ตอนที่ 9
**บทที่ 9**
**ความเชื่อมั่นแห่งบุรุษ**
นับว่าเคราะห์ดีที่ผลลัพธ์ออกมาเป็นที่น่าพอใจ ในที่สุดภรรยาของช่างไม้เหลยก็ยินยอม พร้อมทั้งกำชับอวี๋เซียวเซียวให้มารับของในอีกแปดวันให้หลัง
อวี๋เซียวเซียวกล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนจะจากลาเพื่อกลับบ้าน
เมื่อถึงบ้าน อวี๋เซียวเซียวก็ไม่รู้ว่าตนเองควรทำสิ่งใดต่อดี จะจัดเก็บข้าวของภายในบ้านก็ไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหน จะนำเสบียงอาหารหรือสิ่งของเครื่องใช้จากมิติออกมาก็เห็นได้ชัดว่าสถานการณ์ในตอนนี้ยังไม่อนุญาต
เมื่อคิดใคร่ครวญแล้ว อวี๋เซียวเซียวจึงตัดสินใจไปดูคนที่กำลังซ่อมแซมบ้านเสียหน่อย อีกทั้งจะได้ดูว่าลูกชายทั้งสองอยู่ที่นั่นหรือไม่ จากเช้าจรดบัดนี้ เวลาก็ล่วงเลยมานานพอสมควรแล้ว เด็กทั้งสองยังมิได้กินอาหารเช้าเลย ในเวลานี้คงไม่มีบ้านใดมีเสบียงอาหารเหลือพอที่จะแบ่งปันให้เด็กทั้งสองกินเป็นแน่
นางเดินทอดน่องไปยังปากทางเข้าหมู่บ้าน ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือเงาร่างที่กำลังสาละวนอยู่กับการทำงาน บางคนกำลังตัดต้นไม้ บางคนกำลังหาบน้ำ บางคนกำลังผสมดิน… ทุกคนต่างพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือ
อวี๋เซียวเซียวเดินดูไปทีละบ้าน จนกระทั่งมาถึงบ้านหลังที่หกบริเวณปากทางเข้าหมู่บ้าน จึงได้พบกับเสิ่นเย่และเสิ่นชีที่กำลังช่วยกันขนดิน เด็กทั้งสองคนต่างเปรอะเปื้อนไปด้วยเหงื่อ ทำให้ผู้เป็นมารดาอดรู้สึกละอายใจมิได้
อวี๋เซียวเซียวเดินเข้าไปใกล้เด็กทั้งสองอย่างเงียบเชียบ พร้อมทั้งส่งยิ้มอย่างเก้อเขินให้แก่คนที่กำลังทำงานร่วมกับเด็กทั้งสอง ก่อนจะจูงมือเด็กทั้งสองเดินกลับบ้าน
ระหว่างทาง ก่อนที่อวี๋เซียวเซียวจะได้เอ่ยปาก เสิ่นเย่ผู้มีท่าทางเป็นผู้ใหญ่เกินวัยก็เริ่มเล่าถึงเรื่องราวที่ผู้ใหญ่บ้านได้แจ้งให้ทราบเมื่อช่วงเช้า
“ท่านแม่ เช้าวันนี้ข้าเห็นท่านแม่หลับสนิท จึงได้ชักชวนน้องชายไปดูที่เชิงเขาว่าพอจะมีสิ่งใดให้กินได้บ้าง ระหว่างทางได้พบนายท่านหนิว ได้ยินนายท่านหนิวบอกว่าผู้ใหญ่บ้านให้แต่ละบ้านส่งคนไปที่ปากทางเข้าหมู่บ้านเพื่อแจ้งข่าวดี ข้าจึงได้พาน้องชายไปยังปากทางเข้าหมู่บ้านก่อน ที่นั่นข้าได้ยินผู้ใหญ่บ้านแจ้งว่าพรุ่งนี้พวกเราจะได้รับข้าวของบรรเทาทุกข์แล้ว นอกจากนี้ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป แต่ละบ้านจะต้องส่งคนไปช่วยกันซ่อมแซมบ้าน ข้าคิดว่าข้าเป็นพี่ชายคนโตของบ้าน ไม่สมควรให้ท่านแม่ต้องเหนื่อยยากเพื่อพวกเรา ข้าจึงคิดจะพาน้องชายมาช่วยทำงานให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้ท่านแม่ได้พักผ่อน”
เมื่อได้ยินดังนั้น อวี๋เซียวเซียวก็รู้สึกประหลาดใจ เด็กน้อยวัยเพียงแปดขวบกลับรู้จักเอาใจใส่และเป็นห่วงคนอื่นได้ถึงเพียงนี้ ในใจก็อดรู้สึกอบอุ่นขึ้นมามิได้ ทว่าก็แฝงไว้ด้วยความรู้สึกขมขื่นอยู่บ้าง
อวี๋เซียวเซียวลูบศีรษะเล็กๆ ของเสิ่นเย่และเสิ่นชีอย่างอ่อนโยน พร้อมทั้งเอ่ยแซวอย่างติดตลกว่า “ลูกๆ ของแม่ช่างเป็นเด็กดีเสียจริง แล้วทำไมถึงไม่ปลุกแม่ให้ตื่นขึ้นมาเล่า?”
