ตอนที่ 17

**บทที่ 17 จุดเริ่มต้นแห่งความมั่งคั่ง**

อวี๋เซียวเซียวเดินทอดน่องเข้าไปในตรอกเล็กๆ คดเคี้ยว แล้วออกมาจากอีกฟากหนึ่งของตรอก โดยมีผ้าฝ้ายผืนบางคลุมตะกร้าสานไว้ ภายในนั้นคือไข่ไก่

ไข่ไก่ถึงสามสิบฟอง! หากตะกร้าไม่เล็กเกินไป อวี๋เซียวเซียวคงขนไข่ไก่ที่สะสมมาหลายวันออกมาทั้งหมดแล้ว

ราคาก็ถือว่าไม่เลวร้ายนัก ก่อนเกิดภัยพิบัติ ไข่ไก่สองฟองต่อหนึ่งอีแปะ แต่บัดนี้เป็นสามฟองต่อสองอีแปะ

ธัญพืชอื่นๆ ก็ปรับราคาขึ้นหนึ่งหรือสองอีแปะเช่นกัน มีเพียงผักเท่านั้นที่ราคายังคงเดิม

อวี๋เซียวเซียวถือตะกร้าเดินไปยังมุมที่หมายตาไว้แต่แรกอย่างรวดเร็ว นางเปิดผ้าฝ้ายออก แล้วนั่งรอผู้คนมาซื้ออย่างเงียบๆ

นางมิใคร่ชอบเรียกร้องเชิญชวนให้ผู้คนมาซื้อขาย ด้วยเหตุผลสองประการ หนึ่งคือนางเป็นคนขี้เกียจ และสองคือนางเกรงว่าจะสร้างความสนใจ แม้ว่าตลาดสดและร้านขายเครื่องจักสานจะมิได้อยู่ในถนนเส้นเดียวกัน แต่ทุกสิ่งย่อมมีโอกาสเกิดความผิดพลาดได้ อวี๋เซียวเซียวป้องกันไว้ดีกว่าแก้

มิช้านานก็มีผู้คนมาซื้อไข่ไก่ อวี๋เซียวเซี่ยวยิ้มแย้มเชื้อเชิญให้เลือกตามสบายอย่างกระตือรือร้น

สตรีผู้นี้มีรูปร่างหน้าตาสง่าผ่าเผย อวี๋เซียวเซียวมองปราดเดียวก็รู้ว่านางต้องมีเงินทองพอที่จะซื้อไข่ไก่ได้อย่างแน่นอน ครั้นเมื่อสตรีผู้นั้นเลือกไข่ไก่เสร็จ อวี๋เซียวเซียวจึงคำนวณราคาให้นาง แล้วจึงได้รู้ว่านางเป็นนักต่อราคาตัวยง

อวี๋เซียวเซียวจึงได้แต่ยิ้มแย้มถกเถียงกับนาง ยืนกรานที่จะไม่ลดราคา ทว่าสุดท้ายก็พ่ายแพ้ สตรีผู้นั้นซื้อไข่ไก่เพิ่มอีกเล็กน้อย อวี๋เซียวเซียวจึงแถมไข่ไก่ให้อีกสองฟอง

เพียงพริบตา ไข่ไก่สามสิบฟองก็หายไปสิบเจ็ดฟอง แลกมาด้วยเงินสิบอีแปะ

สตรีอีกผู้หนึ่งที่ต้องการซื้อไข่ไก่มองเห็นอวี๋เซียวเซียวแถมไข่ไก่ให้ผู้อื่น จึงอยากเข้ามาหวังผลประโยชน์

อวี๋เซียวเซียวจึงกล่าวว่า "หากท่านซื้อไข่ไก่ที่เหลือทั้งหมด ข้าก็จะแถมให้ท่านเช่นกัน" เมื่อได้ยินดังนั้น สตรีผู้นั้นก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง นางจึงให้อวี๋เซียวเซียวตรวจนับไข่ไก่ที่เหลือ แล้วนางก็จะซื้อทั้งหมด

ไข่ไก่เหลือสิบสามฟอง อวี๋เซียวเซียวจึงคิดราคาแปดอีแปะ

เมื่อมองส่งสตรีผู้นั้นจากไปด้วยความยินดี อวี๋เซียวเซียวก็ลุกขึ้นจากไปเช่นกัน

อวี๋เซียวเซียวมิได้คิดที่จะขายไข่ไก่ต่อไป นางวางแผนที่จะลองไปที่ร้านขายยา นางเดินผ่านตรอกเปลี่ยวอีกตรอกหนึ่ง

ครานี้นางตั้งใจจะขายสมุนไพร หญ้าแก้ไอและหญ้าใต้ใบ ทั้งสองอย่างนี้เป็นสมุนไพรที่อวี๋เซียวเซียวปลูกมากที่สุดในโรงเรือนในเกม

สมุนไพรทั้งสองชนิดนี้ถูกนำออกมาจากเกมในสภาพที่ตากแห้งเรียบร้อยแล้ว อวี๋เซียวเซียวแบ่งสมุนไพรแต่ละชนิดออกมาครึ่งหนึ่งจนเต็มตะกร้า

นางมาถึงร้านไป่ซ่านถัง (百善堂) ที่เลื่องลือในเรื่องความซื่อสัตย์ อวี๋เซียวเซียวสะพายตะกร้าเข้าไป มองดูผู้ป่วยภายในร้านที่มิได้มีมากนัก อวี๋เซียวเซียวจึงเล็งเห็นเด็กรับใช้ที่ดูว่างงาน แล้วเข้าไปสอบถาม

"น้องชาย ร้านไป่ซ่านถังของท่านรับซื้อสมุนไพรหรือไม่?"

