ปฏิวัติโต๊ะอาหาร คว่ำชามข้าวบ้านตระกูลเฉียว
เสียงทุบประตูดังปึงปังราวกับจะพังเข้ามา พร้อมกับเสียงแผดลั่นของหม่าเจาตี้ที่ดังลอดผ่านช่องประตูไม้เก่าคร่ำคร่า แววตาของลู่ซือเยว่พลันเยียบเย็นลงในบัดดล
นางมิได้ตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามกลับสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด สายตาคมกริบกวาดมองชามบิ่นและหม้อดินใบเล็กที่บัดนี้ว่างเปล่าอย่างรวดเร็ว หากคนพวกนั้นบุกเข้ามาพบร่องรอยเหล่านี้ เรื่องราวคงได้วุ่นวายไม่จบสิ้น
"แม่ขอรับ... พวกเขาน่ากลัวเหลือเกิน" เฉียวตงตงตัวสั่นเทา มือเล็กๆ กำชายเสื้อของนางไว้แน่น
ลู่ซือเยว่ยกมือขึ้นลูบศีรษะของเด็กน้อยเบาๆ "ไม่ต้องกลัว มีแม่อยู่นี่"
เพียงพริบตาเดียว นางใช้ความคิดสั่งการมิติลับในทันที หม้อดินและชามกระเบื้องที่วางอยู่บนพื้นพลันหายวับไปราวกับไม่เคยมีอยู่จริง เหลือทิ้งไว้เพียงพื้นดินเย็นชืดที่ว่างเปล่า การกระทำทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบภายใต้แสงตะเกียงริบหรี่
ปัง!
ในที่สุด บานประตูก็ถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรง หม่าเจาตี้ก้าวฉับๆ เข้ามาเป็นคนแรก ตามด้วยเงาร่างสูงใหญ่ของเฉียวต้าเฉียงและเฉียวเจิ้งจวินผู้เป็นพี่ชายคนโต ทั้งสามมีสีหน้าถมึงทึงพร้อมที่จะฉีกทึ้งนางให้เป็นชิ้นๆ
ทว่าสิ่งที่พวกเขาเห็นกลับมีเพียงลู่ซือเยว่ที่ยืนนิ่งสงบโดยมีเด็กน้อยซ่อนอยู่ด้านหลัง กับห้องดินโล่งๆ ที่ไม่มีสิ่งใดผิดปกติแม้แต่น้อย กลิ่นหอมของข้าวต้มไข่ได้จางหายไปกับสายลมหมดสิ้นแล้ว
"เจ้า! เจ้าซ่อนอะไรไว้!" หม่าเจาตี้ตวาดลั่น ดวงตาขุ่นมัวกวาดมองไปทั่วห้องอย่างจับผิด "เมื่อครู่ข้าได้กลิ่นอาหาร! พวกเจ้าแอบกินอะไรกัน!"
ลู่ซือเยว่เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยัน "ท่านแม่ ท่านคงจะหิวจนตาลายแล้วกระมัง ห้องซอมซ่อเช่นนี้จะมีปัญญาเอาอะไรมาให้กินกันเล่า นอกจากฝุ่นดินแล้วก็ไม่มีอะไรให้กรอกปากแล้ว"
"หนอย! ปากดียิ่งนักนะ!" หม่าเจาตี้ชี้หน้าด่า แต่เมื่อมองไปรอบๆ แล้วไม่พบหลักฐานใดๆ ก็ได้แต่กระทืบเท้าอย่างเจ็บใจ "ไป! ไปกินข้าวเย็น! แล้วข้าจะคิดบัญชีกับเจ้าทีหลัง!"
ลู่ซือเยว่แค่นเสียงในลำคอ ก่อนจะจูงมือเฉียวตงตงเดินตามออกไปเผชิญหน้ากับสมรภูมิบนโต๊ะอาหารอย่างไม่เกรงกลัว
ณ ห้องโถงกลางบ้าน แสงตะเกียงน้ำมันสาดส่องให้เห็นอาหารเย็นบนโต๊ะไม้สี่เหลี่ยม มันคือข้าวต้มมันเทศที่ส่งกลิ่นหอมจางๆ หม่าเจาตี้ทำหน้าที่เป็นผู้แจกจ่ายอาหารเฉกเช่นทุกวัน นางตักข้าวต้มเนื้อข้นที่มีมันเทศชิ้นโตๆ ใส่ในชามของเฉียวต้าเฉียง เฉียวเจิ้งจวิน และลูกๆ ของเขาจนพูนชาม
แต่เมื่อมาถึงชามของลู่ซือเยว่และเฉียวตงตง ทัพพีในมือของนางกลับตักเพียงน้ำข้าวต้มใสๆ ที่แทบจะมองไม่เห็นเมล็ดข้าว มีเพียงเศษมันเทศเล็กจ้อยลอยอยู่สองสามชิ้นเท่านั้น มันไม่ต่างอะไรกับน้ำล้างหม้อดีๆ นี่เอง
เฉียวตงตงมองน้ำใสๆ ในชามของตนแล้วสลับกับมองชามข้าวข้นๆ ของลูกพี่ลูกน้อง ดวงตาของเขาแดงก่ำแต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมา ได้แต่ก้มหน้านิ่ง
ทว่าลู่ซือเยว่คนใหม่ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว!