เสิ่นชีและเสิ่นเย่เอ่ยปากออกมาพร้อมกัน ทว่าความหมายในคำพูดกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เสิ่นเย่กล่าวว่า “เมื่อวานท่านแม่เหนื่อยล้ามาก ข้าจึงคิดจะปล่อยให้ท่านแม่นอนหลับจนตื่นเองตามธรรมชาติ”
เสิ่นชีกล่าวว่า “อยากปลุกท่านแม่ แต่พี่ชายไม่ยอม”
แม้ว่าคำตอบทั้งสองจะแตกต่างกัน ทว่าอวี๋เซียวเซียวกลับพึงพอใจในความเอาใจใส่ของเสิ่นเย่มากกว่า แต่ก็มิได้ผิดหวังในตัวลูกชายคนเล็กอย่างเสิ่นชีแต่อย่างใด ท้ายที่สุดเสิ่นชีก็มีอายุเพียงห้าขวบเท่านั้น
อวี๋เซียวเซียวถามต่อว่า “แล้วลูกทั้งสองหิวหรือไม่?”
เสิ่นเย่ส่ายศีรษะอย่างเชื่อฟัง มิได้เอ่ยสิ่งใดออกมา
เสิ่นชีอยากจะเอ่ยปาก ทว่าเมื่อมองไปยังพี่ชายแล้ว ในท้ายที่สุดก็ก้มหน้าลงต่ำพร้อมทั้งบอกว่าตนเองไม่หิวเช่นกัน
เมื่อเห็นท่าทางของเสิ่นชี อวี๋เซียวเซียวก็รู้ได้ทันทีว่าเด็กทั้งสองต้องหิวอย่างแน่นอน เพียงแต่เกรงใจบางสิ่งบางอย่างจึงไม่กล้าพูดออกมาเท่านั้น
“ไม่หิวกันเลยหรือ แล้วลูกทั้งสองจะบอกแม่ได้หรือไม่ว่าจนถึงตอนนี้พวกเจ้ากินอะไรกันไปบ้างแล้ว?” อวี๋เซียวเซียวแสร้งถามด้วยความสงสัย
เสิ่นชีมองไปยังพี่ชายที่มิได้เอ่ยสิ่งใดออกมา ก่อนจะขยับริมฝีปากไปมา ทว่าก็มิได้เปล่งเสียงใดออกมา มือเล็กๆ ที่มิได้ถูกอวี๋เซียวเซียวจูงอยู่นั้น แอบบีบชายเสื้อของตนเองเบาๆ
เฮ้! เด็กสองคนนี้ปากหนักเสียจริง
“ไม่อยากบอกแม่หรือ เย่เอ๋อร์ไม่เชื่อใจแม่หรืออย่างไร?”