เด็กรับใช้เงยหน้ามองอวี๋เซียวเซียวแล้วกล่าวว่า "ย่อมรับซื้อ ท่านต้องการขายสมุนไพรหรือ? ข้าขอตรวจดูก่อน หากใช้ได้ ข้าจะนำท่านไปพบกับผู้จัดการร้าน"

อวี๋เซียวเซียวย่อมพยักหน้ารับด้วยความยินดี นางวางตะกร้าลงบนแท่นยาเพื่อให้เด็กรับใช้ตรวจดู

หลังจากเด็กรับใช้ตรวจดูแล้วก็กล่าวว่า "ท่านตามข้ามา"

เมื่อเห็นดังนั้น อวี๋เซียวเซียวก็รู้ว่ามีโอกาสแล้ว นางจึงรีบตามไป

ผู้จัดการร้านเป็นชายวัยกลางคนรูปงามมีหนวดเคราใต้คาง ดูมีมาดนักปราชญ์ยิ่งนัก เขาตรวจดูสมุนไพรทั้งสองชนิดที่อวี๋เซียวเซียวนำมาด้วย พบว่าคุณภาพมิเลวจึงให้นำไปชั่งน้ำหนัก

ในที่สุด เมื่ออวี๋เซียวเซียวเดินออกจากประตูร้านไป่ซ่านถัง นางก็ถือเงินก้อนโตถึงหนึ่งร้อยหกสิบอีแปะไว้ในมือ

ในยุคโบราณ สมุนไพรมีค่าถึงเพียงนี้เชียวหรือ? แต่ก็จริงอยู่ บ่อยครั้งที่นางเอกในนิยายขายสมุนไพรแล้วได้เงินทองมากมาย เมื่อเทียบกันแล้ว เงินของนางช่างน้อยนิด ทว่าอวี๋เซียวเซียวกลับรู้สึกพอใจเป็นอย่างยิ่ง ท้ายที่สุดแล้วนางมิใช่นางเอก จะมีอะไรให้ไม่พอใจได้

ในใจครุ่นคิดว่าจะนำเงินไปใช้อย่างไร จู่ๆ ก็รู้สึกหดหู่ขึ้นมา นางยังมีหนี้สินอยู่นี่นา ค่าเฟอร์นิเจอร์สองร้อยอีแปะ ค่าตะกร้าสองอีแปะ รวมเป็นสองร้อยสองอีแปะ แต่จนถึงบัดนี้นางเพิ่งหาเงินได้เพียงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบแปดอีแปะเท่านั้น

จู่ๆ ก็อยากรวยล้นฟ้าขึ้นมา จะนำทองคำออกจากเกมดีหรือไม่?

อวี๋เซียวเซียวขมวดคิ้วครุ่นคิดอย่างหนัก หากถูกผู้คนจับได้จะทำอย่างไร ท้ายที่สุดแล้วมันมิได้มาจากห้วงเวลาเดียวกัน ความแตกต่างย่อมต้องมีอยู่บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกโลหะมีค่า ส่วนธัญพืชหรือสมุนไพรนั้นมิต้องกังวล

ช่างเถอะ ระวังไว้ก่อนดีกว่า หากชีวิตที่ได้มาฟรีๆ ต้องมาพังเพราะเรื่องนี้จะทำอย่างไร

อวี๋เซียวเซียวระงับความอยากรวยของตนเอง แล้วตัดสินใจว่าควรเป็นชาวบ้านธรรมดาๆ ต่อไปจะดีกว่า

เมื่อถือเงินก้อนโตไว้ในมือ อวี๋เซียวเซียวก็เดินเที่ยวชมตลาดต่อไป มองดูความคึกคัก พยายามระงับความอยากซื้อของไว้สุดชีวิต นางรู้สึกว่าดวงตาของตนเองมิอาจมองได้ทั่วถึง ในขณะเดียวกันก็เตือนตนเองว่าตนเองมิมีเงิน เงินทองต้องใช้อย่างคุ้มค่า การหาเงินมิใช่เรื่องง่าย ยังมีลูกๆ อีกสองคนต้องเลี้ยงดู…

ในที่สุด นางก็จำต้องยุติการเดินเที่ยวชมตลาดด้วยความรีบร้อนเพราะความอยากซื้อของ

เมื่อมาถึงประตูเมือง อวี๋เซียวเซียวก็หาหินก้อนหนึ่งมาวางใต้ต้นไม้ใหญ่ แล้วนั่งรอเวลาอย่างเงียบๆ