"ท่านแม่ นี่หมายความว่าอย่างไร?" นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่แฝงไปด้วยไอสังหารอันเยียบเย็น
หม่าเจาตี้เหลือบมองนางด้วยหางตา "หมายความว่าอย่างไร ก็หมายความตามที่เห็นนั่นแหละ! คนไม่ทำงานก็กินแบบนี้ไปก่อน!"
"ข้าไม่ทำงานหรือ?" ลู่ซือเยว่หัวเราะเบาๆ "งานซักล้างเสื้อผ้าของคนทั้งบ้าน งานเก็บกวาด งานหุงหาอาหารใช่หรือไม่ที่ข้าทำ? หรือแรงงานของข้าในสายตาท่านแม่ไม่ได้เรียกว่าการทำงาน?"
"นั่นมันเป็นหน้าที่ของสะใภ้! ไม่นับเป็นงาน!" หม่าเจาตี้เถียงข้างๆ คูๆ "อยากกินดีๆ ก็ต้องออกไปทำงานในนา หาคะแนนสะสมมาให้ครอบครัวสิ อย่างเจิ้งจวินพี่ใหญ่ของเจ้า ดูสิ เขาทำงานหนักทุกวัน!"
คำพูดนั้นทำให้ลู่ซือเยว่ตวัดสายตาคมกริบไปยังเฉียวเจิ้งจวิน ชายหนุ่มร่างกำยำที่กำลังก้มหน้าก้มตากินข้าวต้มอย่างไม่สนใจโลก พลันรู้สึกเสียวสันหลังวาบจนต้องชะงักไป
"เอาเถอะ เรื่องของข้าจะพักไว้ก่อน" ลู่ซือเยว่กล่าว "แต่ตงตงเล่า? เขายังเป็นเด็ก เหตุใดจึงต้องมาอดอยากกินน้ำล้างหม้อเช่นนี้? เขาไปทำอะไรผิดมา?"
"เด็กอย่างมันจะต้องการสารอาหารอะไรมากมาย! มีให้กินก็บุญหัวแล้ว!"
คำพูดไร้หัวใจของหม่าเจาตี้คือฟางเส้นสุดท้าย ลู่ซือเยว่ลุกพรวดขึ้นยืนเต็มความสูง "ในเมื่อท่านแม่พูดเช่นนี้ เช่นนั้นก็ยุติธรรมดี"
"อะไรของเจ้า?" หม่าเจาตี้ขมวดคิ้ว
"ก็ในเมื่อท่านแม่เห็นว่าคนที่ไม่สร้างประโยชน์ให้ครอบครัวสมควรได้กินแต่น้ำล้างหม้อ เช่นนั้นข้าก็ขอทวงความยุติธรรมให้สามีผู้ล่วงลับของข้าบ้าง!"
สิ้นคำพูด บรรยากาศทั้งโต๊ะพลันเงียบกริบ เฉียวต้าเฉียงที่นั่งเงียบมานานขมวดคิ้วเข้ม "เจ้าพูดเรื่องอะไรกันลู่ซือเยว่! อย่ามาพูดจาเหลวไหล!"
"ข้าเหลวไหลหรือท่านพ่อ?" ลู่ซือเยว่หันไปเผชิญหน้ากับพ่อผัวจอมปลอม "เงินช่วยเหลือรายเดือนที่ทางการส่งมาให้ครอบครัวทหารพลีชีพนั้นมีไว้สำหรับใครกัน? มีไว้สำหรับข้ากับตงตงไม่ใช่หรือ? แต่หลายเดือนมานี้เงินเหล่านั้นหายไปไหนหมด? ข้ากับลูกได้เห็นแม้แต่เงาหรือไม่? เงินเหล่านั้นกลับถูกนำไปปรนเปรอคนที่ไม่เคยออกรบ ไม่เคยสร้างคุณงามความดีให้ประเทศชาติ แต่กลับนั่งกินนอนกินสบายอยู่บ้านไม่ใช่หรือ!"
