ปลดล็อกแปลงผักมิติ และแผนร้ายของน้องสะใภ้

เสียงสังเคราะห์ที่ไร้ซึ่งอารมณ์ยังคงดังก้องอยู่ในห้วงความคิดของลู่ซือเยว่ ทว่านางกลับมิได้แสดงอาการตื่นตระหนกใดๆ ออกมา เพียงแต่หรี่ดวงตาหงส์ลงเล็กน้อย มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันที่เย็นเยียบจับใจ

ยอดเยี่ยม... ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง!

ความรู้สึกสะใจที่ได้สั่งสอนพวกคนหน้าหนาใจดำตระกูลเฉียวนั้น หอมหวานกว่าน้ำผึ้งเดือนห้าเสียอีก มิหนำซ้ำยังได้รับผลตอบแทนอันคาดไม่ถึงเช่นนี้

[กำลังทำการปลดล็อกฟังก์ชันใหม่... ‘แปลงผักมิติโตไว’ ทำการปลดล็อกสำเร็จ! ขอให้ท่านโฮสต์เพลิดเพลินกับการทำฟาร์ม!]

สิ้นเสียงประกาศิตของระบบ ลู่ซือเยว่ไม่รอช้า นางกวาดตามองรอบกายครั้งหนึ่ง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดสนใจนางแล้ว สติของนางก็พลันจมดิ่งเข้าสู่ห้วงมิติลับส่วนตัวในพริบตา

ภายในมิติที่เคยเวิ้งว้าง บัดนี้ปรากฏความเปลี่ยนแปลงอันน่าอัศจรรย์ ข้างกระท่อมไม้ไผ่ที่เคยโดดเดี่ยว ปรากฏผืนดินสี่เหลี่ยมขนาดประมาณสิบตารางเมตรขึ้นมาใหม่ ดินบนผืนดินนั้นมีสีดำขลับราวกับนิลกาฬ แลดูอุดมสมบูรณ์ยิ่งกว่าผืนดินชั้นดีที่สุดที่เคยพานพบ ที่น่าประหลาดยิ่งกว่าคือมีไอหมอกสีขาวจางๆ ลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือผืนดินนั้น ให้ความรู้สึกราวกับดินแดนเซียน

"นี่สินะ... แปลงผักโตไว" ลู่ซือเยว่พึมพำกับตนเอง

นางเดินเข้าไปสำรวจใกล้ๆ ก่อนจะลองใช้ความคิดสั่งการ ในโกดังเก็บของที่เคยว่างเปล่า พลันปรากฏชั้นวางของขึ้นมา บนชั้นนั้นมีถุงกระดาษใบเล็กๆ หลายใบวางเรียงรายอยู่ เมื่อนางเพ่งสมาธิไปที่ถุงเหล่านั้น ก็ปรากฏตัวอักษรลอยขึ้นมาในอากาศ ‘เมล็ดผักกาดขาว’ ‘เมล็ดหัวมันเทศ’ ‘เมล็ดพริกชี้ฟ้า’...

ของดี! ล้วนเป็นของดีทั้งสิ้น! ในยุคสมัยที่ข้าวปลาอาหารขาดแคลนเช่นนี้ เมล็ดพันธุ์เหล่านี้มีค่าไม่ต่างจากทองคำ!

ลู่ซือเยว่ไม่ลังเลแม้แต่น้อย นางเลือกหยิบถุงเมล็ดผักกาดขาวและหัวมันเทศออกมาทันที อาหารสองชนิดนี้ปลูกง่าย ให้ผลผลิตเยอะ และที่สำคัญที่สุดคือสามารถทำให้อิ่มท้องได้นาน นางใช้กิ่งไม้ขีดแบ่งแปลงดินออกเป็นสองส่วน ก่อนจะลงมือหว่านเมล็ดผักกาดและฝังหัวมันเทศลงไปอย่างคล่องแคล่ว

เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย นางจึงออกจากมิติกลับสู่โลกแห่งความจริง ท้องฟ้าภายนอกเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มยามโพล้เพล้ นางเดินกลับเข้าบ้านดินซอมซ่อของตนด้วยท่าทีสงบนิ่ง เฉียวตงตงที่รออยู่ก่อนแล้วรีบวิ่งเข้ามากอดขานางไว้แน่น ดวงตาที่กลมโตคู่นั้นฉายแววกังวล

