ไม่ทำงานก็อย่าหวังจะได้กิน!
ค่ำคืนนั้นผ่านพ้นไปท่ามกลางความเงียบงันอันน่าอึดอัด ประหนึ่งพายุลูกใหญ่ที่สงบนิ่งเพื่อรอเวลาโหมกระหน่ำอีกครั้ง ไม่มีใครในบ้านตระกูลเฉียวข่มตาหลับลงได้สนิท โดยเฉพาะหม่าเจาตี้ที่นอนพลิกกายไปมาด้วยความเดือดดาล ภาพสะใภ้รองผู้เคยหัวอ่อนกลับกลายเป็นนางมารร้ายคว่ำโต๊ะอาหารยังคงฉายชัดในมโนสำนึกของนาง
ทว่าสำหรับลู่ซือเยว่แล้ว ค่ำคืนนี้กลับเป็นช่วงเวลาแห่งการฟื้นฟูอย่างแท้จริง
ก่อนแสงอรุณแรกจะสาดส่อง นางลืมตาขึ้นในความมืดมิดของห้องเก็บฟืนอันซอมซ่อ ร่างกายที่เคยเหนื่อยล้ากลับเปี่ยมด้วยพละกำลังอย่างน่าประหลาดใจ นางหลับตาลงอีกครั้ง ในชั่วพริบตา จิตของนางก็เข้าสู่มิติลับส่วนตัว
กระท่อมไม้ไผ่หลังเล็กตั้งตระหง่านกลางทุ่งหญ้าเขียวขจี อากาศภายในสดชื่นบริสุทธิ์ ลู่ซือเยว่ไม่รอช้า นางตรงไปยังโกดังเก็บของที่เวลาหยุดนิ่ง หยิบซาลาเปาไส้เนื้อร้อนๆ ที่แลกแต้มมาเมื่อครั้งก่อนขึ้นมากินอย่างเอร็ดอร่อย ตามด้วยน้ำอุ่นหนึ่งถ้วย ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่าง เติมเต็มพลังงานที่ขาดหายไปจนเต็มเปี่ยม
นี่คือความได้เปรียบของนาง ในขณะที่คนบ้านเฉียวกำลังทนทุกข์จากความหิวโหยและเหนื่อยล้าจากการอดอาหารเย็น นางกลับได้กินอิ่มนอนอุ่น เตรียมพร้อมสำหรับสมรภูมิรบครั้งใหม่ที่จะปะทุขึ้นในไม่ช้า
เมื่อนางกลับออกมาสู่โลกภายนอก แสงตะวันยามเช้าก็เริ่มจับขอบฟ้าพอดี บรรยากาศในบ้านยังคงหนักอึ้ง เฉียวต้าเฉียงนั่งหน้าเครียดอยู่ที่โต๊ะยาวกลางโถง ซุนกุ้ยฮวาก็มีสีหน้าซีดเผือด ไม่กล้าสบตานางตรงๆ
แล้วร่างของหม่าเจาตี้ก็ปรากฏขึ้นที่ประตูครัว ดวงตาของนางแดงก่ำ voracious with rage จ้องเขม็งมาที่ลู่ซือเยว่ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
"ลู่ซือเยว่!" นางตวาดลั่น "วันนี้ถึงเวรบ้านใหญ่ต้องลงนา แต่เจิ้งจวินลูกข้าไม่สบายลุกไม่ขึ้น!"
สิ้นเสียงของนาง เสียงไอค่อกแค่กพร้อมกับเสียงครวญครางอย่างคนป่วยหนักก็ดังเล็ดลอดออกมาจากห้องของบ้านใหญ่ ช่างเป็นการแสดงที่สมบทบาทเสียจริง
หม่าเจาตี้เชิดหน้าขึ้น กล่าวด้วยน้ำเสียงของผู้ถือไพ่เหนือกว่า "ในเมื่อเขาป่วย เจ้าก็ต้องไปทำงานแทนน้องสะใภ้ใหญ่! อย่าคิดว่าจะอู้งานได้!"
นี่คือการลงทัณฑ์ที่นางวางแผนมาทั้งคืน หวังจะใช้แรงงานหนักในนาบดขยี้ความหยิ่งผยองของสะใภ้รองให้สิ้นซาก
ซุนกุ้ยฮวาที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบเสริมทัพ "ใช่แล้ว น้องสะใภ้รอง ร่างกายเจ้าก็แข็งแรงดี ช่วยเหลือกันหน่อยจะเป็นไรไป"
ลู่ซือเยว่เพียงปรายตามองทั้งสองด้วยแววตาเรียบเฉย นางไม่ปฏิเสธ ไม่โต้เถียง แต่กลับพยักหน้าช้าๆ แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดังพอให้ทุกคนในบ้านได้ยินชัดเจน
"ได้สิ...ข้าจะไปทำนา"
หม่าเจาตี้และซุนกุ้ยฮวาชะงักไปเล็กน้อย ไม่คาดคิดว่านางจะยอมรับง่ายดายถึงเพียงนี้ แต่ก่อนที่พวกนางจะได้ใจ ลู่ซือเยว่ก็กล่าวประโยคถัดไป ซึ่งทำให้บรรยากาศพลันเยือกเย็นลงอีกครั้ง
"แต่ข้ามีกฎข้อหนึ่ง...เมื่อวานข้าก็ได้บอกไปแล้ว 'ไม่ทำงานก็อย่าหวังจะได้กิน!' ในเมื่อพี่ใหญ่ไม่สบายจนทำงานไม่ไหว เช่นนั้นมื้อกลางวันและมื้อเย็นของวันนี้ เขาก็ไม่ต้องกิน!"
