ตอนที่ 18
**บทที่ 18 เตรียมเสบียง**
เห็นว่าบุตรชายทั้งสองกระทำได้ดี อวี๋เซียวเซียวก็มิได้ขัดขวาง เพียงขอให้มั่นใจว่าเด็กๆ ได้กินอิ่มก็พอแล้ว ทั้งสามคนในครอบครัวจึงต่างมุ่งมั่นทำหน้าที่ของตน
อวี๋เซียวเซียวสั่งให้เตรียมดินเหนียวและฟืน ก็เพื่อจะทำการเผาถ่าน ด้วยว่าที่พักอาศัยเป็นกระท่อมดินเหนียวหลังคามุงจาก อวี๋เซียวเซียวหวาดหวั่นยิ่งนัก เกรงว่าหากก่อไฟในบ้านจะทำให้ไฟไหม้เรือน การใช้ถ่านจึงปลอดภัยกว่า
นอกจากนี้ อวี๋เซียวเซียวเตรียมที่จะทำเตาอั้งโล่ดินเหนียวสองเตา ในฤดูหนาวสามารถใช้ผิงไฟและทำอาหารได้
ส่วนเหตุใดอวี๋เซียวเซียวจึงทำสิ่งเหล่านี้ได้ ต้องย้อนความไปในวัยเยาว์ ใครเล่ามิเคยมีฝันที่จะทะลุมิติ?
เพื่อวันอันสดใสหลังการทะลุมิติ ในเวลานั้นจึงทุ่มเทอย่างยิ่ง ทุกแง่มุมของชีวิตล้วนต้องรู้บ้าง
แม้ต่อมาปีแล้วปีเล่า มิได้ทะลุมิติ ความฝันในวัยเยาว์ก็แตกสลาย
ภายใต้ความพยายามของทั้งสามคนในครอบครัว ถ่านถูกเตรียมไว้สิบกว่ากระสอบ เสื้อผ้าฤดูหนาวและรองเท้าบุสำลีคนละสามชุด ผ้าห่มหนาคนละผืน
อวี๋เซียวเซียวคิดว่าถ่านสิบกว่ากระสอบนั้น ครอบครัวตนเองคงใช้ไม่หมด สู้เอาไปขายแล้วซื้อเสบียงกลับมามิสู้
คิดดังนั้น อวี๋เซียวเซียวจึงออกจากบ้านไปยังบ้านช่างไม้เหลย ตั้งใจจะให้ช่างไม้เหลยทำรถลากให้ที่บ้าน
แน่นอนว่ายังคงเป็นการติดค้างไว้ก่อน รถลากหนึ่งคันราคาสูงถึงหนึ่งร้อยอีแปะ แพงยิ่งนัก!
หนี้สินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึง 302 อีแปะ เศร้าใจยิ่ง
อวี๋เซียวเซียวได้ข่าวว่า หมู่บ้านกำลังจะร่วมกันไปซื้อเสบียง วิธีนี้จะทำให้ราคาถูกลงมาก และไม่ต้องไปกันมากคนนัก
ถึงแม้อวี๋เซียวเซียวจะมีเงินในมือ 178 อีแปะ แต่ก็ซื้อเสบียงได้เพียงเล็กน้อย ดังนั้นอวี๋เซียวเซียวจึงตั้งใจว่าเมื่อถึงเวลา นางจะเข็นรถลากตามกองคาราวานไป ขายถ่านแล้วจึงซื้อเสบียง
ขณะที่ยังมีเวลาอีกสามวัน อวี๋เซียวเซียวจึงพาเด็กๆ ทั้งสองคนเผาถ่านทั้งวันทั้งคืน
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว อวี๋เซียวเซียวลากรถลากกลับมา ปูหญ้าแห้งไว้ข้างใต้ เพื่อมิให้รถลากสกปรก ข้างล่างบรรจุถ่านจนเต็ม ข้างบนปูหญ้าแห้งอีกชั้นหนึ่ง มัดถ่านที่ใส่กระสอบป่านไว้ก่อนหน้านี้ไว้ด้านบน พยายามใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ในตอนเช้าตรู่ กินอาหารไปเล็กน้อย อวี๋เซียวเซียวพาเด็กๆ ทั้งสองคนเข็นรถลากใหญ่ออกจากบ้าน ตามกองคาราวานไปยังตลาดในเมือง
มิอาจดูแคลนเด็กๆ ในยุคนี้ได้ แต่ละคนคาดคะเนว่ามีคุณสมบัติสี่มิติสูงกว่าอวี๋เซียวเซียว
เสิ่นชี เด็กชายวัยใกล้หกขวบผู้นี้ ทำงานมิแตกต่างจากอวี๋เซียวเซียว ส่วนเสิ่นเย่ผู้นั้นยิ่งเกินไป การตัดฟืนแบกของหนักเหล่านี้ อวี๋เซียวเซียวทำไม่ไหว แต่พอถึงเสิ่นเย่ กลับกลายเป็นเรื่องง่ายดายอย่างยิ่ง
ดังนั้น อวี๋เซียวเซียวจึงมิค่อยได้มองเสิ่นเย่เด็กชายวัยครึ่งคนผู้นี้เป็นเด็กเล็ก นับแต่ตั้งรกรากที่นี่มา อาจเป็นเพราะกินดีอยู่ดีขึ้น เสิ่นเย่จึงเริ่มที่จะยืดตัวสูงขึ้นแล้ว