เสิ่นชีมองไปยังอวี๋เซียวเซียวด้วยความกระวนกระวายใจ ดวงตาโตสีดำขลับทั้งคู่แอบเหลือบมองไปยังพี่ชายของตนเองอยู่เป็นระยะ
เสิ่นเย่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากออกมาว่า “ท่านแม่ เมื่อเช้าข้าพาน้องชายไปดื่มน้ำที่ริมแม่น้ำสายเล็ก…” เสียงค่อยๆ แผ่วลง หากมิใช่อวี๋เซียวเซียวที่ตั้งใจฟังอยู่ตลอดเวลา นางคงจะไม่ได้ยินสิ่งที่เขาพูดเป็นแน่
เมื่อมองไปยังเสิ่นเย่ที่ก้มหน้าลงต่ำด้วยความรู้สึกผิด ก่อนที่จะได้พูดจบประโยค อวี๋เซียวเซียวก็กระตุกริมฝีปากเล็กน้อย พร้อมทั้งคิดในใจว่าไม่จำเป็นต้องทำถึงเพียงนี้
อวี๋เซียวเซียวหยุดฝีเท้าลง พร้อมทั้งดึงเด็กทั้งสองให้มายืนอยู่ตรงหน้าตนเอง หันหน้าเข้าหากัน ก่อนจะกล่าวอย่างจริงจังว่า “เย่เอ๋อร์ เสี่ยวชี แม่รู้ว่าพวกเจ้าเป็นเด็กดี เอาใจใส่และกตัญญูต่อแม่ แต่แม่ก็เป็นห่วงพวกเจ้าเช่นกัน แม่รู้ว่าพวกเจ้ากำลังเกรงใจสิ่งใดอยู่ ตอนนี้แม่จะบอกพวกเจ้าอย่างจริงจังว่า สิ่งนั้นจะไม่สามารถทำร้ายแม่ได้อีกต่อไปแล้ว รู้หรือไม่?”
เสิ่นชีมิได้มีความอดทนเหมือนอย่างเสิ่นเย่ เมื่อได้ยินสิ่งที่แม่พูด แววตาของเขาก็เปล่งประกายขึ้นมาในทันที บนใบหน้าเต็มไปด้วยความยินดี
ทว่าเสิ่นเย่กลับจ้องมองไปยังอวี๋เซียวเซียวด้วยสีหน้าจริงจัง ราวกับต้องการจะดูว่าสิ่งที่อวี๋เซียวเซียวพูดนั้นเป็นความจริงหรือไม่
อวี๋เซียวเซียวพยักหน้าลงอย่างหนักแน่น
เสิ่นเย่จึงได้เอ่ยปากออกมาด้วยความลังเลว่า “ท่านแม่จะไม่หลอกพวกเรา?”
“แน่นอน” อวี๋เซียวเซียวตอบกลับไปโดยมิได้ลังเลแม้แต่น้อย
ในที่สุดความกังวลที่อยู่ในใจของเสิ่นเย่ก็มลายหายไป พร้อมทั้งมีแสงแห่งความยินดีฉายออกมาในดวงตา ทว่าบนใบหน้ากลับยังคงมีท่าทางเคร่งขรึมอย่างเดิม
อวี๋เซียวเซียวหัวเราะออกมาเบาๆ พร้อมทั้งลูบศีรษะเล็กๆ ของเสิ่นเย่และเสิ่นชี ก่อนจะจูงมือเด็กทั้งสองเดินกลับบ้านต่อไป
เมื่อกลับถึงบ้าน อวี๋เซียวเซียวก็ได้นำขนมปัง (ค่าความอิ่ม 30) ไข่เจียว (ค่าความอิ่ม 20) และโจ๊กข้าวโพด (ค่าความอิ่ม 50) ให้เด็กทั้งสองกินคนละหนึ่งชุด
แม้จะไม่มีกับข้าวใดๆ ทว่าเด็กทั้งสองกลับกินกันอย่างเอร็ดอร่อย เมื่อกินทุกสิ่งทุกอย่างจนหมดสิ้น ชามก็หายวับไปกับตาเช่นเคย
อวี๋เซียวเซียวมิได้รู้สึกแปลกใจกับเรื่องนี้อีกต่อไปแล้ว ทว่าเด็กทั้งสองกลับยังคงรู้สึกประหลาดใจอยู่ ทว่าก็มิได้ถามสิ่งใดออกมา
อวี๋เซียวเซียวคิดว่าควรจะถามเด็กๆ ว่ามีแผนการจะทำสิ่งใดในช่วงบ่ายหรือไม่ ท้ายที่สุดเสิ่นเย่ก็ดูเป็นเด็กที่พึ่งพาได้อยู่พอสมควร
นางเอ่ยถามอย่างลังเลว่า “เย่เอ๋อร์ พวกเจ้าจะไปช่วยงานคนอื่นอีกหรือไม่?”