มีผ้าฝ้ายคลุมตะกร้าไว้ มิมีผู้ใดรู้ว่าภายในนั้นมีอะไร

อวี๋เซียวเซียวรอแล้วรอเล่า รอจนท้องเริ่มร้อง ทว่าก็ยังมิเห็นผู้ใดมา อวี๋เซียวเซียวได้กลิ่นแผงขายอาหารที่อยู่ข้างประตูเมือง นางกลืนน้ำลาย เอามือลูบคลำเงินที่หามาได้ในวันนี้ แล้วกัดฟันตัดสินใจว่าจะมิใช้จ่ายแม้แต่แดงเดียว

นางเอามือกุมท้อง พิงต้นไม้แหงนหน้ามองฟ้า แล้วสะกดจิตตนเองว่าตนเองมิได้หิว

ค่อยๆ อวี๋เซียวเซียวก็เริ่มง่วง ง่วงจนหาวหวอดๆ ในเวลานี้เองที่นางเห็นสองครอบครัวมาถึงช้ากว่ากำหนด

นางรีบยกตะกร้าขึ้น เดินไปต้อนรับสองครอบครัว ตอนมานั้นทั้งสองครอบครัวต่างคนต่างสะพายตะกร้ามาคนละใบ สะพายของหนักมา บัดนี้เมื่อกลับไป ตะกร้าของแต่ละคนกลับมีของบรรจุอยู่น้อยนิด

ความเร็วจึงเพิ่มขึ้นมาก อวี๋เซียวเซียววิ่งเหยาะๆ ตามไปอย่างยากลำบากจึงพอจะตามทัน

ทันทีที่กลับถึงบ้าน อวี๋เซียวเซียวก็ทิ้งตัวลงบนเตียงของตนเอง มิอยากลุกขึ้นมาอีกเลย ช่างเหนื่อยเหลือเกิน

ลุกขึ้นมาดื่มโจ๊กข้าวโพดหนึ่งชาม มองดูลูกๆ ทั้งสองกำลังเก็บกิ่งไม้มาทำฟืนก็มิได้เข้าไปรบกวน

นางใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตัวอย่างง่ายๆ แล้วล้มตัวลงนอน

หลายวันต่อมา อวี๋เซียวเซียวมิได้ลงจากเตียงไปไหนเลยเนื่องจากเท้าเป็นแผลพุพอง

นางใช้เวลาที่มีอยู่ให้ลูกชายคนโต เสิ่นเย่ ช่วยผสมแป้งเปียก อวี๋เซียวเซียวตั้งใจจะนำเสื้อผ้าที่ใส่หนีภัยมาทำรองเท้า

อวี๋เซียวเซียวทำเป็นครั้งแรก ทำได้อย่างเชื่องช้า ครึ่งเดือนต่อมาจึงทำรองเท้าได้สามคู่

งานทำรั้วถูกลูกชายคนโต เสิ่นเย่ รับช่วงต่อ แม้ตัวจะเล็กแต่ก็คล่องแคล่ว ทำได้ดีกว่านางเสียอีก

ครึ่งเดือนมานี้ แผลพุพองที่เท้าของอวี๋เซียวเซียวก็หายดี นางลงจากเตียงมาช่วยกันทำรั้วกับลูกๆ ทั้งสองคน

ผ่านไปอีกครึ่งเดือนจึงทำเสร็จ

หลังจากนั้น เสิ่นเย่ก็พาน้องชาย เสิ่นชี ไปขุดดินทำแปลงผักในสวนหลังบ้านต่อไป ส่วนอวี๋เซียวเซียวก็เริ่มแบ่งเวลาช่วงบ่ายของทุกวันมาเล่นโหมดท้าทายโดยเฉพาะ เพื่อสะสมแต้มเทคโนโลยี

ส่วนช่วงเช้าก็ยุ่งอยู่กับการไปหาของกินตามภูเขาหลังบ้านกับพี่สาว ป้าสะใภ้ และป้าข้างบ้าน พร้อมทั้งทำความเข้าใจสถานการณ์ในหมู่บ้านและฟังเรื่องซุบซิบนินทา

วันเวลาผ่านไปอย่างเต็มเปี่ยม พริบตาเดียวก็เข้าสู่ฤดูหนาว

อวี๋เซียวเซียวจึงมิได้ติดตามชาวบ้านไปหาของกินอีกต่อไป แต่นางขลุกตัวอยู่แต่ในบ้านเพื่อทำเสื้อผ้าและรองเท้าฝ้ายสำหรับฤดูหนาวให้คนในครอบครัว

นางได้มอบหมายงานให้ลูกชายทั้งสองคน

เริ่มจากการให้นำดินเหนียวสีเหลืองมา แล้วไปตัดต้นไม้ที่ค่อนข้างหนาหน่อยกลับมา แม้ว่าเสิ่นเย่จะอายุเพียงแปดขวบ แต่เขาก็สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้อย่างง่ายดาย อวี๋เซียวเซียวมองดูแผงคุณสมบัติและคำแนะนำของตนเองแล้วรู้สึกว่าความแตกต่างคงจะอยู่ที่ตรงนี้กระมัง