"ท่านแม่... พวกเขาไม่ทำอะไรท่านใช่หรือไม่"

ลู่ซือเยว่ย่อตัวลงลูบศีรษะที่ปกคลุมด้วยเส้นผมสีฟางข้าวของเด็กน้อยเบาๆ "ไม่มีใครทำอะไรแม่ได้ทั้งนั้น ตงตงวางใจเถอะ คืนนี้หลับให้สบาย พรุ่งนี้... แม่มีของดีให้เจ้ากิน"

คืนนั้น ลู่ซือเยว่นอนกอดร่างเล็กๆ ของเฉียวตงตงไว้แนบอก นางหลับใหลไปอย่างง่ายดาย ผิดกับคนในบ้านใหญ่อีกหลายคนที่พลิกตัวไปมาด้วยความเดือดดาลและอัปยศอดสูจนข่มตาหลับไม่ลง

เช้าวันรุ่งขึ้น ทันทีที่ลืมตาตื่น สิ่งแรกที่ลู่ซือเยว่ทำคือการส่งจิตกลับเข้าไปในมิติอีกครั้ง

และภาพที่ปรากฏตรงหน้าก็ทำให้นางแทบจะหยุดหายใจ!

บนแปลงดินสีนิลกาฬนั้น บัดนี้ไม่ได้ว่างเปล่าอีกต่อไป ผักกาดขาวแต่ละหัวเติบโตจนอวบใหญ่ ใบสีเขียวสดซ้อนกันเป็นชั้นๆ แน่นหนาจนแทบมองไม่เห็นดินด้านล่าง ส่วนแปลงมันเทศนั้นเถาใบก็เลื้อยแผ่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ เมื่อนางลองใช้มือขุดลงไปดู ก็พบกับหัวมันเทศสีม่วงขนาดใหญ่กว่ากำปั้นของบุรุษเสียอีก!

ใช้เวลาเพียงแค่คืนเดียว! นี่มันปาฏิหาริย์ชัดๆ!

รอยยิ้มแห่งความยินดีปรากฏขึ้นบนใบหน้าของลู่ซือเยว่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ทะลุมิติมา ด้วยเสบียงอาหารมากมายเช่นนี้ ต่อไปนางกับตงตงก็ไม่ต้องทนหิวโหยอีกแล้ว! นางจัดการเก็บเกี่ยวผักกาดขาวมาสองหัวใหญ่ และมันเทศอีกสามหัวนำไปเก็บไว้ในโกดังมิติที่เวลาหยุดนิ่ง ก่อนจะเลือกหยิบมันเทศขนาดกำลังพอดีออกมาหนึ่งหัว เตรียมจะนำไปต้มเป็นอาหารเช้า

ทว่าขณะที่นางกำลังจะออกจากมิติ หูของนางพลันได้ยินเสียงผิดปกติบางอย่างดังมาจากในห้องนอนของนางในโลกแห่งความจริง เป็นเสียงกุกกักเบาๆ ราวกับมีหนูตัวเล็กๆ กำลังรื้อค้นข้าวของ

ดวงตาหงส์ของลู่ซือเยว่พลันหรี่ลง ทอประกายเย็นเยียบและอันตรายออกมาวูบหนึ่ง

...หนูงั้นรึ? บ้านเฉียวจะมีหนูตัวไหนกล้าเข้ามาในห้องของนางอีก นอกจากพวกคนหน้าด้านใจดำเหล่านั้น!

นางออกจากมิติอย่างเงียบเชียบราวกับวิญญาณ ร่างกายที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดีเคลื่อนไหวได้โดยปราศจากเสียงใดๆ สายตาของนางกวาดมองไปในห้องที่ยังคงมีแสงสลัว และแล้วก็จับจ้องไปยังร่างของเด็กสาวผู้หนึ่งที่กำลังง่วนอยู่กับการรื้อค้นหีบไม้ใบเก่าของนาง

เฉียวเจียวเจียว! น้องสาวคนเล็กของสามีผู้ล่วงลับ!