"เจ้า!" หม่าเจาตี้เพิ่งจะอ้าปากด่า ร่างของลู่ซือเยว่ก็เคลื่อนไหวแล้ว!
นางไม่เสียเวลาต่อปากต่อคำอีกต่อไป แต่กลับสาวเท้าก้าวยาวๆ ตรงไปยังห้องของเฉียวเจิ้งจวินและซุนกุ้ยฮวาทันที
"หยุดนะ! เจ้าจะทำอะไร!" ซุนกุ้ยฮวาหวีดร้อง พยายามจะเข้ามาขวาง
"ปัง!"
ลู่ซือเยว่ใช้เท้าถีบประตูไม้ที่ปิดไม่สนิทให้เปิดออกจนกระแทกผนังเสียงดังลั่น ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือเฉียวเจิ้งจวินที่นอนเอกเขนกอยู่บนเตียงคัง สองมือหนุนท้ายทอย ใบหน้าไม่มีริ้วรอยของความเจ็บป่วยแม้แต่น้อย เขาสะดุ้งสุดตัวเมื่อเห็นนางบุกเข้ามา
"เจ้า...เจ้าเข้ามาทำไม!" เขาดีดตัวลุกขึ้นนั่งอย่างตื่นตระหนก
ลู่ซือเยว่ไม่ตอบ นางก้าวเข้าไปในห้องด้วยรัศมีคุกคามดุจพญามัจจุราช ทุกย่างก้าวของนางทำให้เฉียวเจิ้งจวินต้องขยับถอยหลังไปจนชิดมุมเตียง
"พี่ใหญ่ ท่านป่วยหนักถึงขั้นไอจนแทบสิ้นใจมิใช่หรือ?" นางถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ดูท่าทางแล้วยังแข็งแรงดีนี่"
"ข้า...ข้าแค่รู้สึกดีขึ้นแล้ว! เจ้าออกไปนะ!" เขาตวาดกลบเกลื่อนความกลัว
"ดีขึ้นแล้วก็ดี" ลู่ซือเยว่แสยะยิ้ม "เช่นนั้นก็ลุกไปทำงานที่นาได้แล้ว!"
พูดจบนางก็ไม่เปิดโอกาสให้เขาได้โต้ตอบอีกต่อไป สองมืออันทรงพลังคว้าหมับเข้าที่คอเสื้อของเฉียวเจิ้งจวิน แล้วกระชากร่างที่สูงใหญ่แต่ไร้เรี่ยวแรงของเขาลงมาจากเตียงอย่างง่ายดาย!
"โอ๊ย! เจ้าทำบ้าอะไร! ปล่อยข้านะ!" เฉียวเจิ้งจวินร้องลั่น พยายามดิ้นรนขัดขืน แต่เรี่ยวแรงที่มาจากบุรุษผู้ไม่เคยทำงานหนักมาหลายปีจะไปสู้กำลังของนักสู้ผู้ฝึกฝนมาทั้งชีวิตได้อย่างไร
"แม่! ช่วยข้าด้วย! นางจะฆ่าข้าแล้ว!"
หม่าเจาตี้และซุนกุ้ยฮวาวิ่งตามเข้ามาในห้อง เมื่อเห็นภาพนั้นก็กรีดร้องออกมาพร้อมกัน "ลู่ซือเยว่! อีคนวิปลาส! ปล่อยลูกชายข้าเดี๋ยวนี้!"
หม่าเจาตี้ถลันเข้ามาจะทุบตีนาง แต่ลู่ซือเยว่เพียงลากเฉียวเจิ้งจวินมาใช้เป็นโล่มนุษย์ ทำให้นางต้องชะงักไป "ท่านแม่ ถ้าไม่อยากให้กระดูกของลูกรักท่านหัก ก็หลีกทางไป!"
คำขู่นั้นได้ผลชะงัด หม่าเจาตี้หน้าซีดเผือด ไม่กล้าขยับเข้ามาอีก
ลู่ซือเยว่ไม่สนใจเสียงกรีดร้องและคำสาปแช่ง นางลากเฉียวเจิ้งจวินที่ยังคงดิ้นรนไม่เลิกออกจากห้อง ผ่านห้องโถง และตรงไปยังประตูหน้าบ้าน สภาพของพี่ชายคนโตแห่งตระกูลเฉียวในยามนี้น่าสมเพชยิ่งนัก เสื้อผ้าหลุดลุ่ย ผมเผ้ายุ่งเหยิง ถูกลากถูลู่ถูกังไปกับพื้นดินราวกับสุนัขตัวหนึ่ง
ความโกลาหลที่เกิดขึ้นดังไปถึงนอกรั้วบ้าน ชาวบ้านหลายคนที่กำลังจะมุ่งหน้าไปทำงานที่นารวมต่างพากันหยุดชะงักมองมาด้วยความตกตะลึง
"สวรรค์! นั่นมันอะไรกัน!"