คำพูดของนางเหมือนหอกแหลมที่ทิ่มแทงใจดำของทุกคนบนโต๊ะ เฉียวต้าเฉียงหน้าซีดเผือด อ้าปากพะงาบๆ แต่กลับเถียงไม่ออกแม้แต่คำเดียว
"ในเมื่อพวกท่านยึดเอาเงินของบ้านรองไปใช้จนหมดสิ้น เช่นนั้นอาหารบนโต๊ะนี้ก็ไม่ควรมีใครได้แตะต้อง!"
พูดจบนางก็ไม่รอให้ใครได้ทันตั้งตัว มือเรียวข้างหนึ่งกวาดไปบนโต๊ะอย่างรวดเร็วและหนักหน่วง!
เพล้ง! เคร้ง! โครม!
โต๊ะอาหารไม้ทั้งตัวถูกพลิกคว่ำลงมาอย่างแรง! ชามข้าวต้มร้อนๆ หม้อดิน และกับข้าวทุกอย่างเทกระจาดลงบนพื้นดินจนหมดสิ้น เสียงถ้วยชามกระเบื้องแตกกระจายดังลั่นไปทั่วห้องโถง ความโกลาหลเกิดขึ้นในชั่วพริบตา!
"กรี๊ดดด! อีคนสารเลว! เจ้าทำบ้าอะไรของเจ้า!" หม่าเจาตี้กรีดร้องอย่างเสียสติเมื่อเห็นอาหารเย็นอันโอชะของตนกลายเป็นเศษขยะบนพื้น
เฉียวต้าเฉียงและเฉียวเจิ้งจวินเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ไม่คาดคิดว่าสตรีที่เคยอ่อนแอและว่าง่ายจะกล้าทำถึงเพียงนี้
ลู่ซือเยว่ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของมื้ออาหาร นางปรายตามองทุกคนด้วยสายตาเย็นชาดุจน้ำแข็ง แล้วประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงทรงพลัง
"ฟังให้ดี! ข้า ลู่ซือเยว่ นับจากนี้ไปจะไม่ใช่ทาสรับใช้ของพวกท่านอีกต่อไป! ถ้าอยากให้ข้าทำงาน ข้าต้องได้กินอิ่ม! ถ้าอยากให้ข้าสงบปากสงบคำ ก็จงคืนความยุติธรรมมาให้ข้ากับลูก! หากไม่เช่นนั้น..."
นางเว้นวรรค ดวงตาจับจ้องไปยังทุกคนอย่างท้าทาย
"...ก็อย่าหวังว่าจะมีใครได้กินข้าวอย่างสงบสุขในบ้านหลังนี้อีกต่อไป!"
ทันทีที่สิ้นเสียงประกาศิตนั้นเอง ในห้วงมิติความคิดของลู่ซือเยว่พลันมีเสียงสังเคราะห์อันคุ้นเคยดังขึ้น
[ติ๊ง! ตรวจพบความโกรธแค้นและเจ็บใจอย่างรุนแรงจากเป้าหมาย! ท่านได้รับ 'ค่าความสะใจ' จำนวน 500 แต้ม! ยอดเยี่ยมมากโฮสต์! โปรดพยายามต่อไป!]
กระแสพลังงานเย็นสบายสายหนึ่งไหลเวียนเข้าสู่ร่างของนาง ทำให้ความเหนื่อยล้าจากการเผชิญหน้าจางหายไปจนหมดสิ้น ลู่ซือเยว่ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย นี่สิ...ถึงจะเป็นชีวิตที่นางต้องการ!
เบื้องหน้าของนางคือเปลวไฟแห่งความโกรธเกรี้ยวในแววตาของคนทั้งตระกูลเฉียวที่พร้อมจะเผาผลาญนางให้มอดไหม้ แต่ทว่า ณ วินาทีนี้ พวกเขากลับทำได้เพียงยืนตัวแข็งทื่อด้วยความแค้นและตื่นตะลึง ใครเล่าจะกล้าเข้ามาแตะต้องสตรีผู้บ้าคลั่งที่เพิ่งจะคว่ำชามข้าวของทุกคนทิ้งไปต่อหน้าต่อตา