจะได้ประมวลผล เสียงกลไกนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง

[ยินดีต้อนรับสู่ระบบฟาร์มมิติมหาโหด กฎเหล็กมีเพียงข้อเดียว: ยิ่งศัตรูของท่านเจ็บปวด, โกรธแค้น, และชิงชังท่านมากเท่าใด ท่านก็จะได้รับรางวัลตอบแทนที่ล้ำค่ายิ่งขึ้นเท่านั้น!]

[เนื่องจากการเปิดใช้งานระบบครั้งแรก ท่านได้รับรางวัลสำหรับผู้เริ่มต้น!]

[รางวัล: ข้าวสารหอมมะลิชั้นเลิศ 10 จิน, ไข่ไก่สดใหม่จากแม่ไก่อารมณ์ดี 10 ฟอง!]

มุมปากของลู่ซือเยว่กระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยัน แววตาฉายประกายอันตราย ยิ่งศัตรูแค้นยิ่งได้ของดีงั้นรึ? ช่างเป็นระบบที่ถูกสร้างมาเพื่อนางโดยแท้! ในเมื่อโลกใบนี้บีบคั้นให้นางต้องร้าย ถ้าเช่นนั้นนางก็จะร้ายให้ถึงที่สุด!

ความคิดของนางถูกขัดจังหวะด้วยเสียงกระแทกประตูอย่างรุนแรง

ปัง!

บานประตูไม้ผุพังแทบจะหลุดออกจากวงกบ ร่างท้วมของหม่าเจาตี้พรวดพราดเข้ามา ใบหน้าเหี่ยวย่นของนางบิดเบี้ยวด้วยความเดือดดาล นิ้วอวบๆ ชี้มาที่หน้าลู่ซือเยว่

“อีสารเลว! เจ้ากล้าลงมือทำร้ายพี่สะใภ้ใหญ่รึ! มือของเจ้าเป็นง่อยไปแล้วหรือไร! ดูสิ! หน้าผากของกุ้ยฮวาแตก เลือดไหลไม่หยุด นี่เจ้าคิดจะฆ่าคนรึ!”

ลู่ซือเยว่เหลือบมองซุนกุ้ยฮวาที่ยืนร้องห่มร้องไห้อยู่ด้านหลัง ที่หน้าผากของนางมีเพียงรอยแดงจางๆ เท่านั้น หามีเลือดแม้แต่หยดเดียวไม่ ช่างเป็นสตรีที่เสแสร้งตอแหลได้น่าสมเพชนัก

นางค่อยๆ วางเฉียวตงตงลงให้ยืนข้างๆ กาย ก่อนจะลุกขึ้นยืนประจันหน้ากับแม่ผัวอย่างไม่เกรงกลัว ร่างที่ดูบอบบางของนางกลับแผ่รังสีคุกคามที่น่าหวาดหวั่นออกมาอย่างประหลาด

“ท่านแม่ ท่านเห็นว่านางเลือดไหลจริงหรือ?” ลู่ซือเยว่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงไปด้วยความเย็นชาจนจับขั้วหัวใจ “พี่สะใภ้ใหญ่บุกเข้ามาในห้องของข้า พยายามจะแย่งชิงของในมือเด็ก ข้าแค่ปัดป้องไปเท่านั้น หากนี่เรียกว่าทำร้าย เช่นนั้นการที่นางพยายามขโมยของจากเด็กกำพร้าพ่อ ควรจะเรียกว่าอะไรดี?”

หม่าเจาตี้ถึงกับพูดไม่ออก นางไม่คาดคิดว่าสะใภ้รองที่เคยว่านอนสอนง่ายราวกับลูกแกะจะกล้าต่อปากต่อคำกับนางเช่นนี้

“เจ้า...เจ้ายังจะเถียงอีกรึ!”

“ข้าไม่ได้เถียง แต่กำลังพูดความจริง” ลู่ซือเยว่ก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกก้าวหนึ่ง ดวงตาของนางจับจ้องไปยังหม่าเจาตี้อย่างไม่กะพริบ “หรือท่านอยากให้ข้าไปเชิญท่านหัวหน้าหมู่บ้านมาเป็นผู้ตัดสิน ว่าระหว่างสะใภ้ใหญ่ที่ขโมยของหลาน กับสะใภ้รองที่ปกป้องลูกเลี้ยง ใครกันแน่ที่ผิด?”

คำว่า ‘หัวหน้าหมู่บ้าน’ ทำให้ใบหน้าของหม่าเจาตี้ซีดเผือดไปทันที

“แล้วอีกเรื่อง...” ลู่ซือเยว่โน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูแม่ผัวด้วยเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน “เรื่องที่ท่านคุยกับแม่สื่อหวังเมื่อครู่ ข้าก็ได้ยินทั้งหมด...พ่อหม้ายจาง...สินสอดแปดสิบหยวน...ท่านแม่ ท่านช่างวางแผนได้หลักแหลมนัก”

ฉ่า!

ราวกับมีน้ำเย็นราดลงบนกระทะร้อน หม่าเจาตี้ตัวแข็งทื่อราวกับถูกฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ นางเบิกตากว้าง จ้องมองสะใภ้รองด้วยความตื่นตระหนกปนหวาดกลัว นางได้ยิน! อีสารเลวผู้นี้ได้ยินแผนการของนางทั้งหมด!

“เจ้า...เจ้า...”