คราวนี้ที่มายังตลาด ถึงแม้จะยังคงเข็นรถอยู่ อวี๋เซียวเซียวก็ยังคงรู้สึกว่าสบายกว่าคราวก่อน คาดคะเนว่าคุณสมบัติของตนเองเพิ่มขึ้นแล้วกระมัง
จ่ายค่าเข้าเมืองสี่อีแปะ พวกเขาจึงสามารถเข้าเมืองได้
ได้ยินคนในหมู่บ้านกล่าวว่า การเข้าเมืองมาขายของจึงต้องจ่ายค่าเข้าเมือง แต่คราวก่อนมิได้จ่าย อวี๋เซียวเซียวคาดคะเนในใจว่า เหตุที่ต้องจ่ายค่าเข้าเมืองเป็นเพราะมีสิ่งของที่จะขายมากจึงต้องเก็บเงิน
ไม่ว่าอย่างไร อวี๋เซียวเซียวก็ได้เข้าเมืองตามกระแสแล้ว
เมื่อแยกจากคนในหมู่บ้าน อวี๋เซียวเซียวจึงพาเด็กๆ ทั้งสองคนเข็นรถลากไปตามตรอกซอกซอยต่างๆ พร้อมกับร้องประกาศขาย
"ขายถ่านแล้วจ้า~ สามอีแปะต่อชั่ง สิบอีแปะสี่ชั่ง..." แม้จะเป็นฤดูหนาว ถ่านก็ต้องขายให้แพงขึ้นบ้าง แต่ก็มิอาจแพงเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ่านที่ทำเองเช่นนี้
ถ่านที่คนร่ำรวยใช้มีหลากหลายชนิด อย่างเลวที่สุดก็คือห้าอีแปะต่อชั่ง มีเพียงคนธรรมดาเท่านั้นที่จะซื้อถ่านราคาถูกเหล่านี้
โชคดีที่ในฤดูหนาวถ่านขายได้มิยาก ถ่านหกกระสอบและถ่านบนรถลากถูกขายออกไปอย่างรวดเร็ว เหรียญทองแดงและเศษเงินถูกใส่ไว้ในถุง
อวี๋เซียวเซียวพาเด็กๆ ทั้งสองคนหาตรอกตันที่ไร้ผู้คน ให้เด็กๆ ทั้งสองคนเฝ้าอยู่ข้างนอก ส่วนตนเองเข้าไปนับเงินที่ขายถ่านได้
เหรียญทองแดงนับได้ง่ายกว่า รวมทั้งหมด 3200 อีแปะ ส่วนเศษเงิน อวี๋เซียวเซียวก็มิอาจคาดคะเนได้
แต่ทว่าอวี๋เซียวเซียวเป็นใครกัน นางมีตัวช่วยพิเศษ เปิดเกมขึ้นมา ไปที่รายละเอียดของฉัน หาหัวข้อทรัพย์สิน
【ทรัพย์สิน】 คะแนนเทคโนโลยี: 565.5 เงิน: 0 ตำลึงทอง 5.8 ตำลึงเงิน 3374 อีแปะ ทรัพย์สิน: ลานบ้านมุงจาก 1 แห่ง
สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเศษเงินทั้งหมดนี้มีจำนวนเท่าใด มองดูเหมือนจะมาก แต่คาดไม่ถึงว่ารวมกันแล้วยังไม่ถึงหกตำลึงดี
เมื่อแยกเศษเงินและเหรียญทองแดงออกจากกัน อวี๋เซียวเซียวจึงเดินออกจากตรอกตัน พาเด็กๆ ทั้งสองคนไปยังร้านขายเสบียง
ซื้อข้าวสารและแป้งสาลี 400 ชั่ง เป็นเงิน 2.6 ตำลึงเงิน ซื้อธัญพืชรวม 200 ชั่ง เป็นเงิน 0.8 ตำลึงเงิน ซื้อเกลือ น้ำตาล น้ำส้มสายชู ซีอิ๊ว และเหล้ารวม 42 ชั่ง เป็นเงิน 0.6 ตำลึงเงิน
จากนั้นจึงไปซื้อไหขนาดใหญ่สี่ใบ ราคา 30 อีแปะ หม้อดินแปดใบ ราคา 40 อีแปะ ชาม จาน และช้อนอย่างละสิบ ราคา 30 อีแปะ
สุดท้ายจึงไปซื้อเนื้อหมูที่แผงขายเนื้อหมู ซื้อเนื้อติดมัน 10 ชั่ง เนื้อแดง 2 ชั่ง เป็นเงิน 200 อีแปะ
อวี๋เซียวเซียวคิดใคร่ครวญอย่างถี่ถ้วน สิ่งที่ควรซื้อก็ได้ซื้อไปหมดแล้ว รถลากก็ถูกบรรจุจนเต็ม
เมื่อมองไปรอบๆ สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เช่น น้ำตาลเคลือบก็มีอยู่ไม่น้อย จึงกล่าวกับเด็กๆ ทั้งสองคนว่า "เย่เอ๋อร์ เสี่ยวชี พวกเจ้าอยากจะไปซื้ออะไรกินหรือไม่?"