เจ้าหล่อนคงคิดว่านางยังไม่ตื่น จึงได้ย่องเข้ามาทำตัวเป็นหัวขโมยแต่เช้ามืด มือเล็กๆ ของเฉียวเจียวเจียวกำลังควานหาบางสิ่งในหีบ ก่อนที่ใบหน้าจะปรากฏรอยยิ้มแห่งความดีใจเมื่อหยิบตลับกระเบื้องเคลือบสีขาวขนาดเล็กขึ้นมาได้

นั่นคือครีมไข่มุกที่เจ้าของร่างเดิมทะนุถนอมราวกับสมบัติล้ำค่า เป็นของขวัญเพียงชิ้นเดียวที่เฉียวเจิ้งถิงมอบให้ก่อนไปรบ!

"ในที่สุดก็หาเจอ!" เฉียวเจียวเจียวพึมพำด้วยความลิงโลด นางแอบเห็นพี่สะใภ้รองใช้ครีมนี้แล้วใบหน้าเนียนนุ่มขึ้น จึงเกิดความอิจฉาและอยากได้มาครอบครอง

ทว่ารอยยิ้มของนางต้องแข็งค้าง เมื่อมีเสียงเย็นเยียบราวกับน้ำค้างแข็งเดือนสิบสองดังขึ้นจากด้านหลัง

"หาอะไรอยู่รึ... น้องเล็ก?"

เฉียวเจียวเจียวสะดุ้งสุดตัวราวกับถูกเข็มทิ่ม! นางหันขวับกลับมาทันที ใบหน้าซีดเผือดลงในบัดดลเมื่อเห็นร่างของลู่ซือเยว่ยืนกอดอกพิงกรอบประตูอยู่ ดวงตาคู่นั้นจ้องมองมาที่นางนิ่งๆ แต่กลับแฝงไว้ด้วยรังสีอำมหิตที่ทำให้คนหายใจติดขัด

"พี่... พี่สะใภ้รอง... ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ" นางพูดตะกุกตะกัก พยายามซ่อนตลับครีมไว้ด้านหลัง

ลู่ซือเยว่แค่นยิ้ม "ถ้าข้ายังไม่ตื่น เจ้าคงจะหยิบฉวยของในห้องข้าไปได้ตามสบายสินะ ของของพี่สะใภ้ ก็เหมือนของของเจ้าอย่างนั้นรึ?"

"ข้า...ข้าแค่จะขอยืมดูเท่านั้น!" เฉียวเจียวเจียวเถียงข้างๆ คูๆ ตามนิสัยที่ถูกตามใจจนเคยตัว "ท่านเป็นถึงพี่สะใภ้ แค่ครีมตลับเดียวจะขี้เหนียวไปใย!"

"ยืม?" ลู่ซือเยว่เดินเข้ามาหาช้าๆ ท่วงท่าสง่างามแต่แฝงด้วยแรงกดดันที่มองไม่เห็น "การหยิบของผู้อื่นโดยไม่ขออนุญาต เขาเรียก 'ลักขโมย' หาใช่ 'การยืม' ไม่... หรือว่าที่บ้านใหญ่ไม่ได้สั่งสอนเรื่องนี้?"

คำพูดของนางเสียดแทงใจดำของเฉียวเจียวเจียวอย่างจัง เด็กสาวที่เคยเป็นคุณหนูผู้สูงส่งของบ้านมาตลอด จะทนรับการดูแคลนเช่นนี้ได้อย่างไร นางเชิดหน้าขึ้น "ข้าจะเอา! ท่านจะทำไม! ท่านแม่รักข้าที่สุด หากท่านกล้าทำอะไรข้า ท่านแม่ต้องจัดการท่านแน่!"

"โอ้? งั้นรึ?" ลู่ซือเยว่กล่าวเสียงเรียบ ก่อนที่เงาของนางจะวูบไหว!

เพียะ!

เสียงฝ่ามือกระทบใบหน้าดังลั่นไปทั่วห้องอันเงียบสงัด! มันไม่ใช่การตบที่รุนแรงจนเลือดตกยางออก แต่เป็นการตบที่หนักแน่น ฉับไว และเต็มไปด้วยการสั่งสอน!