"สะ...สะใภ้รองบ้านเฉียวกำลังลากเฉียวเจิ้งจวินไม่ใช่รึ!"
"ดูสิ! นางลากเขาเหมือนลากกระสอบข้าวเลย! เกิดเรื่องอะไรขึ้น!"
เสียงซุบซิบดังกระหึ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกสายตาจับจ้องมาที่ภาพที่ไม่เคยมีใครคาดคิดว่าจะได้เห็นมาก่อนในชีวิต เฉียวเจิ้งจวิน บุรุษผู้เป็นที่โปรดปรานของพ่อแม่ ขี้เกียจสันหลังยาวจนเป็นที่เลื่องลือไปทั้งหมู่บ้าน บัดนี้กำลังถูกน้องสะใภ้บังคับขู่เข็ญอย่างไม่ไว้หน้า!
ลู่ซือเยว่ลากเขามาจนถึงหน้าประตูบ้าน แล้วผลักร่างของเขาออกไปจนล้มกลิ้งอยู่บนพื้นดินนอกรั้ว เฉียวเจิ้งจวินรีบพยุงตัวลุกขึ้นด้วยความอับอายและโกรธแค้น ดวงตาแดงก่ำจ้องนางอย่างกินเลือดกินเนื้อ
"เจ้ากล้าทำกับข้าเช่นนี้!"
ลู่ซือเยว่ก้าวตามออกมา ยืนตระหง่านอยู่หน้าเขา ดวงตาของนางเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปี "ข้าจะพูดเป็นครั้งสุดท้าย ไปทำงานที่นาเสีย"
"ข้าไม่ไป! เจ้าจะทำอะไรข้าได้!" เขาท้าทาย กลับคืนสู่ท่าทีลูกแหง่ที่คิดว่ามีแม่คอยหนุนหลัง
นางหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะก้มตัวลงไปกระซิบข้างหูเขาด้วยเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน "ถ้าเจ้าไม่ไป ข้าจะหักกระดูกเจ้าทีละท่อน เริ่มจากขาก่อนเป็นอย่างไร จะได้ไม่ต้องเดินไปไหนอีกตลอดชีวิต ทดลองดูหรือไม่เล่า?"
น้ำเสียงของนางปราศจากแววล้อเล่น มีเพียงความจริงจังอันน่าขนลุก เฉียวเจิ้งจวินสัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่แผ่ออกมาจากตัวนาง ร่างกายของเขาสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม ความกลัวจับขั้วหัวใจจนลืมสิ้นซึ่งความโกรธ
นี่ไม่ใช่น้องสะใภ้ที่อ่อนแอคนเดิมอีกต่อไปแล้ว! นี่มันนางปีศาจชัดๆ!
เขาหันไปมองมารดาที่ยืนตัวสั่นเทาด้วยความโกรธอยู่หลังรั้ว แต่กลับไม่กล้าเข้ามาช่วย จากนั้นก็กวาดตามองชาวบ้านที่มุงดูอยู่รอบๆ ด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น ความอัปยศอดสูแล่นปราดเข้าสู่หัวใจ
ลู่ซือเยว่ยืนกอดอก มองเขานิ่งๆ "ให้เวลาสามลมหายใจ หนึ่ง..."
"ไป! ข้าไปแล้ว!"
ไม่รอให้นางนับถึงสอง เฉียวเจิ้งจวินก็รีบหันหลังแล้วออกวิ่งกึ่งเดินไปตามเส้นทางสู่ทุ่งนาอย่างทุลักทุเล นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่บุรุษผู้สูงศักดิ์แห่งบ้านเฉียวต้องก้าวเท้าไปเหยียบย่ำโคลนตมด้วยตนเอง
ลู่ซือเยว่มองตามร่างนั้นไปจนลับสายตา ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับหม่าเจาตี้ที่กำลังจะสิ้นสติด้วยความโกรธ นางยิ้มมุมปากอย่างเย็นชา
"ท่านแม่ ข้าจัดการให้เรียบร้อยแล้วนะเจ้าคะ"
ทันทีที่นางหันหลังเตรียมจะกลับเข้าบ้าน เสียงสังเคราะห์ที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นในห้วงความคิดอีกครั้ง
[ติ๊ง! ตรวจพบบังคับเป้าหมายที่เป็นปรปักษ์ให้ทำงานอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน! การกระทำนี้ถือเป็นการท้าทายอำนาจเก่าอย่างรุนแรง! ท่านได้รับ 'ค่าความสะใจ' จำนวน 1,000 แต้ม! ยอดเยี่ยม! ยอดสะสมแต้มถึงเกณฑ์ปลดล็อกฟังก์ชันใหม่...]