เสิ่นเย่และเสิ่นชีมิได้มองไปรอบๆ เมื่อได้ยินคำพูดของมารดา ต่างก็แสดงท่าทีเชื่อฟังและมีเหตุผลโดยกล่าวว่าไม่จำเป็น
เมื่อเด็กๆ ทั้งสองคนไม่ต้องการ อวี๋เซียวเซียวก็มิได้ฝืนใจ เข็นรถลากไปกับเสิ่นเย่ออกจากเมือง รอคอยคนในหมู่บ้านกลับพร้อมกัน
คนในหมู่บ้านต่างก็ทยอยซื้อของกลับมา มองดูสิ่งของเต็มรถที่ครอบครัวอวี๋เซียวเซียวซื้อมา ต่างก็อดมิได้ที่จะมองมาบ่อยๆ ด้วยความอิจฉา
ขณะที่อวี๋เซียวเซียวกำลังคิดฟุ้งซ่านว่า จะมีใครอิจฉาจนกระโดดออกมาหาเรื่องหรือไม่ มาพบกับสถานการณ์ที่นางเอกเท่านั้นจึงจะมี
สุดท้าย เมื่อทุกคนมากันครบแล้ว จึงออกเดินทางกลับบ้านพร้อมกัน อวี๋เซียวเซียวก็มิได้รอคอยให้ใครมาหาเรื่องพูดจาเสียดสี คำพูดที่อวี๋เซียวเซียวเตรียมไว้ในใจจึงต้องทิ้งไป
สมแล้วที่ไม่ใช่นางเอก จึงไม่มีสิทธิ์ที่จะมีฉากสำคัญเช่นนี้
หลังจากกลับถึงบ้าน อวี๋เซียวเซียวสั่งให้เสิ่นเย่พาน้องชายเสิ่นชีไปหาฟืนกลับมาเพิ่ม ส่วนตนเองก็เก็บของที่ซื้อกลับมาไว้อย่างดี แล้วจึงออกจากบ้านไปยังบ้านช่างไม้เหลยเพื่อชำระหนี้
พร้อมกันนั้นก็ให้ช่างไม้เหลยทำบันไดให้ด้วย เพื่อใช้กวาดหิมะบนหลังคาเมื่อหิมะตก มิให้หิมะกดทับหลังคาจนพัง
จากนั้นจึงไปยังบ้านป้าหลี่ สั่งจองเครื่องจักสานไม้ไผ่ไว้เป็นจำนวนมาก
หลังจากทำสิ่งเหล่านี้เสร็จ อวี๋เซียวเซียวก็คลำท้อง คิดคำนวณว่าจะทำอาหารอะไรดี
นำผักและมันฝรั่งออกมาจากมิติ พร้อมกับเนื้อแดงที่ซื้อมาในวันนี้ ผัดผักสามอย่าง หุงข้าวสวยหนึ่งหม้อ
เมื่อทำอาหารเสร็จ เด็กๆ ก็แบกฟืนกลับมาพอดี ทั้งครอบครัวกินอาหาร เด็กๆ ทั้งสองคนก็ไปหาฟืนต่อ อวี๋เซียวเซียวจึงใช้เวลาว่างเคี่ยวน้ำมันหมู
เมื่อเคี่ยวน้ำมันหมูทั้งหมดเสร็จ ท้องฟ้าก็มืดแล้ว ในตอนเย็นอวี๋เซียวเซียวจึงทำขนมเปี๊ยะต้นหอมสองสามแผ่น ต้มโจ๊กเป็นอาหารเย็น
หลังจากกินอาหารและล้างชาม อวี๋เซียวเซียวและเด็กๆ ทั้งสามคนก็กลับไปยังห้องของตนเอง ล้มตัวลงนอน เป็นอีกวันที่แสนธรรมดาและเหน็ดเหนื่อย
ในวันรุ่งขึ้น อวี๋เซียวเซียวตื่นแต่เช้าตรู่ มองไปยังท้องฟ้าที่ยังมืดมิด ฟังเสียงลมที่พัดกระโชกข้างนอก อวี๋เซียวเซียวอดมิได้ที่จะอุทานออกมา นางเปลี่ยนเป็นคนขยันไปได้อย่างไรกัน คิดถึงแต่ก่อน วันไหนมิใช่ยามสายก็มิได้ตื่น
ตอนนี้ดีแล้ว ท้องฟ้ายังไม่สางก็ตื่นแล้ว ตื่นขึ้นมาก็ต้องเริ่มทำงานทั้งวัน
คิดถึงวันอันแสนสบายในอดีตเสียจริง