เสิ่นเย่พยักหน้า “ไป”
“เช่นนั้นแม่จะตามพวกเจ้าไปด้วยก็แล้วกัน แม่ไม่รู้ว่าจะทำสิ่งใดที่บ้าน”
เสิ่นเย่มิได้ตอบตกลงในทันที ทว่าได้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปากว่า “ท่านแม่ไม่ต้องไปทำงานหนักเช่นนั้น ท่านแม่ค่อยไปช่วยป้าๆ ป้าสะใภ้เหล่านั้นเก็บกวาดวัชพืชก็พอ”
อวี๋เซียวเซียวมองไปยังเสิ่นเย่ด้วยความขบขัน “เย่เอ๋อร์ของพวกเราช่างรู้จักจัดการเสียจริง ให้แม่ทำงานเบาๆ ส่วนตัวเองกลับทำงานหนักเช่นนั้น ช่างเอาใจใส่เสียจริง เหตุใดถึงไม่คิดว่าร่างกายเล็กๆ ของตนเองจะทนทานได้หรือไม่?”
เสิ่นเย่อดรู้สึกหน้าแดงขึ้นมามิได้ ทว่าในปากกลับยังคงดื้อรั้น “ท่านแม่เป็นสตรี ข้าเป็นบุรุษของบ้าน ย่อมต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้งของบ้าน”
อวี๋เซียวเซียวมิได้คาดคิดมาก่อนว่าเด็กน้อยเช่นนี้กลับถูกห่อหุ้มไปด้วยความเชื่อมั่นแห่งบุรุษเสียแล้ว
เมื่ออวี๋เซียวเซียวมองไปยังลูกชายคนเล็กอย่างเสิ่นชีอีกครั้ง ก็พบว่าเด็กน้อยก็มีสีหน้าเห็นด้วยอย่างเต็มที่เช่นกัน ความเชื่อมั่นแห่งบุรุษนี้ช่างฝังรากลึกอยู่ในจิตใจของผู้คนเสียจริง
ในใจของอวี๋เซียวเซียวอดรู้สึกโชคดีขึ้นมามิได้ ที่ตนเองได้มาอยู่ในร่างของหญิงม่าย กลายเป็นผู้นำของบ้าน ในยุคสมัยนี้ยังมีหลักแห่งความกตัญญูค้ำจุนอยู่ มิเช่นนั้นความเชื่อมั่นแห่งบุรุษที่ฝังรากลึกอยู่ในจิตใจของผู้คนนี้ คงจะกดทับนางจนตายเป็นแน่
นี่เป็นเพียงแค่เด็กสองคน ความเชื่อมั่นแห่งบุรุษก็ยังหนักหนาถึงเพียงนี้ แล้วผู้ใหญ่คนอื่นๆ เล่า? นางไม่อยากจะคิดภาพเลยจริงๆ ว่าสตรีในยุคสมัยนี้มีชีวิตอยู่ได้อย่างไร ยิ่งคิดอย่างละเอียดก็ยิ่งรู้สึกขนลุกขนพอง
อวี๋เซียวเซียวส่ายศีรษะอย่างแรง หวังจะสลัดความคิดทั้งหมดเมื่อครู่ออกไป เมื่อมองไปยังลูกชายทั้งสอง ในชั่วขณะหนึ่งอวี๋เซียวเซียวก็ไม่รู้ว่าตนเองควรจะพูดสิ่งใด ควรจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงสิ่งใดหรือไม่… และก็ไม่กล้าที่จะยืนยันว่าตนเองมีความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้หรือไม่…