“หากท่านยังอยากให้แผนการของท่านดำเนินต่อไป ก็จงอย่าหาเรื่องข้าอีก” ลู่ซือเยว่เอ่ยเสียงเย็น “แต่ถ้าข่าวนี้แพร่งพรายออกไป ชื่อเสียงของตระกูลเฉียวจะเป็นอย่างไร ท่านคงรู้ดีแก่ใจ”

หม่าเจาตี้ยืนตัวสั่นงันงก นางจ้องลู่ซือเยว่ราวกับเห็นภูตผีปีศาจ แววตาของสะใภ้รองในยามนี้ไม่ใช่แววตาของคนที่นางเคยรู้จัก มันทั้งอำมหิต เฉียบขาด และพร้อมที่จะลากทุกคนลงนรกไปด้วยกัน!

“ฝากไว้ก่อนเถอะ!” นางเค้นเสียงลอดไรฟัน ก่อนจะรีบคว้าแขนซุนกุ้ยฮวาที่ยังคงสะอึกสะอื้นไม่หยุดแล้วลากออกจากห้องไปอย่างหัวซุกหัวซุน

เมื่อทั้งสองลับสายตาไปแล้ว ลู่ซือเยว่ก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ นางหันกลับมามองเฉียวตงตงที่กำลังยืนตัวสั่นด้วยความกลัวอยู่มุมห้อง

“ตงตง ไม่ต้องกลัว มานี่สิ” นางกวักมือเรียกเด็กน้อย

เฉียวตงตงค่อยๆ เดินเข้ามาหาอย่างหวาดๆ ลู่ซือเยว่ย่อตัวลงลูบศีรษะเขาเบาๆ “ต่อไปนี้ ไม่ว่าใครจะมารังแกเจ้า หรือพยายามแย่งของของเจ้าไป บอกข้าได้เลย ข้าจะจัดการให้เอง”

เด็กน้อยพยักหน้ารับคำ ดวงตาที่เคยหม่นหมองเริ่มมีประกายแห่งความหวัง

ท้องของเขาร้องออกมาเบาๆ เป็นการเตือนว่าเขาหิวมากเพียงใด

ลู่ซือเยว่ยิ้มบางๆ “รอเดี๋ยว ข้าจะทำของอร่อยให้กิน”

นางเดินไปที่มุมห้องซึ่งมีตู้ไม้เก่าๆ ตั้งอยู่ แสร้งทำเป็นรื้อค้นของด้านใน ก่อนจะใช้ความคิดสั่งการไปยังระบบในมิติ

‘นำข้าวสารออกมาหนึ่งส่วน และไข่ไก่ออกมาสองฟอง’

เพียงพริบตา ถุงผ้าใบเล็กที่บรรจุข้าวสารขาวอวบส่งกลิ่นหอมกรุ่น และไข่ไก่สดใหม่สองฟองก็ปรากฏขึ้นในมือของนาง นางรีบนำมันซ่อนไว้ในอกเสื้อ แล้วเดินไปยังเตาเล็กๆ ที่แทบไม่เคยถูกใช้งาน

นางก่อไฟอย่างเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากนั้นจึงนำข้าวสารที่ได้มาไปซาวในอ่างบิ่นๆ ก่อนจะเทลงในหม้อดินใบเล็ก เติมน้ำ แล้วเริ่มต้มด้วยไฟอ่อนๆ

ไม่นาน กลิ่นหอมของข้าวต้มก็ค่อยๆ ลอยฟุ้งไปทั่วห้องดินอันอับชื้น เฉียวตงตงที่นั่งรออยู่ไม่ไกลสูดจมูกฟุดฟิด ดวงตาของเขาเบิกกว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ นี่เป็นกลิ่นอาหารที่หอมที่สุดเท่าที่เขาเคยได้กลิ่นมาในชีวิต!

เมื่อข้าวสุกได้ที่ ลู่ซือเยว่จึงตอกไข่ไก่สดๆ ลงไป คนให้เข้ากันจนกลายเป็นเนื้อเดียวกับข้าวต้มสีขาวข้นน่ากิน จากนั้นจึงตักใส่ชามบิ่นๆ ใบหนึ่งแล้วนำไปให้เด็กน้อย

“กินซะ จะได้โตไวๆ”

เฉียวตงตงมองข้าวต้มไข่ร้อนๆ ในชามด้วยดวงตาเป็นประกาย น้ำลายสอเต็มปาก เขาเป่าเบาๆ สองสามครั้ง ก่อนจะตักเข้าปากคำแรก

ความร้อน ความหอมหวานของข้าว และรสชาตินุ่มละมุนของไข่ที่แผ่ซ่านไปทั่วทั้งโพรงปาก ทำให้เด็กน้อยแทบจะหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความตื้นตัน นี่คืออาหารที่อร่อยที่สุดในโลก!

ลู่ซือเยว่มองภาพนั้นด้วยหัวใจที่อ่อนโยนลงอย่างประหลาด การได้ปกป้องและมอบสิ่งดีๆ ให้กับเด็กน้อยผู้นี้ กลับทำให้นางรู้สึกเติมเต็มอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ทว่าความสงบสุขมักอยู่ได้ไม่นาน...

ขณะที่เฉียวตงตงกำลังจะตักข้าวต้มคำสุดท้ายเข้าปาก เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังขึ้นที่หน้าประตู พร้อมกับเสียงตวาดอย่างเกรี้ยวกราดของหม่าเจาตี้ที่ดังขึ้นอีกครั้ง

“เปิดประตูนะ! อีคนอกตัญญู! กล้าดียังไงมาข่มขู่แม่ผัว! วันนี้ข้ากับพ่อของเจ้าจะต้องสั่งสอนให้เจ้าได้รู้สำนึก!”

คราวนี้...ดูเหมือนนางจะไม่ได้มาคนเดียวเสียแล้ว