เฉียวเจียวเจียวยืนตัวแข็งทื่อ ความเจ็บแสบแล่นปราดจากแก้มซ้ายไปทั่วทั้งร่าง แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือความอัปยศ! นาง...คุณหนูเจียวเจียวผู้เป็นที่รักของทุกคน ถูกพี่สะใภ้รองที่เคยอ่อนแอราวกับลูกไก่ในกำมือตบหน้า!

"เจ้า..." น้ำตาของนางคลอหน่วยขึ้นมาด้วยความตกใจและโกรธแค้น

ลู่ซือเยว่ไม่ปล่อยให้นางได้ทันตั้งตัว มือเรียวบางของนางฉวยตลับครีมกลับมาจากมือของเฉียวเจียวเจียวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะก้มลงไปกระซิบข้างหูเด็กสาวด้วยน้ำเสียงที่เย็นเฉียบจนถึงกระดูก

"ฝ่ามือนี้... คือการสั่งสอนแทนบิดามารดาของเจ้าที่ตามใจจนเสียคน จำไว้ให้ดี เฉียวเจียวเจียว ของที่เป็นของข้า แม้แต่ปลายเส้นผมก็ห้ามแตะต้อง มิเช่นนั้น ครั้งหน้ามันจะไม่จบแค่การตบเบาๆ เช่นนี้แน่"

นางผละออกมา ยืนมองเฉียวเจียวเจียวที่ตัวสั่นงันงกด้วยสายตาเฉยเมย "ตอนนี้ไสหัวไปได้แล้ว และอย่าให้ข้าเห็นหน้าเจ้าในห้องนี้อีก"

เฉียวเจียวเจียวรู้สึกราวกับถูกสาดด้วยน้ำแข็ง นางอยากจะกรีดร้องโวยวาย แต่เมื่อสบเข้ากับดวงตาไร้ความปรานีคู่นั้น คำพูดทุกอย่างก็พลันจุกอยู่ที่ลำคอ ความกลัวเข้าครอบงำสติปัญญาจนหมดสิ้น นางทำได้เพียงหันหลังแล้ววิ่งเตลิดออกจากห้องไปพร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม

ลู่ซือเยว่มองตามร่างนั้นไปจนลับตา ก่อนจะปิดประตูลงอย่างไม่ใส่ใจ นางหันมามองตลับครีมในมือแล้วส่ายหน้าเบาๆ สำหรับนางแล้ว ของสิ่งนี้ไม่มีค่าอะไรเลย แต่การที่นางยอมปล่อยให้คนอื่นมาหยิบฉวยของของนางไปตามใจชอบนั้น... เป็นไปไม่ได้!

หลังจากจัดการกับหัวขโมยตัวน้อยแล้ว ท้องของนางก็เริ่มร้องประท้วงขึ้นมา ลู่ซือเยว่มองไปที่เตาไฟเล็กๆ ในมุมห้อง ดวงตาหงส์พลันฉายประกายเจ้าเล่ห์ขึ้นมาวูบหนึ่ง

ในเมื่อมีวัตถุดิบชั้นเลิศอยู่ในมือแล้ว จะเก็บไว้กินคนเดียวเงียบๆ ได้อย่างไรกัน? มันคงไม่สนุกเท่ากับการทำให้พวกบ้านใหญ่น้ำลายสอจนทนไม่ไหวหรอก...

คิดได้ดังนั้น นางจึงนำมันเทศหัวใหญ่ที่เพิ่งเก็บเกี่ยวมาจากในมิติออกมา พร้อมกับจุดไฟที่เตาอย่างไม่รีบร้อน กลิ่นหอมหวานของมันเทศที่กำลังถูกต้มเริ่มลอยอวลออกมาจากห้องพักเล็กๆ ของนาง... เป็นกลิ่นหอมที่ยั่วยวนและทรงพลังพอที่จะปลุกปีศาจที่หิวโหยในบ้านตระกูลเฉียวให้ตื่นขึ้นมาได้อย่างแน่นอน